‘กมธ.มั่นคง’ ถกปมร้อนส่ง ‘อุยกูร์’ กลับ ‘จีน’

6 มี.ค. 2568 - 11:59

  • ‘กมธ.มั่นคงฯ’ ถกปมร้อนส่ง ‘อุยกูร์’ กลับ ‘จีน’ ด้าน ‘โรม’ ซัดแรงแกว่งปากหาเสี้ยน ไปกล่าวหาประเทศอื่นไม่แน่วแน่รับตัว ลามทำให้ปัญหาเลวร้ายขึ้น ยันขอ ‘กล้อง CCTV’ แน่ เชื่อมีเรคคอร์ดไว้ ข้องใจขนสื่อไป ‘ซินเจียง’ จะมีอิสระหรือ ด้าน ‘ทูตรัศม์’ ยันเป็นทางเลือกดีที่สุด ทำตาม กม.ระหว่างประเทศ

  • บี้ ‘รัฐบาล’ ผุดมาตรการเข้มเด็ดหัว ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ สาวให้ถึงระดับ ’จนท.รัฐ’ เอี่ยว เย้ยทุกวันนี้จับ ‘ไทยเทา’ ได้แค่ ‘ลูกกระจ๊อก’ ยังไปลงถึงรากแก้ว หวั่นรัฐบาลเสียความมุ่งมั่น กลายเป็น ‘ลูบหน้าปะจมูก’ กังขาหมายจับ ‘หม่อง ชิตตู’ ปล่อยค้างเติ่ง - ตั้งข้อหาแค่ค้ามนุษย์ ทั้งที่หลักฐานลามไปถึง ‘อาชญากรรมข้ามชาติ’

rangsiman_6mar25_SPACEBAR_Hero_7496abc89f.jpg

รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร​ กล่าวว่า ในการประชุมกมธ.วันนี้ ได้เชิญนายกรัฐมนตรี ,ภูมิธรรม​ เวชยชัย​ รอง​นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม​ ,มาริษ​ เสงี่ยม​พงษ์​ รมว.การต่างประเทศ ,พ.ต.อ.ทวี​ สอดส่อง​  รมว.ยุติธรรม รวมไปถึงสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)​ มาชี้แจง เรื่องการส่งชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน​ แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ มีเพียง ฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสมช.​ ,รัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ​ ,พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข​ รองผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง​ มาชี้แจง​ 

รังสิมันต์​ กล่าวต่อว่า เรื่องการส่งอุยกูร์​กลับจีน ทั้งที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นศาล จะถือเป็นการละเมิดอำนาจศาล​หรือไม่​ และมีพ.ร.บ.ป้องกันการซ้อมทรมานและการอุ้มหาย บังคับภายในประเทศด้วย​ ดังนั้น​ เรื่องนี้อาจจะกระทบต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง​ อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องพิจารณา คือผลกระทบกับประเทศไทย​ เพราะตอนนี้เริ่มมีสถานทูตหลายประเทศประกาศแจ้งเตือน​คนของประเทศเขาที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทย​ ให้ระมัดระวัง​ ซึ่งมันเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นในประเทศไทยแล้ว จึงต้องถามถึงมาตรการในการรับมือ​ ยอมรับว่า วันนี้เราเอาคนอุยกูร์กลับมา​ เป็นไปไม่ได้แล้ว ไม่สามารถเริ่มต้นอะไรใหม่ได้​ แต่สิ่งที่ต้องบริหารกันต่อไปคือ​ ผลกระทบที่เกิดขึ้น​ ทางด้านสังคมและทางด้านของการก่อการร้าย​ รวมไปถึงด้านมิติเศรษฐกิจต่างๆ และสิ่งสำคัญคือเราอยากรู้ว่าเราได้อะไรจากการทำเรื่องนี้ เพราะราคาที่ประเทศไทยต้องจ่ายมันเป็นราคาที่แพง

