‘รังสิมันต์’ จวก ‘เพื่อไทย’ ไร้กระดูกสันหลัง!

17 ก.ค. 2568 - 11:00

  • ‘รังสิมันต์’ จวก ‘เพื่อไทย’ ไร้กระดูกสันหลัง ไม่ควรเรียกตัวเองเป็น ‘ตัวแทนนักสู้ประชาธิปไตย’ ละเลยผู้เห็นต่างให้ติดคุกต่อ

  • ขอบคุณ 6 สส. ‘เสื้อแดง’ โหวตหนุนร่างนิรโทษกรรม ‘ภาคประชาชน-ก้าวไกล’ ยังพอยกมือไหว้ได้ ยืนยันสู้ต่อในชั้น กมธ. การพิจารณาต้องโปร่งใส มองอย่างน้อยครอบครัวนักโทษการเมืองควรรับทราบ

  • เสียใจ ‘ทหารไทย’ เหยียบกับระเบิด เบรกโซเชียลอย่าเติมเชื้อไฟ ทำรั้วรอบ ‘ปราสาทตาเมือนธม’ หวั่นเข้าทาง ‘เขมร’ ลากเข้าศาลโลก แนะไทยเชื้อเชิญเลย ‘ฮุน มาเนต’ ประกาศปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์แล้ว บอกง่ายมาก 50-60 พิกัด ต้องจัดการให้ได้ หาก ‘กัมพูชา’ จริงใจ ฉะ ‘รัฐบาล’ ล่าช้า! ถามกำลังทำอะไรอยู่ ยอมรับ ‘นายกรัฐมนตรี’ รอขึ้นเขียงมีผลตัดสินใจ ซัด ‘อิ๊งค์’ เงียบปากรายละเอียดคลิปเสียง ทำวิกฤตขยายใหญ่โต

‘รังสิมันต์’ จวก ‘เพื่อไทย’ ไร้กระดูกสันหลัง!

รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงมติของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวานนี้ (16 ก.ค.68) ที่ตีตกร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของพรรคก้าวไกล และของภาคประชาชน โดยระบุว่า รู้สึกผิดหวัง ที่สุดท้ายแล้ว การนิรโทษกรรมดูเป็นการเลือกปฏิบัติ หากเราพิจารณาดีๆ หากร่างของภาคประชาชนมีความชัดเจนว่าหมายรวมใครบ้าง ส่วนของพรรคประชาชน เราเปิดประตูให้กว้างที่สุด การพิจารณาว่ากรณีไหนจะได้หรือไม่ได้ ต้องไปดูในรายละเอียดของคดี หรือการออกแนวทางกำหนดเงื่อนไขบางประการ ที่อาจทำให้สามารถยอมรับกันได้มากขึ้น กล่าวคือ อยู่ที่ปัจจัยทางการเมืองเมื่อในวันนั้นว่า สังคมรู้สึกอย่างไร แต่อย่างน้อยเราจะไม่กีดกันใคร

“เรารู้ว่าแต่ละคดียากง่ายไม่เหมือนกัน อาจต้องมีการพูดคุยสร้างความเข้าใจ แต่ด้วยความใจแคบของรัฐบาล และคิดแต่เพียงพวกพ้อง ไม่ได้สนใจการคลี่คลายปัญหา สุดท้ายจึงทำให้การนิรโทษกรรมทำได้อย่างจำกัด”

รังสิมันต์ กล่าว

สำหรับจุดยืนของพรรคประชาชนในชั้นกรรมาธิการ รังสิมันต์ ในฐานะกรรมาธิการสัดส่วนพรรคประชาชน ระบุว่า เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด อย่างน้อย ร่างหลักของพรรครวมไทยสร้างชาติก็ไม่ได้เขียนไว้ในหลักการว่า ไม่ให้รวมถึงการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ก็คงต้องไปพูดคุยกัน ถ้าพรรครัฐบาลยังแข็งเหมือนเดิมในชั้นกรรมาธิการ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักในการผลักดัน แต่เราก็ต้องทำให้เต็มที่

