‘ก้าวไกล’ บี้รัฐบาลแจงให้ชัดปม ‘ธนาคารไทย’ เอี่ยว ‘ธุรกรรมซื้ออาวุธ’ รัฐบาลเพื่อนบ้าน

18 ก.ค. 2567 - 13:33

  • ‘ก้าวไกล’ บี้รัฐบาลแจงให้ชัด-เช็กข้อเท็จจริง

  • ปม ‘ธนาคารไทย’ เอี่ยวโยง ‘ธุรกรรมซื้ออาวุธ’ รัฐบาลเมียนมา

  • ‘รมว.ต่างประเทศ’ ยินดีพร้อมให้ตรวจสอบ

  • ยันจุดยืนไม่หนุนละเมิดสิทธิมนุษยชน-ไม่ใช้การเงินขัดต่อกฎของสหประชาชาติ

Rangsiman_called_on_govt_clarify_Thai_banks_involve_Myanmar_govt_weapons_purchases_SPACEBAR_Hero_4c8af22ab5.jpg

ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในช่วงกระทู้ถามสดด้วยวาจา ทางด้าน รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ตั้งกระทู้ถาม เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ถึงประเด็นธนาคารพาณิชย์ของไทย เป็นผู้ให้บริการทางการเงินแก่รัฐบาลทหารเมียนมา เพื่อทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ เพื่อใช้ในสงครามภายในประเทศ

รังสิมันต์ ชี้ให้เห็นกรณีที่สภาสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ ตีพิมพ์รายงานชื่อ ‘Banking on death trade’ ที่อ้างว่า ธนาคารของประเทศไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการสังหารหมู่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ในประเทศเมียนมา ทั้งนี้ รายงานชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลเมียนมามีการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ จนสามารถซื้ออาวุธไปใช้ในการสังหารประชาชนชาวเมียนมา ผ่านระบบธนาคารของประเทศไทย

เพราะธนาคาร MFTB ธนาคาร MICB ของเมียนมา ถูกสำนักงานควบคุมทรัพย์สินในต่างประเทศของกระทรวงการคลังสหรัฐ คว่ำบาตรตั้งแต่ปี 2023 ทำให้รัฐบาลทหารเมียนมาไม่สามารถทำทุรกรรมได้ เพราะถูกประกาศเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านธุรกรรมต่าง ๆ

ดังนั้น การทำธุรกรรมระหว่างไทยและเมียนมา จะต้องตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) เพื่อประเมินว่า ธุรกรรมดังกล่าวมีความเสี่ยงหรือไม่

รังสิมันต์ โรม

ส่วนในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ได้มีการยอมรับว่า ข้อมูลการคว่ำบาตรของประเทศต่าง ๆ ทางธนาคารจะต้องนำมาประกอบข้อมูลการพิจารณาความเสี่ยงในการทำธุรกรรม

แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในปีนี้ พบว่าธนาคารแห่งหนึ่ง มีมูลค่าการทำธุรกรรมเกี่ยวกับเมียนมาเพิ่มสูงขึ้น หากพิจารณาข้อมูลเรื่องของการคว่ำบาตร ธนาคารของประเทศไทยจะต้องยุติการทำธุรกรรม และหยุดการทำธุรกิจกับบริษัทในประเทศเมียนมา

ดังนั้น การที่กระบวนการตรวจสอบของธนาคารไทยมีความผิดแปลก ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน จะส่งผลต่อมาตรฐานทางการเงินของไทยด้วยหรือไม่ และอาจถูกประเมินจาก FATF (Financial Action Task Force: คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน) ปี 2570 ที่อาจจะประเมินว่า ระบบธนาคารของไทยไม่ได้มาตรฐาน

รังสิมันต์ โรม

ยังไม่นับรวมว่า รัฐบาลทหารเมียนมาได้เปลี่ยนมาใช้บริษัทที่ยังไม่ถูกคว่ำบาตร เพื่อมาทำธุรกรรมกับธนาคารของประเทศไทย รวมถึงการเปิดบริษัทนายหน้าที่เป็นนอมินีมาดำเนินการ และมีรายงานอีกว่า มีบริษัทไทยอย่างน้อย 2 บริษัท อาจเป็นนอมินีของรัฐบาลทหารเมียนมา เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

หากรัฐบาลไม่สามารถให้คำยืนยัน หรือมีข้อสั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และทบทวนกฎเกณฑ์ที่มี ก็ไม่อาจที่จะแก้ปัญหารัฐบาลเมียนมา จัดซื้ออาวุธเพื่อไปดำเนินการกับประชาชนในประเทศของตัวเอง

รังสิมันต์ โรม

Rangsiman_called_on_govt_clarify_Thai_banks_involve_Myanmar_govt_weapons_purchases_SPACEBAR_Photo01_140ff52e23.jpg

ด้าน มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ ที่ได้รับมอบหมายให้มาตอบกระทู้แทนนายกฯ ชี้แจงถึงจุดยืนและความชัดเจนของรัฐบาลไทย ที่ไม่มีการสนับสนุนเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ส่งเสริมให้มีการใช้กระบวนการทางการเงินของไทย ไปกระทำการที่ขัดต่อกฎของสหประชาชาติ ทางการไทยก็เคารพความสัมพันธ์ของแต่ละประเทศอย่างเท่าเทียมกัน ส่วนการดำเนินการ และติดตามการทำธุรกรรมทางการเงิน ก็ได้มีการตรวจสอบอยู่ในขณะนี้

สำหรับรายงานข้อมูลจากต่างประเทศ เกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมา เห็นว่าเอกสารดังกล่าว ถือเป็นเอกสารประกอบการประชุม มีการระบุในรายงานว่า ยังไม่พบหลักฐานว่า ธนาคารของไทยรับรู้ว่ามีการดำเนินการทางธุรกรรมทางการเงินกับทางการเมียนมา และยังไม่มีหลักฐานเช่นกัน แต่ไม่ได้นิ่งเฉยในเรื่องของการตรวจสอบ และมีคำแถลงชี้แจงหลายครั้ง

ยืนยันว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย และ ป.ป.ง. มีมาตรฐานทางการเงิน และไม่สนับสนุนการจัดซื้ออาวุธให้แก่องค์กรทหารของเมียนมา รวมถึงให้ความสำคัญต่อการป้องกันการทำธุรกรรมทางการเงินของธนาคาร ไปใช้ในการจัดซื้ออาวุธที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน

มาริษ เสงี่ยมพงษ์

นอกจากนี้ หากทางการไทยได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมที่ไม่ถูกต้อง ก็ยินดีที่จะให้เกิดการตรวจสอบเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ซึ่งผู้แทนจากต่างประเทศต่าง ก็เชื่อมั่นและยินดีที่ทางการไทยพร้อมที่จะให้ดำเนินการตรวจสอบอย่างโปร่งใส

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์