เมื่อ​ถามถึงการเรียกร้องให้มีการเปิดกล้องวงจรปิดระหว่างส่งตัว คณะกรรมาธิการ​ จะขอดูด้วยหรือไม่​ รังสิมันต์​ ยืนยันว่าจะต้องมีการพูดคุยกันในการบริการเพื่อขอดูกล้องวงจรปิดด้วย​ เพื่อที่จะได้ดูพฤติกรรมระหว่างการส่งตัวว่าเขายินยอมที่จะไปจริงหรือไม่​ เชื่อว่า มีแน่นอน แต่อยู่ที่ว่าจะให้หรือไม่​ และเชื่อว่า นี่ไม่ใช่การส่งตัวครั้งแรก​ ผู้แทนที่เดินทางไปดูได้เข้าไปดู 109 คน​ ก่อนหน้านี้หรือไม่ว่าความเป็นอยู่เป็นอย่างไร​ เพราะหากจะดูความเป็นอยู่ของ 48 คนที่ส่งไปล่าสุด จะเป็นอย่างไรก็ต้องไปดู 109 คนที่ถูกส่งไปก่อนหน้านี้​ ตอนนี้มีภาพออกมาว่าเขาได้เจอครอบครัวเป็นภาพอันหวานชื่น​ แต่สังเกตหน้าตาของคนที่เดินทางกลับดูไม่เต็มใจ​ และหน้าตาดูเศร้าหมองไม่ได้มีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้น ดังนั้น​ หลายๆ อย่างมันมีพิรุธ​ รวมถึงจะต้องมีการถามถึงหนังสือสัญญาว่า​ สรุปแล้วมีจริงหรือไม่ และหน้าตาเป็นอย่างไร​

ส่วนกรณีจะมีการพาสื่อมวลชนไทยไปดูความเป็นอยู่ของชาวอุยกูร์​ 48 คน​ ดูแล้วมันสมเหตุสมผลหรือไม่​ รังสิมันต์​​ กล่าวว่า เวลาไปดูแบบนั้น​ มันไม่ใช่วิธีการที่นำไปสู่การตรวจสอบที่แท้จริง เพราะว่าถ้าจะมีการตรวจสอบที่แท้จริงต้องให้อิสระแต่ไม่มั่นใจว่าสื่อมวลชนที่จะไปครั้งนี้จะมีอิสระหรือไม่​

เมื่อถามถึงเอกสารที่ทางจีนการันตีถึงความปลอดภัยของชาวอุยกูร์ เพียงพอหรือไม่​ รังสิมันต์​ กล่าวว่า ​ความปลอดภัยต้องดูในหลายบริบท ไม่ใช่ดูแค่จากคำสัญญาเท่านั้น​ เพราะชีวิตคน เวลามันเกิดอะไรไปแล้ว​ มันเอาคืนไม่ได้​ และบริบทหลายอย่างทั้งเรื่องการแอบส่งไปยามวิกาล การติดสติ๊กเกอร์ดำ​ มันทำให้เราไม่มั่นใจว่า มันเป็นการทำเพื่อคนอุยกูร์จริงๆ​

ส่วนเรื่องประเทศที่ 3 สรุปแล้วมีความประสงค์จริงหรือไม่​ รังสิมันต์​​ กล่าวว่า​ ตั้งแต่สภาฯ ชุดที่แล้ว ตั้งแต่ตอนอยู่ในคณะกรรมการกฎหมาย และได้พูดคุยกับ สมช. ยืนยันว่า มีประเทศที่ 3 ประสงค์ที่จะรับชาวอุยกูร์​ แต่เราไม่สามารถจะส่งไปได้ เพราะเรากังวลความสัมพันธ์กับจีน​

S_37855276_0_6210429f5a.jpg

“ไม่ต้องไปโทษคนอื่นว่า เขาไม่แน่วแน่ เพราะการโทษแบบนั้นเป็นการแกว่งปากหาเสี้ยน และการไปตำหนิประเทศอื่นไม่แน่วแน่แก้ไข ไม่แน่วแน่ที่จะรับ ผมงงมากว่าการพูดของคุณเป็นอะไรไปแล้ว คุณจะไปทะเลาะกับคนอื่นทำไม ก็ตอบกันตรงๆว่า ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องที่คุณกังวลว่า จะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างไทยจีน แต่ผมคิดว่า มันเป็นเรื่องที่พูดคุยกันได้ มันมีวิธีการอย่างไรในการแก้ไข แต่คุณจะไปโทษประเทศอื่น ทั้งสหรัฐอเมริกา ตุรกี ไม่แน่วแน่เพียงพอ มันจะยิ่งทำให้เรื่องนี้เลวร้ายยิ่งขึ้น มันทำให้เกิดปัญหาระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น”

