จับตา ‘ทักษิณ’ ปิ๊กเชียงใหม่ กังวล ‘ยิ่งลักษณ์’ ได้รับนิรโทษ

9 มี.ค. 2567 - 12:20

  • ‘ประชาธิปัตย์’ ย้ำจุดยืน ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ต้องไม่มีคดีทุจริต และ คดี 112 เหตุคดีเหล่านี้ไม่เกี่ยวแรงจูงใจทางการเมือง กังวลอาจนำคดีจำนำข้าวพิจารณาด้วย ชี้ ‘ยิ่งลักษณ์’ ทำได้ แต่ต้องรับโทษ วอนอย่าใช้ ‘ทักษิณโมเดล’ หวั่นปชช.ลุกฮือ

  • จับตา ‘ทักษิณ’ กลับบ้านเชียงใหม่ จี้ ราชทัณฑ์-คุมประพฤติตอบคำถาม หากได้สิทธิ์มากกว่านักโทษคนอื่น รัฐบาลจะบอกไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้

  • ยก เหตุผลฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปราย ม.152 อ้างรัฐบาล ‘เศรษฐา’ หน้าไหว้หลังหลอก กลิ้งกรอกไม่จริงใจ ไม่ทำตามนโยบายที่สัญญาไว้กับสภาฯ พร้อมเปิดประเด็นฝ่ายค้านอภิปราย กระบวนการยุติธรรมการพักโทษ ‘ทักษิณ’ ปัญหาที่ดิน ส.ป.ก.หวังรัฐบาลจะไม่ละเลยมาจบญัตติ หากรัฐบาลไม่ให้ความร่วมมือ เชื่อว่า รัฐบาลอยู่ไม่ได้

ramech_wait_watch_taksin_go_back_chiangmai_SPACEBAR_Hero_5b3e9f1376.jpg

ราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวถึงกรณีที่ ชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า จะมีนิโทษกรรมโดยการนับเวลาจากช่วงเหตุการณ์โดยเริ่มนับจากวันที่ 1 มกราคม 2548 และจะมีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการเพื่อที่จะเก็บสถิติคดีที่เกิดขึ้น ที่เกี่ยวกับแรงจูงใจทางการเมือง เพื่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในชั้นตำรวจ ,คดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลยุติธรรม และองค์กรอื่น และในส่วนของมาตรา 112 นั้นก็ยังไม่มีความชัดเจน ของคณะกรรมการชุดดังกล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีปัญหาในเรื่องของการนับช่วงเวลาของกรรมาธิการ แต่สิ่งที่จะเป็นปัญหาคือความไม่ชัดเจนของกรรมาธิการในเรื่องคดีทุจริต ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญจะยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาแล้วจะพิจารณาไปในแนวทางใด ส่วนตัวไม่ได้ก้าวล่วง แต่มีความเป็นห่วง ถ้ารวมคดีทุจริตด้วย พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยแน่นอน เพราะที่ผ่านมาองคาพยพของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เคยมีความพยายามที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรม คดีทุจริต ทั้งที่ศาลตัดสินไปแล้ว และคดีที่ยังไม่แล้วเสร็จอาจจะทำให้หลุดไปด้วย รวมถึงคดี 112 พรรคประชาธิปัตย์ก็เห็นว่าไม่ควรที่จะมีการนิรโทษกรรม เพราะทั้งคดีทุจริตและคดี 112 ไม่ได้มีเหตุแรงจูงใจจากทางการเมืองที่จะต้องให้เกิดกระทำความผิดในเรื่องดังกล่าว 

ราเมศ กล่าวว่า ฉะนั้น 2 เรื่องนี้เป็น 2 เรื่องที่สำคัญที่สุด พรรคประชาธิปัตย์ติดตามและแสดงจุดยืนว่า ไม่เห็นด้วยถ้าจะมีการนิรโทษกรรมในคดีทุจริตและคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 ส่วนคดีอื่นๆคณะกรรมาธิการจะพิจารณา ก็ต้องติดตามดูว่า มีองค์ความผิด ฐานความผิดใดบ้างที่จะหยิบยกขึ้นมาพิจาณา ซึ่งทำถูกต้องแล้ว ที่ไม่เอาตัวบุคคลเป็นที่ตั้ง 

