ภคมน หนุนอนันต์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมอภิปรายในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา วาระแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 ว่า ดิฉันอยากได้คำยินยอมว่านโยบายที่นำเสนอต่อคนไทยทั้งประเทศ วันนี้ผ่านการทบทวนสรุป และถอดบทเรียนจากวิกฤตที่ผ่านมาแล้วหรือไม่ แน่ใจแล้วใช่หรือไม่ว่าหลังจากนี้ประเทศไทยภายใต้การนำของรัฐบาลภูมิใจไทย จะสามารถนำพาประเทศไทย และผ่านวิกฤต และความท้าทายต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภคมน กล่าวอีกว่า อนุทิน ชาญวีรกูล เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญ และอยู่ในวิกฤตมาแล้วหลายครั้ง ทั้งการระบาดของโควิด-19 น้ำท่วมในภาคใต้ ก็เคยเป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และขณะนี้ยังมีวิกฤตเรื่องน้ำมัน ซึ่งวิกฤตที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ผ่านมาแล้วผ่านไปเลย แต่ยังพิสูจน์ความสามารถในการบริหารประเทศ ประชาชนพอจะได้เห็นฝีไม้ลายมือของอนุทิน มาบ้างแล้ว และเห็นแล้วว่าการบริหารแบบอนุทิน บกพร่อง และสร้างความเสียหายไว้ขนาดไหน
ยิ่งน่ากังวล เพราะเมื่อไม่กี่วันนายกรัฐมนตรี เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในทำนองที่บอกว่า ขอให้พี่น้องประชาชนทุกคนมั่นใจ เพราะพรรคภูมิใจไทย เคยผ่านวิกฤตน้ำท่วม และวิกฤตโควิดมาแล้ว เราจัดการได้ดี
สิ่งที่นายกรัฐมนตรีมั่นใจ ต่างความรู้สึกของพี่น้องประชาชนลิบลับ ดังนั้น “รัฐบาลอนุทิน 2” กำลังถูกจับตา และตั้งคำถามจากประชาชนว่า 10 ปีหลังจากนี้ ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ ดิฉันจึงต้องตั้งคำถามถึงกรอบวิธีคิดวิสัยทัศน์ที่มันเกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลักดันนโยบายประเทศไทย ไม่สามารถฝากความหวังเอาไว้ได้กับวิธีคิดเดิม ๆ อีกแล้ว และประเทศไทยไม่ใช่ที่ทดลองงาน ดิฉันเห็นด้วยเหมือนที่นายกเคยกล่าวเอาไว้
ภคมน กล่าวต่อไปว่า วิธีคิดของ อนุทิน และพรรคภูมิใจไทย ในการบริหารประเทศจากวิกฤตที่ผ่านมาแก้ปัญหาแบบผิวเผิน ดูแคลนความเดือดร้อนของประชาชน เพราะเมื่อย้อนกลับไปดูเหตุการณ์อดีตที่ผ่านมา พอสรุปได้จริง ปลายปีที่ผ่านมาน้ำท่วมใหญ่ในหาดใหญ่ ในชนิดที่ประชาชนหนีเอาชีวิตรอด ไฟดับทั้งเมือง อินเทอร์เน็ตใช้ไม่ได้เลย สิ่งที่ทำได้อย่างเดียวคือรอคอย ให้คนมาช่วยชีวิตเท่านั้นเอง วิกฤตหนักขนาดนั้น แต่รัฐบาลของอนุทิน ไม่มีกระทั่งส่วนกลางข้อมูลเพื่อระบบพิกัดของผู้ประสบภัย ไม่มีแผนปฏิบัติงานฉุกเฉิน ซึ่งเป็นเครื่องมือตามมาตรฐานสากล ประชาชนและกู้ภัยช่วยเหลือกันเอง
