พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) เดินทางเข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อเอาผิด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ (บิ๊กป้อม) อดีตรองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ฐานเป็นเจ้าพนักงานรัฐ กระทำผิดรัฐธรรมนูญในเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ผิดกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 172 ,173 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 รวมทั้งประพฤติผิดจริยธรรมร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงหลุด เรียกรับเงิน ซึ่งถูกนำมาเผยแพร่ทางรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ช่อง 9 MCOT เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2567 โดยขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาไต่สวน ส่งเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงนักการเมืองดำเนินคดีฐานเรียกรับเงิน
พร้อมพงศ์ กล่าวว่า จากคลิปเสียงที่ถูกเผยแพร่ออกมา ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการสนทนาระหว่างคน 2 คน โดยคนหนึ่งมีเสียงคล้าย พล.อ.ประวิตร พูดคุยกับ ‘นายโอ๋’ ซึ่งเป็นชื่อเล่นของนายชัยวุฒิ เป็นพฤติการณ์ทวงถามและเรียกรับเงิน ถือเป็นการกระทำที่ผิดทั้งทางกฎหมายและจริยธรรมนักการเมือง
“พล.อ.ประวิตรในฐานะที่เป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรี และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ จะต้องประพฤติตนโดยถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ต้องไม่ขอ ไม่เรียก ไม่รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด” พร้อมพงศ์ กล่าว
พร้อมพงศ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า เงิน ที่พล.อ.ประวิตรทวงถามจาก ‘นายโอ๋’ ไม่ได้เป็นนิติกรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีมูลหนี้ใดๆ ต่อกันจริง จึงส่อว่าเป็นเงินที่ไม่มีมูลหนี้อันชอบด้วยกฎหมายที่พล.อ.ประวิตรจะมีสิทธิทวงถามตามกฎหมายและ ‘นายโอ๋’ ต้องชำระหนี้ตามกฎหมาย
“เงินดังกล่าว จึงส่อไปในลักษณะที่เป็นเงินหรือของกำนัลที่ได้รับจากแหล่ง หรือบุคคลที่กระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมายมาย” พร้อมพงศ์ กล่าว
พร้อมพงศ์ กล่าวด้วยว่า ในวันพรุ่งนี้ (13 ก.ย.2567) ตนเองจะนำเอกสารหลักฐานทั้งหมดไปยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และในวันจันทร์ที่ 16 กันยายน จะไปยื่นหลักฐานต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ให้ตรวจสอบเพิ่มเติมต่อไป
ทั้งนี้ตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 173 เจ้าพนักงานรัฐผู้ใดเรียก รับ หรือ ยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 - 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 100,000-400,000 บาท




