รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุม กมธ.ฯ ในวันที่ 30 ต.ค.นี้ ซึ่งจะมีการเชิญ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ และนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ เข้าให้ข้อมูลต่อกมธ.ความมั่นคงฯ มีรับการตอบรับแล้วหรือไม่ว่า เราให้เกียรติทุกคนทำหนังสือเชิญให้มาชี้แจง ในเรื่องที่มีข้อมูล จะให้คนอื่นมาชี้แจงแทนไม่ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องหน่วยงานหรือการทำหน้าที่เท่านั้น แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่าง ร.อ.ธรรมนัส กับเบนสมิธ รวมถึงคนอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์กับ เบน สมิธ ซึ่งไม่สามารถมอบหมายให้คนอื่นมาชี้แจงแทนได้ พรุ่งนี้ (30 ต.ค.) ทางกมธ. คงจะได้รับคำตอบว่าจะมาหรือไม่ ซึ่งการตอบรับต้องรอดูนาทีสุดท้ายก่อนที่จะเข้าประชุม จึงฝากถามไปยัง ร.อ.ธรรมนัส และนฤมล ว่าจะมาหรือไม่ เชื่อว่า หนังสือที่ทำส่งไปจะได้รับแล้ว และการเชิญครั้งนี้เหมือนครั้งที่แล้ว ดังนั้น หากไม่มาก็ไม่ได้รับโอกาสในการชี้แจง ย้ำว่าจะส่งใครมาชี้แจงแทนไม่ได้ จะมาบอกว่าไปนั่งอยู่ในหัวใจเขาแล้วรู้ทุกอย่าง ไม่ได้ ต้องเป็นร.อ.ธรรมนัส ,นฤมล ,วราห์ สุจริตกุล รองประธานกรรมการบริษัทฟินันเซียเอกซ์ จำกัด (มหาชน) และวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เท่านั้นที่จะมาตอบคำถามเรื่องนี้ได้ ทั้งนี้ หากไม่มาในครั้งที่สอง คงต้องคุยในกมธ. อีกครั้ง
“ส่วนตัวไม่ได้กังวลว่าจะมาหรือไม่มา เพราะมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่แค่วาระของประเทศไทยเพียงอย่างเดียวแต่เป็นวาระระดับโลกไปแล้ว บุคคลที่ท่านเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ได้ถูกเฝ้าระวังแค่ประเทศไทยเพียงอย่างเดียว แต่ถูกเฝ้าระวังจากหน่วยงานทั่วโลก อาจจะคิดว่าอยู่เหนือกฎหมายไทยได้ กฎหมายไทยอาจจะทำอะไรท่านไม่ได้ แต่จงรู้ไว้ว่าเรื่องนี้ใหญ่ระดับโลก ไม่สามารถที่จะหลุดพ้นจากความยุติธรรมที่ทั่วโลกพร้อมจะจัดการอย่างแน่นอน ส่วนตัวยืนยันว่า จะทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ท่านมาให้ข้อมูลกับเรา อย่างตรงไปตรงมา ข้อมูลเหล่านี้ก็จะเป็นประโยชน์ แต่ถ้าไม่มา ก็ต้องตอบคำถามกับสังคม กับเรื่องแค่มาช่วยยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างเบน สมิธกับร.อ.ธรรมนัส กับ นฤมล กับนายวราห์ กับวรภัค แค่ลำพังเท่านี้ยังไม่มาชี้แจง ไม่มาตอบคำถามประชาชนจะมองอย่างไรก็พิจารณาดูเอาเองแล้วกัน”
— รังสิมันต์ กล่าว
ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีท้าให้เปิดชื่อนักการเมือง ช. นั้น รังสิมันต์ กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องมาท้าว่าเปิดชื่อ หน่วยงานของรัฐมีข้อมูลอยู่ เช่นกรณีของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร. พูดชื่อ ช. ถามว่า พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ จะมีข้อมูลคนเดียวหรือ ตำรวจจำนวนมากก็มีข้อมูล แต่ทำไมยังเงียบอยู่ ยังไม่มีการดำเนินการอะไรทำไมต้องให้ภาระการพิสูจน์ความเสี่ยงตกอยู่กับฝ่ายค้าน ทำราวกับว่าเครื่องมือของฝ่ายค้านมีมากกว่าฝ่ายบริหาร
