อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานรับฟังการนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติของนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 68 หรือ วปอ.68 ณ อาคารอเนกประสงค์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กรุงเทพมหานคร
กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของงานแถลงผลการศึกษาและเวทีวิชาการภายใต้แนวคิด “Resilient Thailand” ซึ่งวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรกำหนดจัดระหว่างวันที่ 7–8 กันยายน 2569 เพื่อรวบรวมข้อเสนอจากผู้บริหารระดับสูงทั้งภาครัฐ กองทัพ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคส่วนอื่น ๆ ไปประกอบการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า แนวคิด "Resilient Thailand" ตรงกับโจทย์ใหญ่ของประเทศในช่วงที่โลกเปลี่ยนแปลงเร็ว โดยมองว่าความมั่นคงในยุคใหม่ไม่ควรจำกัดอยู่แค่การป้องกันภัยจากภายนอกเท่านั้น แต่ต้องหมายถึงการทำให้ประเทศ "แข็งแกร่งจากภายใน" หรือ Strong Within เพื่อให้พร้อมมองเห็นความเปลี่ยนแปลงล่วงหน้าและแปลงความท้าทายให้เป็นโอกาส
ทั้งนี้ นายกฯ ย้ำว่า Strong Within ไม่ได้แปลว่าปิดประเทศ แต่คือการสร้างความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะเปิดรับการลงทุน เทคโนโลยี และบุคลากรจากทั่วโลกได้อย่างมั่นใจ ซึ่งรัฐบาลวางแนวทางขับเคลื่อนไว้ 3 ด้านหลัก ได้แก่
1. เปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ โดยรักษาจุดแข็งเดิมด้านการผลิต การส่งออก การท่องเที่ยว และภาคบริการ ควบคู่กับการเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI และดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์แห่งอนาคต พลังงานสะอาด การแพทย์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ นายกรัฐมนตรีระบุว่าประเทศไทยไม่ควรเป็นเพียงฐานการผลิต แต่ต้องดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูงและเปิดทางให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าที่สูงขึ้น เพื่อยกระดับจากประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูง
2. ปฏิรูประบบราชการสู่ "Better Government" เน้นความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่การลดขนาดหน่วยงาน แต่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดและบทบาทของรัฐ ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นในเรื่องที่ประชาชนและเอกชนทำได้เอง ขณะเดียวกันต้องรักษาความเข้มแข็งของภารกิจเชิงยุทธศาสตร์
3. พัฒนาคน นายกรัฐมนตรีเน้นว่าการลงทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศไม่ใช่โครงสร้างพื้นฐาน แต่คือการสร้างคนที่มีความรู้และทักษะเพียงพอจะนำเทคโนโลยีและโอกาสใหม่ไปสร้างมูลค่าให้ประเทศ
นายกรัฐมนตรีกล่าวภายหลังรับฟังว่า ข้อเสนอของนักศึกษา วปอ.68 หลายประเด็นมีทิศทางสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะการทำให้ประเทศไทยสามารถรับมือและฟื้นตัวจากความเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ตลอดจนความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้งภายในสังคม
“นักศึกษาและศิษย์เก่า วปอ.กระจายตัวอยู่ในองค์กรสำคัญจำนวนมาก จึงควรนำเครือข่าย ความรู้ และประสบการณ์ที่มีมาช่วยสนับสนุนการทำงานของภาครัฐ เมื่ออยู่ในเครือข่ายเดียวกันแล้วควรร่วมมือและช่วยกันทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศ”
นายกฯ ยังยืนยันด้วยว่า พร้อมนำผลการศึกษาของ วปอ.68 ไปพิจารณาต่อยอดเป็นนโยบาย โดยเฉพาะข้อเสนอที่เริ่มดำเนินการได้ทันที พร้อมขอให้เครือข่าย วปอ.ทำหน้าที่มากกว่าเครือข่ายผู้นำ แต่เป็นกลไกสื่อสารและสร้างความเข้าใจกับประชาชนถึงทิศทางการเปลี่ยนแปลงของประเทศ
ก่อนหน้านี้ วปอ.68 เสนอแผนปฏิรูปโครงสร้างการเมืองแบบ "Quick Big Win" ก่อนงาน NDC'68 Symposium คณะนักศึกษา วปอ.68 ซึ่งมี พล.ต.อนุวัตร เหลืองวิลัย ผู้อำนวยการสำนักงานสนับสนุนหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เป็นประธาน ได้เผยแพร่ข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการเมืองภายใต้แนวคิด "Resilient Institutionalization of Political Power" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกรอบ Resilient Thailand โดยมีกำหนดแถลงผลการศึกษาอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 กันยายน 2569
