นายกรัฐมนตรีไทยพบเลขาธิการสหประชาชาติและขึ้นกล่าวต่อที่ประชุมใหญ่ในนิวยอร์ก นำข้อพิพาททางทะเลกับกัมพูชา ความปลอดภัยชายแดน และแนวทางต่อเมียนมาเข้าสู่เวทีโลก พร้อมเสนอให้เอเชียและประเทศกำลังพัฒนามีเสียงมากขึ้นในยูเอ็น แต่ผลจากวงหารือและภารกิจดึงลงทุนยังต้องรอหลักฐานที่ตรวจสอบได้
ในปีที่ไทยเป็นสมาชิกสหประชาชาติครบ 80 ปี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ 81 หรือ UNGA81 และพบหารือกับ อันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการสหประชาชาติ ที่สำนักงานใหญ่ในนครนิวยอร์ก

หมุดหมายที่เห็นเนื้อหาชัดเจนกว่า คือถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีต่อการอภิปรายทั่วไปในวันเดียวกัน ซึ่งได้ใช้เวทีนี้กล่าวทั้งเรื่องโครงสร้างอำนาจของยูเอ็น บทบาทอาเซียน ความสัมพันธ์กับกัมพูชา และวิกฤตเมียนมา
ประเด็นที่กระทบไทยโดยตรงที่สุดในถ้อยแถลงคือ ปัญหากัมพูชา นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าทั้งสองประเทศผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก และไทยเข้าร่วมกระบวนการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลโดยสุจริต พร้อมย้ำว่า ตามจุดยืนของไทย กระบวนการดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวกับการกำหนดเขตแดนทางทะเลเท่านั้น แต่ยังเรียกร้องความร่วมมือด้านความมั่นคงชายแดน การปราบปรามสแกมออนไลน์ และการเก็บกู้ทุ่นระเบิด พร้อมชี้ว่าปัญหาชายแดนยังมีมิติความปลอดภัยของประชาชนและอาชญากรรมข้ามชาติ
สำหรับเมียนมา นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยสนับสนุนสันติภาพ การปรองดอง และทางออกที่ชาวเมียนมาเป็นเจ้าของ พร้อมเสนอการกลับเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์อย่างระมัดระวังภายใต้กรอบอาเซียนและการประสานกับหุ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง
โจทย์ของไทยไม่ได้มีเฉพาะบนโต๊ะการทูต สหประชาชาติรายงานเมื่อวันที่ 10 กันยายนว่า หลังไทยดำเนินนโยบายให้ผู้ลี้ภัยจากเมียนมาที่พำนักระยะยาวมีสิทธิทำงานครบหนึ่งปี มีผู้เข้าสู่ตลาดแรงงานแล้ว มากกว่า 6,000 คน โดยไทยมีพื้นที่พักพิงตามแนวชายแดน 9 แห่ง ตัวเลขนี้สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างวิกฤตประเทศเพื่อนบ้านกับตลาดแรงงานและชีวิตคนในไทย แต่เป็นผลจากนโยบายที่เริ่มก่อน UNGA81

UNGA81 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Restoring Trust, Managing Transformation: A United Nations That Delivers for All” หรือการฟื้นความไว้วางใจและทำให้ยูเอ็นตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงได้ กระทรวงการต่างประเทศระบุว่าไทยให้ความสำคัญกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน สุขภาพโลก ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการปฏิรูปสหประชาชาติ
นายกรัฐมนตรีขยายประเด็นนี้ด้วยข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปคณะมนตรีความมั่นคงฯ เพื่อให้ประเทศกลุ่ม Global South มีส่วนร่วมตัดสินใจมากขึ้น พร้อมระบุว่าเอเชียควรได้รับการเป็นตัวแทนที่เหมาะสม และผู้หญิงควรมีบทบาทอย่างมีความหมาย รวมถึงหยิบยกความเป็นไปได้ของเลขาธิการยูเอ็นหญิง
การเดินทางครั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังมีภารกิจด้านเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลเผยกำหนดการพบนักลงทุน สถาบันการเงิน บริษัทเทคโนโลยี และผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ก่อนเดินทางต่อไปสหราชอาณาจักร รัฐบาลตั้งเป้าสร้างความเชื่อมั่นและนำเสนอศักยภาพการลงทุนของไทย
UNGA81 จึงเป็นจุดเริ่มของการวัดผลการทูตไทยมากกว่าจุดสิ้นสุดของเรื่องชายแดนจะปลอดภัยขึ้นหรือไม่ ความร่วมมือต่อเมียนมาจะช่วยประชาชนอย่างไร และโอกาสลงทุนที่นำเสนอในนิวยอร์กจะเกิดขึ้นจริงเมื่อใด