“ถ้านายกรัฐมนตรีไม่ได้หูหนวกตาบอด ก็คิดว่าท่านเอง ควรเอาสิ่งที่ฝ่ายค้านพยายามนำเสนอ เอาสิ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรือปัจจุบันนำเสนอไปแก้ปัญหา ผมว่าเป็นประโยชน์ที่สุด ส่วนผม ยินดีให้ความร่วมมือนายกฯ ถ้านายกฯ จะเชิญผมไปพูด หรือให้ข้อมูล ในคณะกรรมการที่ท่านตั้ง ผมยินดีอยู่แล้ว เช่นเดียวกันเมื่อกมธ. ความมั่นคงฯ ขอความร่วมมือกับท่านบ้าง ให้ท่านมาให้ข้อมูลกับเรา เพื่อให้เรามีการสอบข้อเท็จจริง เราก็คาดหวังความร่วมมือเช่นเดียวกัน ผมพูดตรงนี้ผมยินดีไป และหวังว่า ท่านจะยินดีมาที่กมธ. ความมั่นคงฯ เช่นเดียวกัน เพราะผมไม่ได้เชิญแค่ท่านธรรมนัส แต่ผมเชิญนายกรัฐมนตรีด้วย ในฐานะที่เป็นประธานกรรมการที่ตั้งขึ้นใหม่ ที่นำไปสู่การปราบสแกมเมอร์”
— รังสิมันต์ กล่าว
เมื่อถามถึงเรื่องสแกมเมอร์จะมีการเชิญบุคคลที่เหนือกว่าวราห์ด้วยหรือไม่นั้น รังสิมันต์ กล่าวว่า เชิญบุคคลเยอะ ทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน อย่างนายกรัฐมนตรีที่เชิญมา คือในฐานะประธานกรรมการที่ตั้งขึ้นมาใหม่ ที่อยากจะทราบความคืบหน้าเพราะนายกรัฐมนตรีบอกว่าเป็นวาระแห่งชาติ จึงอยากจะทราบว่า วาระแห่งชาติมาได้ไกลขนาดไหน และยืนยันว่า วันนี้พยายามสอบข้อเท็จจริงที่ไม่ใช่แค่เบน สมิธ แต่รวมไปถึงตัวละครอื่นที่เชื่อมกับยิม เลียก ซึ่งเรากำลังสอบข้อมูลเหล่านี้และคาดหวังว่า หน่วยงานรัฐบาลทำงานเสียที และมารอให้เราเปิดมาเลยไม่ใช่เรื่องที่เราต้องท้าทายกัน แต่เราอยากจะเห็นการแก้ปัญหาสแกมเมอร์อย่างจริงจังเสียที และหนึ่งในความสำคัญของเรื่องนี้คือความเชื่อมั่น ประชาชนจะเชื่อได้อย่างไร เพราะตราบใดที่คนระดับรองนายกรัฐมนตรียังมีความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์อยู่
รังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ไม่จำเป็นต้องเชิญนักการเมือง ช. จริงๆ คิดว่าจับเลยก็ได้ เชื่อว่าหน่วยงานรัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว เยอะด้วย แต่ที่ไม่เข้าใจคือทำไมไม่มีการดำเนินการในการเอาผิด ตอนนี้หลายตัวละครสามารถดำเนินการได้ทันที ที่แปลกใจคือ มีผลประโยชน์ได้เสียอะไรกัน ทำไมถึงไม่ยอมดำเนินการ
“เราไม่อยากจะจัดการปลาซิวปลาสร้อยแล้ว อยากจะเอาตัวที่เป็นตัวสำคัญอาชญากรรมข้ามชาติ ประเด็นคือทำไมตัวอาชญากรรมข้ามชาติ ถึงไม่มีการจัดการ ช. ก็ใหญ่ระดับหนึ่ง แต่ก็มีใหญ่กว่า สาวถึงอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นทางสหรัฐอเมริกา เขาจะดำเนินการได้อย่างไร สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เขาอยู่ไกลแต่ทำไมดำเนินการได้ ประเทศไทยอยู่ใกล้แค่นี้ ทำไมเราดำเนินการไม่ได้ ไม่ใช่ประเทศไทยไม่มีข้อมูล แต่ประเด็นสำคัญคือเรามีข้อมูลและมีเยอะด้วยไม่ใช่รู้แค่ว่าฝั่งโน้นเขาเป็นใคร ไม่ใช่แค่รู้ว่าต่างชาติมีใครบ้าง แต่รู้แม้กระทั่งนักการเมืองไทยที่อยู่ในประเทศประเทศไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์อย่างไรบ้าง ทำไมถึงไม่ดำเนินการ ไม่จัดการ”
— รังสิมันต์ กล่าว