“อย่างน้อยการพิจารณาเรื่องนี้ต้องโปร่งใสประชาชนทุกคนรวมถึงครอบครัวของผู้เห็นต่างทางการเมืองที่ยังอยู่ในเรือนจำ และตัวแทนต่างๆ ที่นั่งอยู่ในกรรมาธิการ ทั้งสส. และไม่ใช่ สส. ก็ตาม คิดอะไร พูดอะไร เพราะกฎหมายฉบับนี้มีส่วนได้เสียต่อโชคชะตาและชีวิตของคนหลายคน  ซึ่งเขามีความปรารถนาดีต่อประเทศชาติ ดังนั้นหากไม่ได้มีทิศทางที่ดีต่อครอบครัวหรือประชาชน เขาก็ควรมีสิทธิ์รู้และตัดสินใจ”

รังสิมันต์ กล่าว

ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยลงมติเห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทยนั้น รังสิมันต์ ระบุว่า คงไม่ใช่แค่โหวตเห็นชอบให้ร่างของพรรคใดพรรคหนึ่ง เพราะหากพิจารณาแล้ว ร่างของพรรครวมไทยสร้างชาติและภูมิใจไทยก็มีเนื้อหาใกล้เคียงกันมาก จึงไม่ได้น่าแปลกใจอะไร แต่ที่แปลกใจกับพรรคเพื่อไทยคือ ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่พยายามพูดมาตลอดว่า เป็นตัวแทนของเสียงประชาธิปไตย ตัวแทนของคนที่เคยต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและความยุติธรรม แล้วพรรคเพื่อไทยควรทราบดีว่า ผู้เห็นต่างทางการเมืองที่ถูกกลั่นแกล้งทางกฎหมายขนาดไหน แม้แต่มาตรา 112 เองก็มีการดำเนินคดีกับคนจำนวนมากที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย แต่เหตุใดพรรคเพื่อไทยกลับเลือกหันหลังให้ทั้งร่างของภาคประชาชน และร่างที่พยายามจะรวมทุกความแตกต่างให้มากที่สุดอย่างของพรรคประชาชน

“ผมคิดว่าพรรคเพื่อไทยไม่ควรจะเรียกตัวเองว่าเป็นพรรคของฝ่ายประชาธิปไตยอีกแล้ว พรรคเพื่อไทยไม่ควรเรียกตัวเองว่า เป็นพรรคตัวแทนของการต่อสู้ของผู้เห็นต่างทางการเมืองอีกแล้ว เพราะคุณคือส่วนหนึ่งของการปล่อยให้คนที่เห็นต่างทางการเมืองติดคุกต่อไป โดยที่คุณไม่มีแม้แต่เสี้ยวหนึ่งของหัวใจในการรับผิดชอบ หรือใช้อำนาจแก้ปัญหาเรื่องนี้ คุณคือพรรคการเมืองที่ปราศจากซึ่งกระดูกสันหลังแห่งความกล้าหาญในการพาสังคมไทยฝ่าออกจากวิกฤต”

รังสิมันต์ กล่าว

รังสิมันต์ กล่าวว่า เมื่อพูดถึงพรรคเพื่อไทย ต้องขอแยกออกจาก สส. พรรคเพื่อไทย ทั้ง 6 ท่าน ที่ลงมติเห็นชอบให้ร่างของภาคประชาชน และของพรรคก้าวไกล ส่วนตัวก็ขอขอบคุณทั้ง 6 ท่านที่ได้ลงมติสนับสนุน อย่างน้อยที่สุดก็มีบางท่าน ที่เราพอจะยกมือไหว้ได้อย่างรู้สึกดี แต่ต้องยอมรับว่า ความคาดหวังของตัวเองไม่ใช่แค่ 6 คน แต่ความคาดหวังคือพรรคการเมือง อย่างเช่นเวลาประชาชนคาดหวังต่อพรรคของเรา คงไม่ได้คาดหวังเพียงรังสิมันต์ ก็คงคล้ายกัน ขอขอบคุณทั้ง 6 คน แต่ก็ยังเสียดายที่พรรคเพื่อไทยมีพฤติกรรมแบบนี้ ซึ่งชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยก็มีอุดมการณ์ ความคิด ความเชื่อ ไม่ต่างจากพรรคการเมืองอื่นอีกแล้ว

