รังสิมันต์ โรม โฆษกและ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล แสดงความเห็นหลังการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 เรื่อง 'ส.ว.ทรงเอ' เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ซึ่งผ่านไปเพียง 2 วัน สิ่งที่คาดหมายว่าจะตามมา ก็มาอย่างเร็วไว โดย อุปกิต ปาจรียางกูร สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ได้ฟ้องร้องตนในคดีอาญาฐานดูหมิ่นและหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวน 100 ล้านบาท
“การถูกฟ้องหลังการอภิปรายใหญ่ๆ แบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผมแล้ว เมื่อ 3 ปีก่อนตอนผมอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เรื่องมูลนิธิป่ารอยต่อฯ ผมก็ถูกมูลนิธิฯ ฟ้อง หรือ 1 ปีครึ่งก่อนตอนผมอภิปรายคุณชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ (รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลฯ) เรื่องสัมปทานดาวเทียมไทยคม ผมก็ถูกบริษัทกัลฟ์ฯ ฟ้อง โดยแต่ละครั้งข้อหาก็จะอยู่กับเรื่องการดูหมิ่น-หมิ่นประมาทต่างๆ หรือพยายามเรียกค่าเสียหายสูงๆ หวังจะเชือดไก่ให้ลิงดู ไม่ให้ใครกล้ามาวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองอีกแม้จะเกี่ยวพันกับเรื่องการใช้อำนาจรัฐหรือผลประโยชน์ของส่วนรวมก็ตาม และไม่ใช่แค่ผมเท่านั้น เพื่อน ส.ส. คนอื่นของพรรคก้าวไกล เช่น คุณเบญจา แสงจันทร์ ก็เคยถูกบริษัทกัลฟ์ฯ ฟ้องจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเรื่องนโยบายพลังงานด้วยเช่นกัน” รังสิมันต์ กล่าว
ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ยืนยันอีกครั้งว่า การอภิปรายของตนเองและพรรคก้าวไกล เป็นการทำหน้าที่เพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจ การปฏิบัติหน้าที่ หรือพฤติกรรมอื่นใดของรัฐบาล ว่าเป็นการบริหารงานที่ผิดพลาด ทุจริตคอร์รัปชัน หรือฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมหรือไม่ ซึ่งบ่อยครั้งจำเป็นต้องพาดพิงบุคคลภายนอก นั่นก็เพราะการกระทำเหล่านี้ของรัฐบาล มักดึงเอาบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ถึงที่สุดแล้ว การอภิปรายของพวกเรายังมุ่งเป้าไปที่รัฐบาลเป็นสำคัญ การโต้ตอบโดยใช้วิธีฟ้องร้องคดีกันแบบนี้ แน่นอนว่าย่อมกระทบถึงประสิทธิภาพในการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล ซึ่งไม่ใช่แค่ตนเอง แต่รวมถึงผู้แทนราษฎรทุกคน อย่างไรก็ตาม ยืนยันที่จะต่อสู่คดีหมิ่นประมาทดังกล่าวโดยไม่มีการหลบหนี ด้วยความเชื่อมั่นว่าจะชนะ เหมือนที่สู้ในทุกๆ คดีที่ผ่านมา
“ในกรณีของคุณอุปกิตนั้น เห็นว่ามีความต่างจากเอกชนรายอื่นๆ ที่ถูกพาดพิงไปก่อนหน้านี้ เพราะตัวคุณอุปกิตเป็นถึงสมาชิกของวุฒิสภา หนึ่งในองค์กรผู้ใช้อำนาจสูงสุดของประเทศ และแม้ก่อนหน้านี้ตอนที่ทุนมินลัตถูกจับใหม่ๆ คุณอุปกิตจะเคยออกมาชี้แจงต่างๆ นานา แต่จากที่ผมได้อภิปรายไปนั้นก็พบว่ามีข้อมูลหลายอย่างที่ขัดแย้งกับข้อกล่าวอ้างที่คุณอุปกิตเคยชี้แจงไว้ ดังนั้นคุณอุปกิตในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กินภาษีประชาชนจึงควรต้องออกมาชี้แจงต่อสังคมเพิ่มเติมด้วย” รังสิมันต์ กล่าว
