ราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการดำเนินการในเรื่อง ‘หุ้นสื่อ’ ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ว่า หลักเรื่องนี้เป็นเรื่องของคุณสมบัติส่วนบุคคลที่เมื่อตั้งใจเข้ามาลง ส.ส. ก็ต้องตรวจสอบสถานะของตนในทุกข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญ ว่ามีคุณสมบัติต้องห้ามหรือไม่
เมื่อมีการสงสัยในเรื่องคุณสมบัติ มีการยื่นเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบ ถือว่าเป็นหน้าที่โดยตรงของ กกต. ที่จะต้องไต่สวนพิจารณาให้เกิดความกระจ่างชัดว่าเป็นอย่างไร และในเมื่อไม่สามารถวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส. ของหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในช่วงที่ยื่นสมัคร ส.ส.ได้ แต่เมื่อ กกต.ได้ทราบเรื่องแล้ว ก็จำเป็นต้องตรวจสอบต่อไป ตามที่กฎหมายกำหนด
ราเมศ กล่าวต่อไปว่า เมื่อได้ประกาศรับรองให้หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็น ส.ส.แล้ว หาก กกต. เห็นว่ามีคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ก็มีอำนาจยื่นศาลรัฐธรรมนูญได้ตามมาตรา 82 วรรคท้าย แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งให้อำนาจในการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ
อีกช่องทางหนึ่ง ส.ส.ก็อาจจะเข้าชื่อกันจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 เพื่อให้ประธานสภาผู้แทนราษฏรได้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญทำการวินิจฉัย ทั้งหมดมีกระบวนการรองรับตามรัฐธรรมนูญทั้งหมด เชื่อว่าในทุกกรณีก็จะไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อผลการวินิจฉัยออกมาเป็นเช่นไรแล้ว การดำเนินคดีอาญาก็มีกระบวนการคลอไป ซึ่งหากมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ข้อเท็จจริงทั้งหมดจะฟังได้ยุติไปในแนวทางเดียวกันสอดคล้องต้องกันได้
“ไม่ว่าจะมีข้อเท็จจริงปรากฏนอกสำนวนคดีอย่างไร อาจจะมีการนำเสนอของหลายฝ่ายผ่านสื่อ แต่ท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญก็จะมีหน้าที่โดยตรงในการพิจารณาวินิจฉัย ไม่อยากให้มีการชี้นำไปก่อนเพราะจะทำให้ประชาชนเกิดความสับสนได้” ราเมศ กล่าว
เมื่อมีการสงสัยในเรื่องคุณสมบัติ มีการยื่นเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบ ถือว่าเป็นหน้าที่โดยตรงของ กกต. ที่จะต้องไต่สวนพิจารณาให้เกิดความกระจ่างชัดว่าเป็นอย่างไร และในเมื่อไม่สามารถวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส. ของหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในช่วงที่ยื่นสมัคร ส.ส.ได้ แต่เมื่อ กกต.ได้ทราบเรื่องแล้ว ก็จำเป็นต้องตรวจสอบต่อไป ตามที่กฎหมายกำหนด
ราเมศ กล่าวต่อไปว่า เมื่อได้ประกาศรับรองให้หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็น ส.ส.แล้ว หาก กกต. เห็นว่ามีคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ก็มีอำนาจยื่นศาลรัฐธรรมนูญได้ตามมาตรา 82 วรรคท้าย แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งให้อำนาจในการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ
อีกช่องทางหนึ่ง ส.ส.ก็อาจจะเข้าชื่อกันจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 เพื่อให้ประธานสภาผู้แทนราษฏรได้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญทำการวินิจฉัย ทั้งหมดมีกระบวนการรองรับตามรัฐธรรมนูญทั้งหมด เชื่อว่าในทุกกรณีก็จะไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อผลการวินิจฉัยออกมาเป็นเช่นไรแล้ว การดำเนินคดีอาญาก็มีกระบวนการคลอไป ซึ่งหากมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ข้อเท็จจริงทั้งหมดจะฟังได้ยุติไปในแนวทางเดียวกันสอดคล้องต้องกันได้
“ไม่ว่าจะมีข้อเท็จจริงปรากฏนอกสำนวนคดีอย่างไร อาจจะมีการนำเสนอของหลายฝ่ายผ่านสื่อ แต่ท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญก็จะมีหน้าที่โดยตรงในการพิจารณาวินิจฉัย ไม่อยากให้มีการชี้นำไปก่อนเพราะจะทำให้ประชาชนเกิดความสับสนได้” ราเมศ กล่าว