รังสิมันต์ กล่าว

จากนั้นรังสิมันต์​ ได้เปิดการประชุมกมธ.​ โดยรัศม์​กล่าวชี้แจงว่า​ การที่จีนให้คำมั่นกับทางการไทยเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่เรามี ทั้งในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เรามีกับจีนและการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชนชาวไทย รวมทั้งเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับชาวอุยกูร์เหล่านั้น ซึ่งทั้งหมดได้ทำไปบนพื้นฐานของกฎหมาย ทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ

S_37855279_0_ad5854968e.jpg

อย่างไรก็ตาม ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศสภาผู้แทนราษฎร ยังให้สัมภาษณ์ถึงการประเมินการทำงานของรัฐบาลในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาว่า ต้องยอมรับว่าการตัดไฟ อินเตอร์เน็ต และน้ำมัน เป็นก้าวแรกที่ดี และส่งผลกระทบต่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้จริง แต่ไม่หมด ตอนนี้เรามีข้อบ่งชี้หลายอย่างว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์จะกลับมา เห็นได้จากตัวเลขที่ไปทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 7,000 กว่าคน เป็นสัดส่วนที่น้อยมาก ถ้ายังค้างอยู่แบบนี้ เผลอๆ ใน 7,000 คนนี้ อาจจะกลับไปเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใหม่ นอกจากนี้ การตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ตยังไม่เพียงพอ เพราะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้สตาร์ลิงค์มารองรับ หากรัฐบาลไม่คุยกับเจ้าของบริษัท สุดท้ายเขากลับไปใช้สตาร์ลิงค์ได้ 

รังสิมันต์ กล่าวต่อว่า เราต้องการมาตรการที่มากกว่านี้ วันนี้ไทยเทาที่จับได้เป็นแค่ระดับลูกกระจ๊อกเท่านั้น คนที่เราต้องการจริงๆ คือระดับเจ้าหน้าที่รัฐที่สมคบคิดรับส่วย แต่เรายังไม่เห็นความคืบหน้า และอัยการสูงสุดยังไม่ดำเนินการอะไรกับ พ.อ.หม่อง ชิตตู ผู้นำกองกำลัง BGF และปล่อยให้เรื่องนี้ค้างคาต่อไป เกิดอะไรขึ้นกับหน่วยงานของรัฐ ส่วนตัวชื่นชมกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว แต่ข้อหาก็ยังแปลก เน้นไปที่เรื่องค้ามนุษย์ ควรจะตั้งข้อหาอาชญากรรมข้ามชาติ ค้ายาเสพติดก็สามารถทำได้ เนื่องจากมีหลักฐานบ่งชี้

S_37855278_0_550ff51cfa.jpg

“ต้องยอมรับว่าการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไปให้ถึงรากแก้ว เรายังไม่ประสบความสำเร็จ ผมเป็นห่วงว่า รัฐบาลจะสูญเสียความมุ่งมั่นในเรื่องนี้ และจะกลายเป็นการลูบหน้าปะจมูกเท่านั้น”

รังสิมันต์ กล่าว

เมื่อถามว่า การคัดกรองไม่ประสบความสำเร็จใช่หรือไม่ ประธานกมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ กล่าวว่า แน่นอน เราไปทลายฝั่งกัมพูชาแล้วนำมาเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง  นำไปสู่การขยายผลจับกุม แต่ฝั่งเมียนมา เราไม่ได้คัดกรอง เราส่งอย่างเดียว กลายเป็นว่าเราต้องไปพึ่งพาประเทศอื่นให้เขาจัดการ สุดท้ายไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์