เหตุการณ์ภัยพิบัติที่รุนแรงขนาดนั้น ประชาชนคาดหวังจะเห็นภาวะของผู้นำที่นั่งหัวโต๊ะ ตบโต๊ะ จัดการสั่งการอย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องชีวิตของพวกเขา แต่สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดกับเหตุการณ์นี้ ภาพจำที่ชัดเจนที่สุดของประชาชนที่มีต่อนายกรัฐมนตรี คือเขาเห็นนายกรัฐมนตรีไปผัดข้าว แจกผู้ประสบภัย ดิฉันไม่ทราบว่าก่อนหน้านั้นทำอะไรมา แต่ทุกครั้งที่เวลาเป็นผู้นำในภาวะวิกฤติที่ประชาชนคาดหวัง ต้องคิดให้รอบคอบ คิดอย่างละเอียดว่าจะแสดงออกมา อาจจะเป็นคนอัธยาศัยดี เฟรนลี่ อบอุ่น ชอบทำกับข้าว แต่มันไม่ใช่เวลานี้แน่ ๆ ท่านต้องระมัดระวังการแสดงออกในช่วงเวลาที่ประชาชนเขาคาดหวัง ท่านลืมไปหรือไม่ว่าประเทศไทยเราเป็นรัฐรวมศูนย์ราชการ ท้องถิ่นตัดสินใจในคำสั่งใหญ่ ๆ ไม่ได้ คนที่มีอำนาจสูงสุดคือนายกรัฐมนตรี และวันนั้นท่านเองก็เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วย ไม่มีใครใหญ่กว่าท่านแล้ว ทรัพยากรต่าง ๆ ในประเทศนี้อยู่ในอำนาจของท่านทั้งสิ้น แต่กลับละเลยปล่อยให้วิกฤตลุกลามบานปลาย และคิดว่าการผัดข้าวให้กับผู้ประสบภัย เป็นการแสดงความห่วงใย แต่เปล่าเลย
ภคมน ยังระบุว่า บทบาทในเรื่องประสิทธิภาพความเยียวยา ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ยังมีคนอีกหลาย 100,000 สิทธิ์ ที่รอการเยียวยา และนโยบายเล่มนี้เมื่อมาอ่าน ก็ตรงตามข้อกังวลของดิฉันว่า ไม่ได้สรุปบทเรียนอะไรเลย เพราะนโยบายกองทุนภัยพิบัติในเล่มนี้ที่จะนำเอไอมาช่วยนั้น แต่นโยบายก็เขียนมาหลวม ๆ ไม่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที แต่ชาวบ้านอ่านยังรู้เลยว่าแค่เอไอไว้ก่อน และอุตส่าห์นำเทคโนโลยีมาใช้แล้วสุดท้ายก็มาใช้เพื่อวัตถุประสงค์การจ่ายเงินเยียวยาอยู่ดี
วิธีคิดคือแบบเดิม เจ็บ จ่าย จบ คนเจ็บคือประชาชน คนจ่ายคือรัฐบาล ในรายละเอียดเล่มนี้ไม่ได้ลงตัวเลขเอาไว้ แต่ในเว็บไซต์พรรคภูมิใจไทยลงว่าชัดเจนว่า รัฐบาลจะจ่ายค่าประกันภัย 1,000 บาทต่อครัวเรือน และเมื่อ AI จับได้ระบบพิกัดของผู้ประสบภัยพิบัตินั้น รัฐจะจ่ายครัวเรือนละ 100,000 บาท ซึ่งหากอยากได้เงินเยียวยาเยอะกว่านี้ ต้องเพิ่มค่าประกันเอง และคนที่จบก็คือรัฐบาล ถือว่าทำแล้ว หากจะใช้วิธีการคิดแบบนี้ก็แค่หาเงินจ่ายให้เร็ว จ่ายให้ทันก็พอ
ดิฉันมองว่าเป็นวิธีการเน้นเอาตัวรอด ลดบทบาทของตัวเอง ในฐานะรัฐเหลือแค่บริษัทประกันภัย การรับมือกับภัยพิบัติไทยแล้วไม่ใช่แค่การจ่ายเงินเยียวยาเท่าไหร่ หรือรวดเร็วแค่ไหน สิ่งที่ประชาชนอยากได้คือความมั่นใจว่าจะลงทุน สร้างโครงสร้างพื้นฐานในการป้องกันเหตุการณ์อย่างไร จะดูแลประชาชนไม่ปล่อยให้รอคอย รอความตายเหมือน “รัฐบาลอนุทิน 1”
ภคมน ยังตั้งคำถามอีกว่า ก่อนที่ “รัฐบาลหนู 2” จะผลักดันนโยบายกองทุนภัยพิบัติ ได้ติดตามความเสียหายใน “รัฐบาลหนู 1” แล้วหรือไม่ ว่ามีความเสียหายในแต่ละด้านเท่าไหร่ ต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ถึงจะฟื้นฟูให้ประชาชนได้ หรือแค่รอปล่อยมาตรการคนละครึ่งพลัส ที่ถือว่าเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก็เพียงพอ ดิฉันว่าหากคิดแค่นี้มันโหดร้ายมาก ดูถูกความเดือดร้อนของประชาชนมาก และอันตรายมากในฐานะผู้นำประเทศ