นอกจากนี้ รังสิมันต์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ยังให้สัมภาษณ์กรณีสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาขณะนี้ว่า ตอนนี้ยังติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด ในเรื่องของคลิปเสียงก็ยังไม่ยอมแพ้ ต้องมีการหารือแนวทางในคณะกรรมาธิการอีกครั้ง ซึ่งเรื่องคลิปเสียงเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญ ที่เราต้องได้รับความชัดเจน คิดดูว่า เรื่องใหญ่ขนาดนี้รัฐบาลยังไม่ให้ความร่วมมือเรื่องอื่นๆ เราจะหวังพึ่งความร่วมมือจากรัฐบาลได้อย่างไร จนมาถึงวันนี้กรรมาธิการไม่ได้รับการคลี่คลายในเรื่องนี้เลย

ส่วนแนวทางที่ 2 ในการแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเรื่องด่านชายแดนที่จะนำไปสู่การยุติความขัดแย้งแล้วกลับไปสู่สถานะเดิมพี่ทั้งสองฝ่ายพึงมีต่อกัน ต้องยอมรับว่าตอนนี้ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายแล้ว ไม่ว่าจะทำให้ด่านกลับไปเป็นสภาพเดิมเช่นการค้าขาย แต่วันนี้เรายังไม่เห็นความชัดเจนว่าจะมีแนวทางอย่างไร จะโทษรัฐบาลอย่างเดียวไม่ได้ ต้องยอมรับว่าทางกัมพูชาก็มีประเด็นปัญหาแบบนี้ สิ่งที่คิดว่าจะเป็นข้อแนะนำไปถึงรัฐบาลในการคลี่คลาย แล้วทำให้เกิดการพูดคุยกลับมาเป็นปกติได้ ต้องยกระดับมาตรการที่สำคัญ คือการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถ้าปัญหานี้จบลงทุกฝ่ายอยากพูดคุยถึงการค้าขายที่ปกติมากขึ้น

รังสิมันต์ กล่าวว่า แต่การรอให้เกิดการปราบปรามอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดก็ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจบได้ทันที การพูดคุยระหว่าง 2 ประเทศจำเป็นต้องมี และความยากคือทางกัมพูชาไม่ได้มีมุมมองแบบเดียวกัน วิธีการคือ เรามีความจำเป็นที่ต้องพูดคุยกับประเทศอื่นให้มากขึ้น เพื่อทำให้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีผลความก้าวหน้ารวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทางกัมพูชาจะได้มาพูดคุยกับเราและจะได้มีข้อได้เปรียบ นอกจากนี้ ปัญหาชายแดนคนเข้าออกไม่ได้ แต่สินค้าที่มีข้อจำกัด เช่น สินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค รวมไปถึงแรงงาน จะเอาเข้าออกได้หรือไม่ ซึ่งเชื่อว่าเรามีแนวทางแก้ปัญหาแต่อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะจริงจังแค่ไหน