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะได้รับการนิรโทษกรรมจากกฎหมายดังกล่าว ราเมศ ยอมรับว่า กังวล เพราะในกรณีของยิ่งลักษณ์ ที่ผ่านมามีการให้สัมภาษณ์ของบุคคลในรัฐบาลว่า ยิ่งลักษณ์ถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง จนเกิดเป็นคดีทุจริตรับจำนำข้าว ซึ่งนี่เป็นอีกกรณีหนึ่งที่เขาอ้างว่า ตั้งต้นมาจากปฏิวัติรัฐประหารแล้วนำมาสู่การดำเนินคดีของ ยิ่งลักษณ์ แต่ความเป็นจริงแล้วในส่วนของคดีจำนำข้าว เกิดขึ้นด้วยระบอบประชาธิปไตย ตรวจสอบภายใต้ฝ่ายนิติบัญญัติที่ได้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วได้มีการยื่นเพื่อดำเนินคดีต่อคณะกรรมการป.ป.ช.ขณะนั้น และไม่ได้เป็นกระบวนการที่เกิดจากการกลั่นแกล้ง ซึ่งท้ายที่สุดคดีก็ขึ้นสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และยิ่งลักษณ์ก็หนีคดี หนีออกนอกประเทศ 

“ถามว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือไม่ก็ต้องกลับไปอ่านมาตรา 157 การที่มีความผิดก็ต้องตั้งต้นมาจากเจตนาว่า มีความผิดแสวงหาผลประโยชน์ที่ไม่ควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองหรือผู้อื่นคำพิพากษาศาลฎีการะบุไว้ชัดเจน เชื่อว่า คณะกรรมาธิการจะมีการนำคดีทุจริตของยิ่งลักษณ์มาพิจารณาด้วย” ราเมศ กล่าว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอ้างว่า ยึดหลักยุติธรรม หลักกฎหมายในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ขณะนี้แนวทางของรัฐบาล ทำตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง หลักนิติธรรมที่ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันรัฐบาลนี้เหยียบย่ำคำว่า หลักนิติธรรมไม่มีชิ้นดีวันที่มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา รัฐบาลแถลงเรื่องยึดหลักนิติธรรม ไว้เป็นประเด็นแรกๆแต่กลับทำตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิง

ราเมศ ยังกล่าวถึงกรณีของยิ่งลักษณ์ที่มีข่าวว่าจะเดินทางเข้าประเทศว่า ไม่มีใครห้ามยิ่งลักษณ์ เพราะยิ่งลักษณ์เป็นคนไทย สามารถกลับเข้าสู่ประเทศได้ แต่เมื่อกลับเข้าสู่ประเทศแล้วก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งไม่ว่าจะคดีที่เป็นมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ก็ต้องจับตาดูว่าจะใช้กรณีทักษิณโมเดลหรือโล่ทักษิณเป็นแนวทางในการที่จะทำให้กระบวนการยุติธรรมเสียหลักการหรือไม่ เบื้องต้นคิดว่า เมื่อยิ่งลักษณ์เข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว กรมราชทัณฑ์ก็เป็นหน่วยงานหลัก ส่วนจะใช้ระเบียบตัวใด ส่วนตัวคิดว่า ไม่อยากให้ใช้ระเบียบคุมขังนอกเรือนจำ ซึ่งเป็นระเบียบใหม่กับกรณีต่างๆ เหล่านั้น โดยพรรคก็จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะไม่แน่ใจว่าจะใช้กระบวนการใดหากใช้ทักษิณโมเดลอีก เชื่อว่า ความขัดแย้งในบ้านเมืองก็จะมากขึ้นพี่น้องประชาชนที่ไม่เห็นด้วยก็จะมากขึ้น

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ทักษิณ เตรียมเคลื่อนไหวเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ ว่ากรมคุมประพฤติและกรมราชทัณฑ์จะให้คำตอบได้ดีที่สุดว่า ทักษิณจะเดินทางไปพื้นที่ต่างๆ เหมาะสม ถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ ส่วนตัวไม่สามารถไปก้าวล่วงอำนาจขององค์กรต่างๆ ได้  แต่เชื่อว่า ประชาชนจับตาเรื่องนี้อยู่ และจะดูว่า กระบวนการไม่ว่าจะเป็นกรมคุมประพฤติหรือกรมราชทัณฑ์ จะมีกระบวนการที่เอื้อประโยชน์ให้กับใครหรือไม่อย่างไร ส่วนตัวตอบได้เท่านี้ 

ส่วนที่มีข่าวว่าตอนนี้มีกลุ่มคนเสื้อแดงเตรียมไปให้การต้อนรับ มองว่า จะเป็นการปลุกระดมมวลชนหรือไม่ ราเมศปฏิเสธที่จะตอบคำถาม เนื่องจากเหตุการณ์ยังไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง กรมคุมประพฤติและกรมราชทัณฑ์ จะเป็นผู้พิจารณาว่า ทักษิณจะสามารถปฏิบัติตนแบบนั้นในฐานะที่ยังเป็นนักโทษอยู่ได้หรือไม่ จะทำอะไรได้มากน้อยขนาดไหน เพราะขณะนี้อยู่ระหว่างการพักโทษ ซึ่งหากทำอะไรไปโดยที่นอกเหนือ จากปกติที่ทำได้ ก็ต้องมีคำตอบจากสองหน่วยงานนี้  และจะบอกว่ารัฐบาลไม่รู้เห็นไม่ได้ นายกรัฐมนตรีต้องรู้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมต้องรู้ และการจากกระทำสิ่งใด ขอให้คำนึงถึงหลักการของบ้านเหมือนบ้าน

