ที่รัฐสภา รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีคุณสมบัติของรัฐมนตรีในรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์ พรรคประชาชนอาจไม่กล้าตรวจสอบอาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่มีกรณีเรื่องเขากระโดงว่า เราต้องเข้าใจก่อนว่า รัฐมนตรีหลายคนที่ปรากฏชื่อตามข่าว ก็เป็นโจทก์เก่าของพรรคประชาชนทั้งนั้น หากถามว่าเราอยากให้เป็นแบบนั้นหรือไม่ คิดว่าทุกคนคงเข้าใจ ว่าเรามีความคิดอย่างไร
รังสิมันต์ ย้ำว่า เราไม่ได้เป็นรัฐบาล และไม่ได้เป็นผู้จัดการรัฐบาล แต่สิ่งที่พรรคประชาชนตัดสินใจ คือเราเห็นแล้วว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไม่ว่า ชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย ก็ระบุว่าตัวเองเป็นตุ๊กตา อาจมีอัศวินขี่ม้าขาว อนุทิน จากพรรคภูมิใจไทย ก็มาแสดงความจำนงว่า จะรับทุกข้อเสนอในสิ่งที่พรรคประชาชนมีความเห็นว่าจะเป็นทางออกของบ้านเมือง
ซึ่งเราดูแล้วว่า สมมติหากคะแนนที่ออกมาเลือกใครไม่ได้ และมีการเสนอซ้ำไม่ได้ ก็จะมีแคนดิเดตชุดต่อไป คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรี จากพรรครวมไทยสร้างชาติ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จากพรรคพลังประชารัฐ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค จากพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเมื่อดูแล้ว มีการวางจังหวะเกมบางอย่าง ที่ทำให้ประเทศของเรากลับไปอยู่ในวังวนที่ไม่ควรจะเป็น เมื่อเป็นแบบนี้ เราจึงจำเป็นต้องเสนอทางออก และจำเป็นต้องมอบคะแนนเสียงของเราในการเลือกนายกรัฐมนตรี
“เมื่อสถานการณ์มาถึงจุดนี้ ผมต้องขอยืนยันกับทุกคนว่า เราก็ทำแค่เพียงเท่านี้ เราไม่ได้เป็นผู้จัดการรัฐบาล ไม่ได้ไปกำหนดว่าเขาจะต้องมีนโยบายอื่นใดที่นอกเหนือไปจากข้อตกลง เราคงไม่สามารถจะไปก้าวล่วง เรื่องการตั้งใครเข้าไปเป็นคณะรัฐมนตรีอย่างไร ยืนยันว่า ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจอย่างไรก็แล้วแต่ ที่นอกเหนือจากข้อตกลง เราก็พร้อมตรวจสอบในฐานะฝ่ายค้านอย่างเต็มที่”
— รังสิมันต์ กล่าว
ส่วนกรณีที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อปรากฏรายชื่อผู้ที่จะเป็นรัฐมนตรี พรรคประชาชนไม่มีการแสดงความคิดเห็นเลยจะถือเป็นการอุ้มกันได้หรือไม่ รังสิมันต์ ระบุว่า เราก็มีเสียงสะท้อน หากพูดอย่างเป็นธรรมกับพรรคประชาชน มีเสียงสะท้อนจากพรรคประชาชน และคนที่ทำงานกับพรรคประชาชนอยู่เรื่อยๆ เพียงแต่ว่าข่าวที่ออกมาจริงแค่ไหน เพราะ ดูแล้วโผก็ยังไม่นิ่ง เราเลยยังไม่รู้ว่าสุดท้ายจะเป็นอย่างไร แต่เมื่อถึงตอนแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ทุกคนก็จะได้เห็นการทำหน้าที่ของพรรคประชาชนอย่างเต็มที่แน่นอน
- จับตาท่าที ‘กัมพูชา’ หลังประชุม GBC กรณีทุ่นระเบิด-คอลเซ็นเตอร์ ดัก ‘รัฐบาล’ อย่าผ่อนมาตรการปราบปรามแก็งคอลเซ็นเตอร์
นอกจากนี้ รังสิมันต์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทยยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ยังแสดงความเห็นเกี่ยวกับ ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า วันนี้เป็นการพิจารณาวาระภายใน เนื่องจากเราทำการศึกษาหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายพิเศษหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเราก็อยากจะส่งไปให้ถึงสภาโดยเร็ว