รังสิมันต์ ทิ้งท้ายด้วยว่า ในช่วงเวลาต่อจากนี้ จะเร่งดำเนินการต่างๆ ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในกรณีของ ส.ว. และกรณี ‘จีนเทา’ ต่อไป
“การถูกฟ้องหลังการอภิปรายใหญ่ๆ แบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผมแล้ว เมื่อ 3 ปีก่อนตอนผมอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เรื่องมูลนิธิป่ารอยต่อฯ ผมก็ถูกมูลนิธิฯ ฟ้อง หรือ 1 ปีครึ่งก่อนตอนผมอภิปรายคุณชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ (รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลฯ) เรื่องสัมปทานดาวเทียมไทยคม ผมก็ถูกบริษัทกัลฟ์ฯ ฟ้อง โดยแต่ละครั้งข้อหาก็จะอยู่กับเรื่องการดูหมิ่น-หมิ่นประมาทต่างๆ หรือพยายามเรียกค่าเสียหายสูงๆ หวังจะเชือดไก่ให้ลิงดู ไม่ให้ใครกล้ามาวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองอีกแม้จะเกี่ยวพันกับเรื่องการใช้อำนาจรัฐหรือผลประโยชน์ของส่วนรวมก็ตาม และไม่ใช่แค่ผมเท่านั้น เพื่อน ส.ส. คนอื่นของพรรคก้าวไกล เช่น คุณเบญจา แสงจันทร์ ก็เคยถูกบริษัทกัลฟ์ฯ ฟ้องจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเรื่องนโยบายพลังงานด้วยเช่นกัน” รังสิมันต์ กล่าว
ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ยืนยันอีกครั้งว่า การอภิปรายของตนเองและพรรคก้าวไกล เป็นการทำหน้าที่เพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจ การปฏิบัติหน้าที่ หรือพฤติกรรมอื่นใดของรัฐบาล ว่าเป็นการบริหารงานที่ผิดพลาด ทุจริตคอร์รัปชัน หรือฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมหรือไม่ ซึ่งบ่อยครั้งจำเป็นต้องพาดพิงบุคคลภายนอก นั่นก็เพราะการกระทำเหล่านี้ของรัฐบาล มักดึงเอาบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ถึงที่สุดแล้ว การอภิปรายของพวกเรายังมุ่งเป้าไปที่รัฐบาลเป็นสำคัญ การโต้ตอบโดยใช้วิธีฟ้องร้องคดีกันแบบนี้ แน่นอนว่าย่อมกระทบถึงประสิทธิภาพในการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล ซึ่งไม่ใช่แค่ตนเอง แต่รวมถึงผู้แทนราษฎรทุกคน อย่างไรก็ตาม ยืนยันที่จะต่อสู่คดีหมิ่นประมาทดังกล่าวโดยไม่มีการหลบหนี ด้วยความเชื่อมั่นว่าจะชนะ เหมือนที่สู้ในทุกๆ คดีที่ผ่านมา
“ในกรณีของคุณอุปกิตนั้น เห็นว่ามีความต่างจากเอกชนรายอื่นๆ ที่ถูกพาดพิงไปก่อนหน้านี้ เพราะตัวคุณอุปกิตเป็นถึงสมาชิกของวุฒิสภา หนึ่งในองค์กรผู้ใช้อำนาจสูงสุดของประเทศ และแม้ก่อนหน้านี้ตอนที่ทุนมินลัตถูกจับใหม่ๆ คุณอุปกิตจะเคยออกมาชี้แจงต่างๆ นานา แต่จากที่ผมได้อภิปรายไปนั้นก็พบว่ามีข้อมูลหลายอย่างที่ขัดแย้งกับข้อกล่าวอ้างที่คุณอุปกิตเคยชี้แจงไว้ ดังนั้นคุณอุปกิตในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กินภาษีประชาชนจึงควรต้องออกมาชี้แจงต่อสังคมเพิ่มเติมด้วย” รังสิมันต์ กล่าว
รังสิมันต์ ทิ้งท้ายด้วยว่า ในช่วงเวลาต่อจากนี้ จะเร่งดำเนินการต่างๆ ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในกรณีของ ส.ว. และกรณี ‘จีนเทา’ ต่อไป