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวถึงการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน เพื่อซักถามข้อเท็จจริงและให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล โดยระบุว่า รัฐบาลไม่ต้องกลัวเนื่องจากการยื่นญัตติเป็นไปตามกลไกที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้เตรียมข้อมูลการอภิปรายมาซักระยะหนึ่งแล้ว ยอมรับว่า พรรคมี สส. 25 คน จึงไม่อาจสามารถเข้าชื่อยื่นญัตติเพียงพรรคเดียว พร้อมระบุว่า ในการอภิปราย รัฐบาลจะอ้างว่ายังใช้งบประมาณแผ่นดินนั้นเป็นคนละเรื่อง ด้วยเห็นว่า การอภิปรายครั้งนี้ รัฐบาลมีหลายเรื่องที่ต้องตอบ พร้อมหยิบยกกรณีการปรับปรุงภูมิทัศน์ในทำเนียบรัฐบาล โดยใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท มีความชอบธรรมและยอมรับการตรวจสอบได้หรือไม่ ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันที่ประชาชนเกิดความเดือดร้อน ฝ่ายค้านจึงต้องตรวจสอบ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการร่างญัตติโดยประสานกับพรรคก้าวไกล 

“ญัตติที่เปิดนี้จะต้องครอบคลุมปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นว่า จะมีการซักถามข้อเท็จจริงในเรื่องอะไร ว่า จะมีการเสนอเสนอแนะในเรื่องอะไร เพราะต้องยอมรับว่ารัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ได้เข้ามาบริหารประเทศ กว่า 6 เดือน แต่ไม่ได้มีการปฏิบัติตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน อันนี้อย่าไปนับรวมตอนหาเสียง เอาเฉพาะที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพราะนั่นคือคำมั่นสัญญาที่ได้ปรากฏต่อฝ่ายนิติบัญญัติ และประกาศต่อประชาชน ไม่ต่างจากรัฐบาลหน้าไหว้หลังหลอก ประชาชนสามารถคิดได้ว่าเป็นรัฐบาลที่กลิ้งกรอกไม่จริงใจ หลายเรื่องในญัตติที่จะต้องมีการพูดและซักถามในการเพิกเฉยต่อนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา” ราเมศกล่าว 

ราเมศ ยังระบุเรื่องของการทำนโยบายที่ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจจากโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ในดิจิทัลวอลเล็ต ปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 ปัญหาคอลเซ็นเตอร์ ที่มีการปลอมแปลงเอกสารราชการ ความคืบหน้าในการพักหนี้เกษตร การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ การปราบปรามยาเสพติด ปัญหาที่ดิน ส.ป.ก. ปัญหาเรื่องของกระบวนการยุติธรรมของทักษิณและการพักโทษ โดยยังอ้างถึงการทำงานของรัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพ ที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และตอกย้ำถึงการทำงานของรัฐบาลที่ไปไม่ถูกทิศถูกทาง 

“รัฐบาลประกาศเรื่องความยุติธรรม แต่หน้าไหว้หลังหลอก กลับกลายเป็นย่ำยีกระบวนการยุติธรรม ปลายทางในกระบวนการยุติธรรมเรื่องของทักษิณ ขณะต้องยอมรับว่า เสียกระบวนการทั้งหมดผิดหลักการทั้งหมด นี่คือสิ่งที่เราจะต้องมีการพูดคุยในสภาผู้แทนราษฎรในการซักถามข้อเท็จจริงเรื่องมีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา 152” ราเมศกล่าว 

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยังระบุเพิ่มเติมว่า เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำให้ สส. ทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ โดยมีนริศ ขำนุรักษ์และประมวล พงศ์ถาวราเดช ได้สนับสนุนข้อมูลการอภิปรายเชื่อมั่นว่า การอภิปรายครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศและจะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาตรงไปตรง และเชื่อมั่นว่า รัฐบาลจะจัดสรรเวลาที่จะมาฟังและตอบข้อซักถามของสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่ต้องการให้เหมือนกับกรณีที่รัฐมนตรีไม่ได้มาตอบกระทู้ถามสด โดยไม่อยากให้รัฐมนตรีละเลยการมาตอบคำถามซึ่งเป็นการทำหน้าที่ และเชื่อว่า รัฐบาลจะมีมารยาทว่าเมื่อการเมืองเข้าสู่เวลาตามรัฐธรรมนูญจะต้องให้ความร่วมมือเข้ามาชี้แจงก่อนที่จะหมดสมัยประชุม ซึ่งหากรัฐบาลไม่ให้ความร่วมมือ เชื่อว่ารัฐบาลจะไม่ได้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์