รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีรัฐบาลมีแนวคิดที่จะทำประชามติถามประชาชนยกเลิก MOU 43 และ 44 หรือไม่ในวันเลือกตั้ง ว่า “วานนี้ (30 ก.ย.) ผมได้อภิปรายเรื่องนี้ ถ้าจะทำประชามติ ต้องทำให้ประชาชนมีข้อมูลพอ แต่ก่อนที่จะทำให้ประชาชนมีข้อมูลพอ เราต้องยอมรับกันก่อนว่าเรื่อง MOU เป็นข้อมูลละเอียดอ่อนหลายอย่าง ไม่เช่นนั้นสภาฯ คงไม่มีการประชุมลับ”
คำถามของผมคือ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย จะทำอย่างไรที่ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลในการตัดสินใจ เรื่องนี้โดยฝ่ายกัมพูชาไม่รู้ ซึ่งอาจจะมีวิธีก็ได้แต่ผมยังไม่รู้ แต่หากไม่มีวิธีแล้วฝ่ายกัมพูชารู้ จะส่งผลเสียต่อผลประโยชน์ของชาติหรือไม่ นี่คือสิ่งที่ผมพยายามถามแต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ
รังสิมันต์ กล่าวต่อไปว่า “ขอสื่อมวลชนช่วยถาม อนุทินให้ด้วยว่าตกลงทำอย่างไร ไม่เช่นนั้นสภาฯ จะประชุมลับกันไปทำไม และมากไปกว่านั้นสภาฯ ยังมีการตั้งกรรมาธิการศึกษาเรื่องนี้ ที่นำโดยไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แม้กระทั่ง สส.และ สว.ด้วยกัน ผมมั่นใจว่าแต่ละคนก็มีข้อมูลไม่เท่ากัน ดังนั้นเมื่อจะตัดสินใจไปลงประชามติ เรื่องที่มีความซับซ้อนน้อยกว่า อย่างเช่นรัฐธรรมนูญยังใช้เวลาศึกษานาน ซึ่งต้องคิดให้รอบคอบ”
ขอยกตัวอย่างความท้าทายต่อไป ว่าหากยกเลิกไปแล้วกัมพูชาอ้างว่า ต่อไปไม่มีกลไก คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) กัมพูชาจะใช้เหตุนี้อ้างเพื่อไปศาลโลก หรือหากเราไม่มี MOU 43 แล้ว จะต้องมีอะไรมาแทนหรือไม่ จะต้องมีแผนหลายขยัก และต้องคิดให้ละเอียดรอบคอบ หรือแม้กระทั่ง MOU 44 การเอาผลประโยชน์ทางทะเลไปปนกับเรื่องการที่จะต้องมาตกลงเรื่องอาณาเขตทางทะเล ก็อาจจะมีปัญหาบางอย่าง
ขณะเดียวกัน เราก็ต้องดูว่าบางบริษัทเดียวกันที่ได้ลงทุนไปแล้ว จะมาฟ้องประเทศไทยหรือไม่ กลัวว่าจะซ้ำรอยกรณี “คิงส์เกต” เรื่องเหล่านี้มีรายละเอียดไม่ใช่ใครจะตัดสินใจได้ทันที การตัดสินใจเรื่องนี้ไม่ง่าย แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม “จุดยืนของผมคือเอาข้อมูลมากาง ยึดเอาผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ”
เมื่อถามถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการทำประชามติยกเลิก MOU เพื่อหวังผลทางการเมืองในการเลือกตั้ง? รังสิมันต์ ก็มองว่า “เป็นภาระของ อนุทินที่จะต้องอธิบาย พวกผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะแนะนำให้ทำประชามติเรื่องนี้ จึงเป็นภาระของพรรคภูมิใจไทยที่ต้องอธิบายเรื่องนี้ และทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ดี และเป็นภาระของพรรคภูมิใจไทยที่จะต้องปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ไม่ให้ความลับของชาติตกไปอยู่ในมือของกัมพูชา นั่นคือสิ่งที่ อนุทินต้องตอบคำถาม”
เมื่อถามว่าหากยังเดินหน้าทำประชามติเรื่องนี้ จะเป็นผลดีหรือผลเสียมากกว่า? รังสิมันต์ กล่าวว่า “แน่นอนว่ามีข้อกังวลหลายด้าน แต่อยู่ที่ว่าใครจะพูด บางคนบอกว่าทำประชามติแล้วจะเกิดความสับสนหรือไม่ แต่แน่นอนว่าเรื่องความสับสน ค่อยมาหาทางกัน แต่ส่วนตัวของตนคิดว่ามาคุยกันเรื่องหลักดีกว่า เพราะตนเป็นห่วงเรื่องผลประโยชน์ของชาติ”




