‘บิ๊กตู่’ บินสัตหีบ ร่วมพิธีรับร่าง 6 กำลังพลเสียชีวิต เหตุเรือหลวงสุโขทัยอับปาง

22 ธ.ค. 2565 - 15:58

  • ‘บิ๊กตู่’ มอบนโยบาย ‘5 ป’ ให้ กอ.รมน.และส่วนราชการด้านความมั่นคง

  • ขับเคลื่อนสอดรับ ‘ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี-แผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ’ โดย ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’

  • ก่อนบินด่วนสัตหีบ หลังประชุม ก.ตร. ร่วมพิธีรับร่าง 6 กำลังพลเสียชีวิตเหตุเรือหลวงสุโขทัยอับปาง

Prime_Minister_fly_to_Sattahip_to_receive_the_bodies_of_6_sailors_SPACEBAR_Thumbnail_46bcb3f07c.jpeg
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมต.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 12/2565 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) แล้ว ในเวลาประมาณ 15.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ มีกำหนดบินด่วนไปฌาปนสถานกองทัพเรือสัตหีบ เพื่อร่วมในพิธีรับร่างกำลังพล 6 นาย ที่เสียชีวิต จากเหตุการณ์เรือหลวงสุโขทัย อัปปาง เมื่อค่ำวันที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา  

โดยตามกำหนดช่วงบ่าย พล.ร.อ.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) จะเป็นประธานในพิธีรับร่างกำลังพลที่เสียชีวิตที่สนามบินอู่ตะเภา กองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ก่อนเคลื่อนย้ายไปยังฌาปนสถานกองทัพเรือสัตหีบ เพื่อจัดพิธีอย่างสมเกียรติ ซึ่งจะมีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และประกอบพิธีหลวงอย่างน้อย 1 คืน เนื่องจากผู้เสียชีวิตทั้ง 6 นาย ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ศพอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ 

ส่วนเมื่อช่วงเช้า (22 ธ.ค.) ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ครั้งที่ 1/2565 และเป็นประธานสรุปผลการปฏิบัติงานและแถลงแผนการปฏิบัติงานประจำปีของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เพื่อให้ผู้บริหาร กอ.รมน. (ส่วนกลาง), กอ.รมน.ภาค, กอ.รมน.จังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง รับทราบผลการปฏิบัติงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 แผนการปฏิบัติงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 เพื่อยึดเป็นกรอบแนวทางในการปฏิบัติงาน  

โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายเพื่อสนับสนุนแผนงานต่างๆ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี  และงานพัฒนา ที่สอดรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 รวมถึงเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ โดยที่จะต้อง ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ พร้อมมอบแนวทางการทำงานร่วมกัน ในปีงบประมาณ 2566 ด้วยหลักการ ‘5 ป’ ได้แก่  

(1) ‘ป 1’ คือ ขอให้ยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง ตลอดจนใช้จ่ายงบประมาณตามระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมายต่างๆ โดยเคร่งครัด มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ประหยัด คุ้มค่า ตรวจสอบได้ด้วยการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ หรือ ITA (ไอ-ที-เอ) 

(2) ‘ป 2’ คือ ต้องปฏิรูปการทำงาน ตามนโยบาย ‘ประเทศไทย 4.0’ ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การแก้ปัญหา และการให้บริการประชาชน ทั้งยกระดับการทำงานภายใน กอ.รมน. เอง และสนับสนุนงานของรัฐบาลในภาพรวม โดยขอให้ทุกส่วนราชการให้ความสำคัญการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ยึดหลัก ‘อยู่รอด ปลอดภัย พอเพียง ยั่งยืน’ เพื่อการเดินหน้าไปสู่อนาคตที่ดีกว่า 

(3) ‘ป 3’ คือ การทำงานอย่างประสานสอดคล้อง และเชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกัน อย่างไร้รอยต่อ มุ่งขยายเครือข่ายประชาชน และกระชับกลไก ‘ประชารัฐ’ ทั่วประเทศ ตลอดจนเชื่อมสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศ ในฐานะ ‘หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์’ รวมถึงปัญหาที่ประเทศไทยไม่สามารถแก้ไขได้เพียงลำพัง จำเป็นต้องแสวงหาความร่วมมือจากชาติพันธมิตรด้วย เช่น การฉ้อโกงข้ามชาติ ยาเสพติดข้ามชาติ การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ และบุคคลสองสัญชาติ เป็นต้น 

(4) ‘ป 4’ คือ ขอให้ประยุกต์หลักการทรงงาน ศาสตร์พระราชา และหลักวิชาการต่างๆ มาใช้ในการทำงานได้เหมาะสมกับแต่ละภารกิจและสถานการณ์ เช่น เผยแพร่องค์ความรู้ ‘โคก หนอง นา โมเดล’ ให้ประชาชนเข้าใจอย่างแท้จริง รวมทั้งสร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกร ในการปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่-น้ำ-ดิน นอกจากนี้อยากให้ช่วยกันปลูกป่าในใจคน ผ่านโครงการ ‘ป่าชุมชน’ ช่วยให้คนรักป่า-อยู่กับป่า เป็น Food Bank เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพิ่มคาร์บอนเครดิต ลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ลดมลภาวะเป็นพิษจากฝุ่นและหมอกควัน  

(5) ‘ป 5’ คือ ให้ความสำคัญกับงานประชาสัมพันธ์ โดยมุ่งสร้างการตระหนักรู้ ทำความเข้าใจ และแสวงหาความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยใช้ช่องทางสื่อสารดั้งเดิม ควบคู่เพิ่มช่องทางออนไลน์ เพื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่ และกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันมีการปลูกฝังและถ่ายทอดแนวความคิดที่ไม่ดี และไม่เหมาะสมให้กับเยาวชนไทย ทั้งด้านการเมือง สถาบันหลักของชาติ ตลอดจนการเผยแพร่ Fake News ในสื่อโซเชียลฯ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องเร่งการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์เชิงรุกในทุกแพลตฟอร์ม ใช้น้ำดี ไล่น้ำเสีย และสร้างภูมิคุ้มกันในสังคมให้เข้มแข็ง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์