ในระหว่างเป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามการเจรจาแก้หนี้นอกระบบ ในพื้นที่จังหวัดน่าน ซึ่งมีผู้ลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือ 500 กว่าราย และมีมูลหนี้ประมาณ 33 ล้านบาท เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้ท้วงติงว่า ตัวเลขจำนวนลูกหนี้ที่มีแจ้งมากว่า 500 กว่าราย ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่มีการเจรจาไกล่เกลี่ย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือมีผู้มาแจ้ง 500 กว่าคน แต่การนำเข้ามาสู่ระบบถือว่าน้อยมากมีเพียง 100 กว่ารายเท่านั้น จึงเสนอให้ใช้กลไกของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่ไปดูและติดตาม รวมทั้งฝากอธิบดีกรมการปกครอง กรณีลูกหนี้มีข้อมูลไม่ครบ แล้วถูกตัดออกไป ปัญหาก็จะไม่ได้รับการแก้ไข
ผมไม่ได้ดูตัวเลข 500 กว่ารายที่แจ้งมา แต่ผมดูตัวเลข 100 กว่าราย ที่เข้าสู่ระบบการเจรจา และหากเป็นไปได้ อาจจะจัดตลาดนัดแก้หนี้ ที่ศาลากลางจังหวัด จัดเป็นอีเวนต์ (Event) ทุกวันที่ 15 หรือวันเสาร์และอาทิตย์ เป็นต้น เพื่อให้ฝ่ายเจ้าหนี้และลูกหนี้ได้มาพูดคุยกัน รวมถึงธนาคาร ซึ่งตรงนี้ ผมถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี
นายกฯ ยังระบุด้วยว่า หากนำลูกหนี้และเจ้าหนี้เข้าสู่การเจรจาได้ 300 ถึง 400 ราย จะถือเป็นตัวเลขที่เรียกความมั่นใจได้ดีกว่า นอกจากนี้ ในช่วงรับฟังการแก้ปัญหาหนี้ระหว่างประชาชน (ลูกหนี้) กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีลูกหนี้รายหนึ่งแสดงความไม่มั่นใจเรื่องความปลอดภัย นายกฯ จึงกล่าวเน้นย้ำให้ฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะตำรวจในพื้นที่ให้ดูแลเป็นพิเศษ “แม้แต่เล็บข่วนก็อย่าให้เกิด” พร้อมเตรียมย้ำเรื่องนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ในวันที่ 28 ธ.ค.นี้ ส่วนกรณีที่ลูกหนี้จ่ายดอกเบี้ยทบต้น เกินกว่าอัตรายอดหนี้ และดอกเบี้ยตามกำหนด นายกฯ ระบุว่า เรื่องนี้ต้องดำเนินคดี เป็นเรื่องของขั้นตอนตามกฎหมายไป
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ช่วงที่นายกฯ เดินทางมาถึงศาลากลางจังหวัดน่าน เพื่อเป็นประธานการประชุม มีประชาชนจำนวนมากรอให้การต้อนรับ และช่วงที่นายกฯ เดินทักทายก็มีชาวบ้านตะโกนว่า “ยังรอเงินดิจิทัลอยู่นะครับ” ซึ่งนายกฯ ตอบกลับสั้นๆ ว่า “ครับ”
สำหรับการดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ จังหวัดน่าน ตามแนวทางที่กรมการปกครองและกระทรวงมหาดไทยกำหนด มีผู้ลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 22 ธ.ค. 2566) เป็นลูกหนี้ 563 ราย, เจ้าหนี้ 518 ราย ยอดหนี้มูลค่ารวม 33,041,242 บาท ส่วนสาเหตุการเป็นหนี้ 5 อันดับแรก ได้แก่ ด้านอุปโภค 602 ราย, ด้านการลงทุน 496 ราย, ต่อเติมที่อยู่อาศัย 109 ราย, ค่าเทอม 288 ราย และการพนัน 17 ราย
ส่วนจากจำนวนลูกหนี้ที่ลงทะเบียนทั้งหมด 563 ราย มีลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย 52 ราย คิดเป็น 32.70 % ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 4 ราย อยู่ระหว่างดำเนินการไกล่เกลี่ย 48 ราย และให้รัฐจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 28 ราย คิดเป็น 17.61% รวมผลการดำเนินการแก้ไข ให้ความช่วยเหลือแล้ว 80 ราย คิดเป็น 50.31%
ทั้งนี้ จังหวัดน่าน กำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดไว้ ดังนี้
- กำหนดการเจรจาไกล่เกลี่ยได้อย่างน้อยร้อยละ 80 ของลูกหนี้ในระบบและเจ้าหนี้ตามฐานข้อมูล โดยสามารถตกลงกันได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50
- เจ้าพนักงานตำรวจ สามารถดำเนินคดีได้ทั้งหมดร้อยละ 70 ของเรื่องรับดำเนินการ ระยะเวลาดำเนินการหากเป็นสำนวนไม่ยุ่งยาก ดำเนินการเสร็จก่อน 3 เดือน กรณีมีความซับซ้อนไม่เกิน 3 เดือน
- การให้ความช่วยเหลือทางการเงิน จะต้องได้รับการให้สินเชื่อโดยธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร มีเป้าหมายผู้ได้รับความช่วยเหลือไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของผู้ลงทะเบียน
- ทุกอำเภอต้องดำเนินการไกล่เกลี่ยให้สำเร็จ อย่างน้อย 1 กรณีตัวอย่าง (Best Practice)
- จังหวัดน่านกำหนดให้แก้ไขปัญหาในภาพรวมได้อย่างน้อย 10% ของผู้ลงทะเบียน ภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2566