เมื่อถามว่า พลเอกฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ประกาศจะกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไทยเองจะมีส่วนร่วมหรือแนวทางได้อย่างไรบ้าง รังสิมันต์ กล่าวว่า คิดว่าหากทางกัมพูชาต้องการที่จะปราบปราม ทางการไทยต้องรีบเชื้อเชิญเลย เพื่อดึงกัมพูชาเข้ามาร่วมการปราบปรามจริงๆ วันนี้เรารู้พิกัดกันหมดแล้วคิดว่า KPI ง่ายมาก คือรอดูว่า 50 เกือบ 60 พิกัดมีการปราบปรามหรือไม่ รวมไปถึงการออกมาตรการออกหมายจับเพิ่มเติมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ต่างๆ และรอดูว่าทางกัมพูชาจะมีการส่งตัวให้หรือไม่ รวมไปถึงการสร้างปฏิบัติการร่วมกันซึ่งทางกัมพูชาต้องเป็นหัวหอก และไทยคอยประสานงานให้ข้อมูลก็สามารถทำได้ หากกัมพูชาจริงใจกระบวนการเหล่านี้ควรจะเกิดขึ้น รวมไปถึงหลายๆ ประเทศ

ส่วนการเรียกทูตกลับมาในเชิงลดความสัมพันธ์มองว่าจะทำให้ปัญหาบานปลายหรือไม่ รังสิมันต์ กล่าวว่า ตอนแรกตอนประเมินว่าการเรียกทูตกลับมาจะเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ถ้าสถานการณ์ไม่ได้มีการไต่ระดับสูงขึ้น ต้องตอบคำถามให้ชัดว่า ทำไมต้องเป็นเวลาดังกล่าว ทำไมไม่เกิดขึ้นก่อนหน้า เรื่องนี้ต้องพิจารณาเหมือนกัน ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ต้องคิดในการเจรจาพูดคุยกันเพื่อหาทางออกและไม่มีทูตแล้ว จะทำกันอย่างไร

“ผมคิดว่า หลายส่วนรัฐบาลค่อนข้างช้าในการแสดงออกในการแสดงพฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็นการประท้วง หรือแม้กระทั่งการจะเรียกทูตกลับมา ต้องยอมรับว่ามันช้าจริงๆ ดังนั้นสถานการณ์ภาพรวมทั้งหมดผมยังแปลกใจว่า รัฐบาลกำลังทำอะไร วันนี้รัฐบาลต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่า ตกลงต้องการอะไร และจะไปเป้าแบบไหนเอาให้มันชัด หากรัฐบาลไม่รู้ตัวเองว่าทำอะไรอยู่ จะมีปัญหาในการแก้วิกฤตนี้มากๆ”

รังสิมันต์ กล่าว

เมื่อถามว่าที่รัฐบาลตัดสินใจเรื่องชายแดนกัมพูชาไม่ได้ เพราะนายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ รังสิมันต์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นอย่างนั้น คิดว่ามีส่วนที่เป็นรูปแบบและส่วนที่เป็นเนื้อหา ส่วนที่เป็นรูปแบบก็ต้องยอมรับว่าการที่นายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งไม่ใช่แค่หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่รอคอยว่าศาลจะว่ายังไง ต้องยอมรับว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนและต่างชาติที่มองว่า ดูแล้วมีความเป็นไปได้มากที่ แพทองธาร ชินวัตร อาจจะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกแล้วในวันข้างหน้า ทำให้เกิดปัญหาขาดเสถียรภาพทางการเมือง

“การที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยพยายามเดินหน้าต่อไปโดยไม่สนไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น ก็มีปัญหาเหมือนกันว่า ในแง่ความชอบธรรมเหมือนกันแก้วิกฤตต่างๆ ก็ไม่มี ในส่วนของเนื้อหาการที่คุณแพทองธารไม่ตอบคำถามในเรื่องของคลิปเสียง การปราศจากซึ่งคำขอโทษที่จริงใจต่อพี่น้องประชาชนชาวไทย และวิธีการสื่อสารอื่นๆที่ผิดพลาด ผมคิดว่า มันทำให้วิกฤตของเราขยายใหญ่โต และทำให้สุดท้ายคนเริ่มงงว่าเรากับกัมพูชาทะเลาะกันเรื่องอะไร”

