รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศกล่าวว่า วาระการพิจารณาวันนี้จะมีการตรวจสอบนักการเมืองที่มีชื่อเกี่ยวโยงกับเว็บพนันและมีการเชิญ ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม มาชี้แจงด้วยว่า หลักๆ เป็นเรื่องของเว็บพนัน เส้นเงินที่เกี่ยวข้องกับชนนพัฒฐ์ และนักการเมือง ส. และยังมีการเชื่อมโยงกับนายตำรวจ ทั้งอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและตำรวจ PCT 4ซึ่งเราไม่ได้เชื่อทันที ให้ทุกคนได้มาชี้แจงกรรมาธิการ แต่เมื่อดำเนินการไปแล้ว ก็คงต้องส่งต่อให้กับหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ เบื้องต้นล่าสุด สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ได้ไปยึดอายัดทรัพย์ชนนพัฒฐ์ ซึ่งต้องดูทรัพย์ที่อายัดไปมีรายการอะไรบ้าง ถ้าทรัพย์ที่เกี่ยวกับ สแกมเมอร์หรือเว็บพนัน น่าจะมีรูปแบบของคริปโต ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามีการยึดอายัดทรัพย์คริปโตบ้างหรือไม่ หรือรถหรู บ้าน ที่ดิน มีการยึดอายัดทรัพย์บ้างหรือไม่ ที่เราเห็นเป็นเพียงตัวเลขออกมาเท่านั้นเอง ทั้งนี้ 159 ล้านบาท น่าจะเป็นเงินหมุนเวียนในบัญชี และไม่มั่นใจว่าเป็นบัญชีทั้งหมดหรือไม่ แต่ถ้ายึดอายัดทรัพย์จริง ต้องไล่ให้หมด ทำให้เกิดคำถามว่าที่ยึดอายัด มีใครบ้างและตำรวจที่ไปเกี่ยวข้อง ต้องถูกยึดอายัดทรัพย์ด้วยหรือไม่ เราพยายามทำให้ทุกคนได้อธิบายอย่างเต็มที่ นอกจากชนนพัฒฐ์แล้ว ยังมีสมยศ พลายด้วง สส.ภาคใต้ด้วย ซึ่งเบื้องต้นสมยศ น่าจะมาไม่ได้ เพราะติดภารกิจต่างประเทศ ส่วนชนนพัฒฐ์ ก่อนที่จะมีการยึดอายัดทรัพย์ได้รับทราบว่าจะมา และจะมาพร้อมกับไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรมด้วย แต่ก็ไม่รู้จะเปลี่ยนใจหรือไม่ แต่เบื้องต้นยังไม่ได้รับการติดต่อว่า จะไม่มา
ส่วนกรณีของชนนพัฒฐ์กับสมยศ มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันหรือไม่ รังสิมันต์ กล่าวว่า ตอบไม่ได้ว่าเส้นเงินที่มีการโอนถึงกันเป็นเหตุผลอะไร แต่เบื้องต้นมีเส้นเงินที่ถึงกัน ก็ต้องรอให้ทุกฝ่ายชี้แจง ซึ่งเส้นเงินของชนนพัฒฐ์เยอะกว่ามาก จึงเป็นเหตุผลว่าชนนพัฒฐ์ เป็นเป้าหมายในการตรวจสอบ ซึ่งข้อมูลที่มี เกี่ยวกับทรัพย์สินของชนนพัฒฐ์ และได้เชิญกรมสรรพากรมาให้ข้อมูล ในการเสียภาษีว่า มีการจงใจเรื่องภาษีหรือไม่
เมื่อถามว่า มีนักการเมืองอีก 3 คนที่เกี่ยวข้องนั้นเป็นใคร รังสิมันต์ กล่าวว่า ขอให้ไล่ไปทีละส่วนดีกว่า จะได้ไม่สูญเสียโฟกัส สวนจะไปถึงใครก็ต้องรอดู ตอนนี้ยอมรับว่ามีหลายคน
“สิ่งที่เป็นห่วงมากกว่านักการเมืองคือตำรวจ ตำรวจยังไปรับเงินเว็บพนัน สแกมเมอร์แล้วใครจะมาปราบสแกมเมอร์ อันนี้ก็ชวนคิดกันดีๆ เราต้องยอมรับว่า สังคมไทยประเทศไทยตอนนี้กำลังเผชิญหน้าสิ่งที่เรียกว่า ทุนเทายึดประเทศ ถ้าเราไม่จัดการเรื่องนี้ดีๆ เราจะพบว่าท้ายที่สุดประเทศของเราอาจจะเต็มไปด้วยทุนสีเทาแล้วก็ได้”
— รังสิมันต์ กล่าว
รังสิมันต์ กล่าวต่อว่า เรื่องเส้นทางการเงิน มอบหมายให้ปิยรัฐ จงเทพ สส.กทม.พรรคประชาชน เป็นผู้พิจารณารายละเอียด แต่อย่างไรก็ต้องฟังคำชี้แจงของผู้ร้องด้วย ทั้งอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์และ พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์ หักพาล อดีต รองผบ.ตร.