ทั้งนี้ วิธีคิดแบบผิวเผิน ดูแคลนความรู้สึกประชาชน ไม่ได้เห็นจาก อนุทินคนเดียว, สส.พรรคภูมิใจไทย อภิปรายในวาระเรื่องฝุ่น และยืนกรานในสภาฯ ว่าไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดฯ (หรือ “พ.ร.บ.อากาศสะอาด”) เรามีเหตุผลเดียว คือประชาชนคนไทยใช้ลมหายใจเดียวกัน ดังนั้น พ.ร.บ.อากาศสะอาด น่าจะเป็นฉันทามติร่วมกันของคนทางสังคม หรือที่ไม่เห็นด้วย ลึก ๆ แล้วกลัวนายทุนอุตสาหกรรมจะไม่พอใจหรือไม่ พร้อมชวนจับตาว่ารัฐบาลชุดนี้จะนำ พ.ร.บ.อากาศสะอาด เข้าสู่ที่ประชุมสภาฯ หรือไม่
ภคมน กล่าวอีกว่า เหตุการณ์วิกฤติน้ำมันที่เป็นผลกระทบจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง สงครามเกิดเป็นเดือน แต่รัฐบาลยังไม่มีทีท่าว่าจะมีความพร้อมรับมือกับผลกระทบของประชาชนอย่างเป็นระบบ คนไทยรู้ชะตากรรมตัวเองกันวันต่อวัน ในวันที่หาน้ำมันเติมไม่ได้ รัฐบาลกลับบอกว่าอย่าตื่นตระหนก และจากนั้นราคาน้ำมันพุ่งข้ามคืน ประชาชนไม่ทันได้ตั้งหลัก ราคาสินค้าเพิ่มสูง เรื่องนี้เป็นเรื่องเศรษฐกิจในวงกว้าง
และ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ในฐานะ ศบก. (ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง) ก็ออกมายอมรับว่า “รัฐบาลต้องลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล” รวมถึง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง ก็ออกมายอมรับว่า “ไม่สามารถตรึงราคาดีเซลไว้ได้แล้ว” เท่ากับว่านี่คือการยอมรับพร้อมกันของรัฐมนตรีสองคนในรัฐบาลชุดนี้ว่าสถานการณ์วิกฤตแล้ว และก่อนหน้านี้ทำไมถึงยืนยันว่าปกติ และกล่าวหาประชาชนว่าตื่นตระหนกไปเอง สุดท้ายก็มาขอความร่วมมือกับประชาชนให้ช่วยกันประหยัด
ในวันที่รัฐบาลขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยกันประหยัด ปรากฏว่า อนุทิน ขับรถไฟฟ้าป้ายแดง คงคิดว่าประชาชนอ่านข่าวแล้วจะปลาบปลื้ม และชื่นชม แต่สิ่งที่ทำตอกย้ำวิธีคิดวิสัยทัศน์ของผู้นำ และคณะผู้บริหารประเทศไทยในขณะนี้ห่างกับประชาชนคนทำงานเช้ากินค่ำราวฟ้ากับเหว และวิธีคิดแบบนี้ไม่ได้แสดงออกเพียงครั้งเดียว แต่แสดงออกมาทุกครั้งเมื่อเกิดวิกฤต
ภคมน กล่าวอีกว่า วันนี้สถานการณ์น้ำมันไม่มั่นคง แทนที่จะสื่อสารตรง ๆ เอาความจริงมาพูดกัน ช่วยเหลือกันให้พ้นวิกฤติ 3-6 เดือนหลังจากนี้ จะได้วางแผนชีวิตได้ แต่กลับเลือกขับรถไฟฟ้าป้ายแดง เพื่อบอกกับประชาชนว่า “ให้ประหยัดน้ำมัน” ดิฉันคิดว่าความคิดแบบนี้จำเป็นต้องมีการตั้งคำถามกันจริง ๆ เช่นเดียวกับ ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ให้สัมภาษณ์ว่า “ต้องมีการปรับตัว ต้องประหยัดตามเศรษฐกิจพอเพียง”