รวมถึงเรื่องของการจัดการปัญหาชายแดน ซึ่งอาจจะต้องมีการกำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง และแนวคิดในการจัดการปัญหาตามแนวชายแดน เนื่องจากปัญหาชายแดน เป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ และมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงเห็นว่าถึงเวลาที่จะต้องยกเครื่องนี้ขึ้นใหม่ ซึ่งจำเป็นจะต้องทำให้แล้วเสร็จเพราะเราเหลือเวลาอีกไม่นาน ดังนั้นกรรมาธิการจึงต้องเร่งปิดจ๊อบโดยเร็ว เพื่อส่งเข้าสู่การพิจารณาที่ประชุมใหญ่ต่อไป
ส่วนผลการประชุม GBC ที่ผ่านมา รังสิมันต์ ระบุว่า ที่น่าจับตาคือการถอนกำลัง และการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงเรื่องของทุ่นระเบิดก็ต้องดูต่อว่าการตกลงเจรจาครั้งนี้กัมพูชาจะสร้างความน่าเชื่อใจได้มากน้อยแค่ไหน เพราะมีกระแสข่าวว่า ฝั่งกัมพูชาอาจจะมีการเบี้ยว
อย่างไรก็ตามหากเราไปดูในเหตุการณ์ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน เราก็ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าทันทีที่มีการเจรจา GBC แล้วมันจะเกิดขึ้นตามที่เราตกลงกันไว้โดยทันทีคงจะเป็นไปไม่ได้ แล้วคิดว่าคงจะมีการประชุมพูดคุยกันอีกหลายครั้ง เพื่อลงรายละเอียดในระดับที่มันย่อยลงมา เพื่อให้มั่นใจว่าฝั่งกัมพูชาจะปฏิบัติตามข้อตกลง และไม่ง่ายที่จะได้ผลตามที่ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้เจรจาไว้
ย้ำว่า รัฐบาลต้องคงมาตรการปราบปรามสแกมเมอร์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างต่อเนื่อง และเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต่อรองไม่ได้ เพราะเป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่มีความร้ายแรง พร้อมหวังว่าจะไม่มีการเอาเรื่องของความอ่อนข้อต่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไปใช้ในการเจรจาปัญหาชายแดน เพราะจะส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวไทยอย่างมาก
สำหรับเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์เราก็คงจะต้องยกระดับแทนที่จะใช้กลไกล ICC แทน ซึ่งด้านหนึ่งก็เป็นเรื่องดีที่ฝั่งกัมพูชายอมรับจะปราบปรามเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และเราก็จะได้เห็นกันว่าดีแต่พูดหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็เป็นข้อมูลและหลักฐานในการใช้ประกอบคนไกล ICC ต่อไป
ส่วนท่าทีของ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่แสดงความยินดีกับ อนุทิน ชาญวีรกูล หลังได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทยจะช่วยในการการเจรจาหรือไม่ รังสิมันต์ ระบุว่า ตอบไม่ได้ และไม่อยากไปเดาใจ ฮุน มาเนต
แต่สิ่งสำคัญประเทศไทย ต้องทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำ รวมถึงเรื่องของเจรจาด้วย และลบโอกาสในการปะทะกันทางอาวุธ เนื่องจากไม่ดีต่อทุกฝ่าย และเราต้องเตรียมความพร้อมสำหรับทุกฉากทัศน์ รวมถึงฉากทัศน์ที่ร้ายที่สุด ซึ่งไทยก็ต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ และ ส่วนตัวคงไม่สามารถตอบได้ว่านายกของกัมพูชาจะมีการหวังย่างก้าวอย่างไร แต่ไทยต้องไม่ประมาท