รังสิมันต์ กล่าวอีกว่า มีบุคคลที่ใหญ่จริงๆ อยู่ ใหญ่มาก ซึ่งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดนี้หลายคนก็รู้อยู่กันอยู่แล้วว่ามีนักการเมืองคนไหนบ้าง เท่าที่นั่งนับตอนนี้เกิน 7 คนแล้ว บางคนไม่เป็นนักการเมืองก็เข้ามาเป็นนักการเมืองแล้ว ดังนั้น ความเกี่ยวพันกับสแกมเมอร์แล้วเกี่ยวพันกับผู้มีอำนาจ ที่อยู่ภายในประเทศมีอยู่จริงๆ และเป็นหนึ่งในต้นตอของปัญหา กำลังกลายเป็นศูนย์กลางการฟอกเงินระดับโลก และยังเป็นห่วงเรื่องทุนเทายึดประเทศ วันนี้เราเห็นเงินเทาเหล่านี้เข้ามาซื้อห้างร้านต่างๆในไทย เข้ามาตั้งธุรกิจแข่งในไทย และเงินเหล่านี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเงินผู้มีอำนาจ ที่จะเอามาใช้ในการแข่งขันทางการเมือง เพื่อยึดอำนาจของรัฐ และนำไปสู่การใช้อำนาจรัฐเพื่อปกป้องบรรดาทุนสีเทาทั้งหลาย วันนี้เรากำลังเจอทุนสีเทายึดประเทศไทยแล้ว และยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มีข้อมูลไปดูเส้นทางการเงินได้ เทคนิคไม่ได้ยาก เส้นทางการเงินเป็นตัวพิสูจน์ แต่สงสัยการทำหน้าที่ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่ทำงานเฉื่อยช้า เป็นการทำงานตั้งรับไม่ใช่การทำงานเชิงรุก ต้องรอให้มีการดำเนินการโดยตำรวจก่อน จึงมองว่า หากทำงานในลักษณะนี้อาจจะมีการแยกย้ายถ่ายเททรัพย์สินของแก๊งสแกมเมอร์ที่มีอยู่ทำให้ไม่สามารถดำเนินการหรือจับกุมได้ จนจึงต้องการให้นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ปปง.ทำงานเชิงรุก
ส่วนท่าทีของรัฐบาลที่ค่อนข้างจะนิ่งไปกับการปราบปรามสแกมเมอร์และอาชญากรข้ามชาติ รังสิมันต์ กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลนึกว่าใครได้ประโยชน์จากการที่แก๊งสแกมเมอร์ไม่ถูกตรวจสอบ
เมื่อถามถึงกรณีที่ ชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย และประธานวิปรัฐบาล ออกมาระบุว่าใช้โจรปราบโจร รังสิมันต์ กล่าวว่า แสดงว่า ชาดา รู้ว่าใครเป็นโจร และเชื่อว่าโจรไม่สามารถปราบโจรได้ มีแต่โจรอุ้มโจร
“คุณชาดา ในฐานะประธานวิปรัฐบาล รู้ว่าใครเป็นโจร คำถามก็คือคนระดับนายกรัฐมนตรี อนุทินเคยเป็นรัฐมนตรีมาหลายกระทรวงและวันนี้มาเป็นนายกรัฐมนตรีไม่รู้หรือครับว่าใครเป็นโจร ขนาดคุณชาดายังรู้เลย”
— รังสิมันต์ กล่าว
ทั้งนี้ หากนายกรัฐมนตรีไม่เชิญไปให้ข้อมูล จะสามารถนำข้อมูลไปให้ได้เลยหรือไม่ รังสิมันต์ กล่าวว่า ยินดีให้ความร่วมมือกับรัฐบาล ไม่ได้เป็นการพูดลอยๆ และที่ผ่านมา ก็ดำเนินการมาหลายเรื่องแล้ว ไม่มีเรื่องไหนลอย เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ลอยๆ อาจมีความพยายามในการทำลายความน่าเชื่อถือ อย่างเรื่องเบน สมิธ ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกา มีการยื่นร่างกฎหมายระบุชื่อยิม เลียก นายเบน สมิธ คิดว่าเป็นเรื่องลอยๆ หรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้พูดเรื่อง ลี ยงพัด หรือ พัด สุภาภา มาตั้งนาน ปัจจุบันมีการยึดทรัพย์แต่ยึดเป็นจำนวนน้อยมาก 70 ล้านบาท ส่วนที่ระบุว่ามีนักการเมืองไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสแกมเมอร์ก็มีหลายคนออกมายืนยัน เป็นเรื่องลอยๆ หรือไม่ ยืนยันว่า ทั้งหมดที่พูดมาไม่ใช่เรื่องลอยๆ แต่เป็นเรื่องผลประโยชน์ของชาติ วันนี้คนที่ต้องการทำลายความน่าเชื่อถือรังสิมันต์ ตกลงคือได้ประโยชน์จากแก๊งสแกมเมอร์ใช่หรือไม่ ได้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ใช่หรือไม่ พร้อมตั้งคำถามเหตุใด นายกรัฐมนตรีจึงไม่อนุมัติสัญชาติไทยให้กับเบน สมิธ หากเป็นคนดีและบริสุทธิ์จริง ขอให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตอบเรื่องนี้ดีกว่า