เพราะท่านรวยจึงพูดแบบนี้ได้ แต่คนจน เวลาสั่งให้ทำ ต้องทำให้เขาก่อน คนเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีไม่เข้าใจเลยว่า คนจน จนจริง ๆ ก่อนเลือกตั้งมาบอกว่า “จะทำให้คนไทยรวยจนร้องขอชีวิต” แต่เมื่อได้อำนาจมากลับบอกว่าขอให้ประชาชนพอเพียง วิธีคิดแบบนี้สะท้อนผ่านนโยบายนี้เช่นกัน
ภคมน กล่าวต่อไปว่า ขอถามตรง ๆ ว่าที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าจะทำให้ประชาชนรวยจนต้องขอชีวิต รู้หรือไม่ว่าต้นตอของความจน และความขัดสนของประชาชนคืออะไรกันแน่ เพราะนโยบายเล่มนี้ไม่มีบรรทัดไหนเลยที่รัฐบาลมีเจตจำนงในการลดความเหลื่อมล้ำ และพร้อมสู้กับกลุ่มทุนผูกขาดให้กับประชาชน ในสมัยหนึ่งเราเคยได้ยินคำว่า “คิดใหญ่ทำเป็น” แต่ปัจจุบันคำว่า “พูดแล้วทำ” กำลังกลายเป็นสิ่งใหม่”
เพราะอย่างที่ตอนหาเสียง คนสำคัญของพรรคภูมิใจไทยก็บอกชัดเจนว่านโยบายของพรรคภูมิใจไทย ไม่ต้องละเอียดมาก น้อย ๆ แต่ทำได้จริง ดิฉันว่าคิดแบบนี้เป็นการคิดแบบเอาตัวรอด ดึงความหวังของประชาชนให้ต่ำลง ประชาชนควรคาดหวังกับรัฐบาลที่มีเจตจำนง และความกล้าหาญมากพอในการสร้างการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่พูดและทำ
สุดท้ายใช้คำทันสมัย แต่วิธีคิดยังเหมือนเดิม เมื่อใครในประเทศนี้มุ่งหวังจะสร้างการเปลี่ยนแปลง กลับถูกตีตราว่าเป็นพวกเพ้อฝัน ทั้งที่พรรคการเมืองควรนำเสนอนโยบายที่ก้าวหน้าท้าทายให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของประชาชน แต่ประเทศนี้วันนี้ไม่ได้สนใจแล้วว่าสิ่งที่ทำคู่ควรกับประชาชนควรจะได้รับหรือไม่ ไม่กล้าท้าทายข้อจำกัดให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากโหยหาอำนาจ กดให้ประชาชนไม่คาดหวัง ให้เชื่อแล้วชิน การเมืองวันนี้กำลังทำและให้รางวัลกับคนที่คิดแต่ในกรอบ พูดแต่เรื่องเดิม ๆ ทำแต่เรื่องเดิม ๆ แต่ต้นตอของปัญหาที่ฉุดรั้งไม่ให้ชีวิตของประชาชนเติบโตได้ยังคงอยู่ รัฐราชการที่แข็งทื่อยังคงอยู่ ความเหลื่อมล้ำเชิงระบบยังอยู่ สิทธิและเสรีภาพยังคงถูกจำกัด
ภคมน ย้ำว่า “สุดท้ายสิ่งที่เราได้วันนี้ก็คือ วิธีคิดที่ให้ประชาชนแค่ปรับโครงสร้างหนี้ เพิ่มทักษะ เพิ่มความรู้ เพิ่มเทคโนโลยี และแจกเงิน แต่ไม่เคยตั้งคำถามกับระบบเศรษฐกิจ สังคมที่กดขี่ให้คนส่วนใหญ่จน และเข้าไม่ถึงโอกาสตั้งแต่แรก และนโยบายเล่มนี้ชัดเจนว่าเป็นนโยบายที่ไม่มีเจตจำนงทางการเมืองใด ๆ เลย ไม่สามารถสร้างความหวังให้กับประชาชน และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศนี้ รัฐบาลชุดนี้ท่านจะเป็นแค่ผู้ที่จัดสรรผลประโยชน์ให้ทุนและชนชั้นนำเท่านั้น” พร้อมฝากทิ้งท้ายว่า “อย่าสบประมาทประชาชน”
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการอภิปราย ศุภชัย ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ลุกขึ้นประท้วงพร้อมขอใช้สิทธิ์พาดพิง เกี่ยวกับกรณีการกล่าวอ้างถึง สส. จากพรรคภูมิใจไทย ที่พูดถึงเรื่อง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ปัดตก พ.ร.บ.อากาศสะอาด