สำหรับข้อเสนอได้วิเคราะห์ว่า ความขัดแย้งทางการเมืองไทยไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมืองเท่านั้น แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของกติกาและสถาบันการเมืองที่เอื้อต่อการรวมศูนย์อำนาจมากกว่าการต่อรองอย่างเสมอภาค ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของวิกฤตการเมืองต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2540 จึงเสนอแนวทางแก้ไข 4 ประเด็นหลัก ได้แก่
• จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
• แก้ไขมาตรา 107 ให้ประชาชนเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยตรง แทนระบบเลือกกันเองที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
• ยุบองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และกระจายอำนาจ งบประมาณ และบุคลากรลงสู่เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โดยตรง ภายใต้แนวคิด "Institutional Reboot & Decentralization"
• คืนอำนาจให้ประชาชนสามารถถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์กรอิสระ และเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง พร้อมยกระดับสิทธิของประชาชนในการคัดค้านโครงการภาครัฐให้มีผลผูกพันทางกฎหมาย ไม่ใช่เพียงกระบวนการรับฟังความเห็นที่ไม่มีผลต่อการตัดสินใจเหมือนในอดีต
โดยข้อเสนอระบุว่า มาตรการที่มีนัยสำคัญทางการเมืองที่สุดคือการเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 107 ให้ที่มาของ สว. กลับไปเป็นการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เนื่องจากที่มาของ สว. เปลี่ยนจากการเลือกตั้งไปเป็นระบบผสมในรัฐธรรมนูญปี 2550 และระบบเลือกกันเองในรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งกลุ่มผู้ศึกษาระบุว่านำไปสู่ปัญหาความชอบธรรมอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากนายกรัฐมนตรีติดภารกิจสำคัญในวันแถลงผล จึงมอบหมายให้ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้รับฟังข้อเสนอแทนในวันที่พรุ่งนี้ (8 กันยายน 2569)
ถอดตัวเลข…สะท้อนโจทย์ใหญ่ที่รอการแก้ไข
สำหรับข้อเสนอเรื่องการยกระดับเศรษฐกิจสอดคล้องกับสถานะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันที่ยังมีความท้าทายอยู่มาก ข้อมูลที่น่าสนใจ เช่น
• สถานะรายได้ประเทศ: ธนาคารโลกจัดประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบน (Upper-middle-income) ด้วยรายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) ราว 7,690 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เกณฑ์ขั้นต่ำของกลุ่มประเทศรายได้สูงที่ธนาคารโลกกำหนดสำหรับปี 2569 อยู่ที่ 14,375 ดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าไทยยังห่างจากเป้าหมายประเทศรายได้สูงอยู่พอสมควร (ที่มา: ธนาคารโลก, รายงานการจัดกลุ่มประเทศตามรายได้ ปี 2569)
• ความเร่งด่วนของการเติบโต: รายงานธนาคารโลกระบุว่า GDP ต่อหัวของไทยต้องขยายตัวเฉลี่ยราว 5.4% ต่อปี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายประเทศรายได้สูงภายในกรอบเวลาที่วางไว้ ขณะที่อัตราการเติบโตเฉลี่ยหลังโควิด-19 อยู่ที่เพียงราว 2.2% ต่อปีเท่านั้น หากยังโตในอัตราดังกล่าว ไทยอาจไม่สามารถก้าวสู่ประเทศรายได้สูงได้ทันตามกรอบเวลาที่ตั้งไว้เดิม (ที่มา: รายงานธนาคารโลก)
• แนวโน้มเศรษฐกิจระยะสั้น: ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP ไทยปี 2569 เหลือประมาณ 1.6% จากเดิมที่เคยประเมินไว้ 1.8% เนื่องจากการค้าโลกชะลอตัว หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง และภาคท่องเที่ยวฟื้นตัวช้ากว่าคาด ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นมาโตราว 2.2% ในปี 2570 (ที่มา: ธนาคารโลก, การแถลงคาดการณ์เศรษฐกิจไทย กุมภาพันธ์ 2569)
ตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำต่อคณะนักศึกษา วปอ.68 ว่า ประเทศไทยไม่สามารถพึ่งพาเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมได้อีกต่อไป และจำเป็นต้องเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างรัฐ เพื่อสร้างการเติบโตที่สูงกว่าระดับศักยภาพเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
จุดเด่นของหลักสูตร วปอ.คือ การรวบรวมผู้บริหารจากหลายภาคส่วนเรียนรู้และทำงานร่วมกัน ทำให้ข้อเสนอบางเรื่องสามารถเชื่อมโยงผู้มีอำนาจตัดสินใจ ผู้ปฏิบัติ และผู้มีทรัพยากรได้เร็วกว่ากลไกราชการตามปกติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเคยกล่าวถึง “คอนเน็กชั่น” ในหลักสูตร วปอ.ว่า หากใช้ในทางที่ถูกต้องและเพื่อประโยชน์ประเทศ ย่อมเป็นพลังที่ช่วยให้การทำงานข้ามหน่วยงานเดินหน้าได้