รังสิมันต์ กล่าว

รังสิมันต์ ยังกล่าวว่า แบบนี้จะมีคำถามต่อๆ ไปว่า ที่ทำกันอยู่กำลังนำไปสู่อะไร หากจะเอาเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นหลักในการแก้ปัญหาก็ยอมรับว่า ไฟเรายังไม่ตัด เน็ตเรายังไม่มีความคืบหน้า และที่บอกน้ำมันไม่ส่ง ก็แค่ผ่านด่านไม่ได้ แต่ส่งช่องทางอื่น ก็จะมีปัญหาในลักษณะนี้ต่อไปสุดท้าย เราแค่บีบโดยเอาเรื่องการค้าชายแดนเป็นตัวตั้ง วันนี้แก๊งคอลเซ็นเตอร์จะไปทำงานที่กัมพูชา เขามีวิธีอื่น คือนั่งเครื่องบินไปลงพนมเปญ และนั่งรถกลับมา ซึ่งตรงนี้เราไม่เห็นว่า สุดท้ายแล้วรัฐบาลหากจะปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์จริงๆ แค่ไปสนใจจุดชายแดนอย่างเดียวก็คิดว่าไม่ใช่ทางออกทั้งหมด

เมื่อถามว่าเห็นด้วยหรือไม่กับข้อเสนอให้สร้างรั้วรอบปราสาทตาเมือนธม รังสิมันต์ กล่าวว่า เราไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มเชื้อไฟ ถ้าเราทำรั้ว เราจะทำไปทำไม ซึ่งถ้าเราทำรั้ว ทางกัมพูชาก็จะใช้จุดนี้ทำให้เกิดการปะทะ ถ้าปะทะกันกันก็จะมีโอกาสที่กัมพูชาจะใช้จุดนี้นำไปสู่ศาลโลก จึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีการเติมเชื้อไฟ

ทั้งนี้ เรื่องการทำรั้ว มีการเรียกร้องเพราะทหารกัมพูชาขึ้นมาปลุกปั่นบ่อยครั้ง รังสิมันต์ กล่าวว่า ต้องดูก่อนว่าตกลงเราต้องการอะไร ถ้าเราต้องการให้กัมพูชาพาเราไปศาลโลก เราอาจจะทำแบบนั้นก็ได้ แต่ถ้าต้องการให้ชายแดนกลับมาสู่ปกติ และเราพยายามที่ทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกมองปัญหาที่แท้จริงว่ากัมพูชาต้องการยั่วยุ เป็นแลนด์ออฟสแกมเมอร์ วิธีการที่จะวางตัว กำหนดท่าทีและแนวทางต่างๆ ต้องใจเย็นๆ ไม่ควรไปเพิ่มจุดอะไรต่างๆ ที่ทำให้เกิดการปะทะกัน ปะทะเมื่อไหร่คือสิ่งที่กัมพูชาอยากได้ กัมพูชาไม่ได้แคร์ชีวิตทหาร ไม่ได้สนใจว่า ชีวิตประชาชนจะเป็นอย่างไร เขาสนใจแต่เป้าหมายคือพาประเทศไทยไปสู่ศาลโลก กัมพูชาถือว่าชนะแล้ว

ส่วนกรณีล่าสุดที่ทหารไทยไปเหยียบกับระเบิด รังสิมันต์กล่าวแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่ใช่เพียงทหารที่ได้รับผลกระทบ แต่รวมถึงครอบครัวที่มีความเป็นห่วง ซึ่งไม่อยากให้มีสถานการณ์เช่นนี้ ไม่อยากให้มีใครบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้เลย เราคงต้องติดตามต่อไปว่าที่มาที่ไปของเหตุไปถูกกับระเบิด รายละเอียดเป็นอย่างไร เบื้องต้นติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด คงจะได้หารือกับทางกองทัพต่อไป

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์