ส่วนเส้นเงินของชนนพัฒฐ์จะเชื่อมโยงไม่ถึงพรรคการเมืองหรือไม่นั้น ต้องรอฟังว่า ชนนพัฒฐ์ ซักทอดหรือไม่ ซึ่งการซักทอดในกระบวนการก็ไม่ได้หมายความว่า 100% เพราะอาจมีเหตุผลและแรงจูงใจอื่นก็ได้ และต้องดูเส้นเงิน ซึ่งเชื่อว่า เส้นเงินที่เห็นไม่ใช่ทั้งหมด เพราะบางบัญชีอาจจะมีการปิด แต่ก็ยังมีความเคลื่อนไหวจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นถ้าเงินที่ไหลเวียนไปยัง สส.ต่างๆ ก็ต้องดูว่า ชนนพัฒฐ์อยู่ในฐานะใด ลูกมุ้ง หรือหัวหน้ามุ้ง แต่เข้าใจว่าการเมืองใช้เงินสด แต่ก็ไม่แน่ เพราะถ้าใช้เงินสด เราก็ไม่ได้ข้อมูลหลักฐานเส้นทางการเงิน
ทั้งนี้ อยากเรียกร้องให้ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เคลื่อนไหวอะไรหรือไม่ รังสิมันต์ กล่าวว่า มันคือการแสดงความรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่เรื่องของลูกพรรคอย่างเดียว เพราะถ้าเป็นเรื่องของลูกพรรคอย่างเดียวก็คงมีกระบวนการอื่นจัดการได้ แต่วันนี้ ประเทศไทยมีภัยคุกคามคือทุนสีเทา ร้อยเอกธรรมนัส คือหนึ่งในตอสำคัญที่ทำให้คนที่มองประเทศไทยข้าราชการไทยไม่เชื่อมั่น
“คุณธรรมนัสไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีอีกแล้ว จริงๆ ก่อนหน้านี้ก็อาจจะไม่เคยมี ฉะนั้นเมื่อมาถึงจุดนี้คุณธรรมนัสต้องพิจารณาตนเอง ไม่เรียกร้องให้คุณธรรมนัสแสดงสปิริตอะไร ไม่ได้สนใจว่า คุณธรรมนัสจะมีหรือไม่มี แต่ตั้งคำถามกลับไปที่นายกรัฐมนตรี ว่าท่านจะเอาแบบนี้ใช่มั้ย จะปล่อยจอยกับเรื่องนี้ใช่มั้ย ผมคิดว่า การตัดสินใจแบบนั้น เป็นการตัดสินใจที่ทำร้ายประเทศไทย การตัดสินใจของนายกฯ แบบนี้ เป็นการปล่อยจอย ปล่อยให้ทุนสีเทายึดประเทศได้โดยง่าย ใครได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ ผมถามจริงๆ การปลดคุณธรรมนัสประเทศเสียอะไร นี่คือสิ่งที่ผมต้องตั้งคำถามกับคนที่ชื่ออนุทิน ชาญวีรกูล ธรรมมนัสถูกปลด ประเทศไทยเสียอะไร ในทางตรงกันข้ามธรรมนัสถูกปลดประเทศไทยได้มากๆ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อมั่นการขจัดทุนสีเทา เป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนตามที่นายกฯ ประกาศสงครามกับทุนเทาสแกมเมอร์ว่าต้องการจะทำสงครามกับพวกนี้ แต่ก็ยังปล่อยให้พวกนี้มีอำนาจรัฐประเทศไทยจะอยู่ได้อย่างไร ดังนั้นสิ่งที่นายกฯ ทำอยู่ ไม่ได้แสดงถึงความจริงใจต่อการแก้ปัญหานี้เลย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องตลก แต่เราต้องซีเรียสจริงจัง ว่าจะปล่อยให้ทุนเทามีอำนาจรัฐต่อไปจริงๆ หรือ”
— รังสิมันต์ กล่าว
สำหรับกรณีของชนนพัฒฐ์จะเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูหรือไม่ รังสิมันต์ กล่าวว่า ยังเป็นห่วงอยู่ 2 เรื่อง หนึ่งคือการลดกระแส วันนี้ยึดอายัดทรัพย์แล้ว แต่อย่างที่บอก มันน้อยไปและยังไม่เห็นรายละเอียดการยึดอายัดทรัพย์ สองเป็นการเบี่ยงประเด็น การที่ชนนพัฒฐ์ถูกยึดอายัดทรัพย์ 90 วัน สังคมอาจจะไม่สนใจสุดท้ายชนนพัฒฐ์รอดหรือไม่ ดังนั้นวันนี้ต้องไม่ใช่แค่ชนนพัฒฐ์ ถ้ารัฐบาลจริงใจในการทำเรื่องนี้ มันต้องร้อยเอกธรรมนัส นี่คือตัวชี้วัดที่สำคัญ เราถึงจะยอมรับได้ว่าพอจะมีความก้าวหน้า หรือการแสดงออกที่จริงใจ แต่ขณะนี้ที่ทำอยู่มีแต่คำพูด ยืนยันจะไม่ปล่อยเรื่องนี้อย่างแน่นอน หากอนุทินยังทำตัวแบบนี้ไปเรื่อยๆ แบบร้อยเอกธรรมนัสอยู่แบบนี้ อนุทินก็มีแต่เสียกับเสีย และคงจะได้รับความเสียหายมากขึ้นเรื่อยๆ ที่สุดแล้ว ต้องเอาผลประโยชน์ของประเทศมาวาง ถ้าไม่คิดถึงเรื่องผลประโยชน์ของประเทศให้มากยังแบกทุนเทาแบบนี้ไปเรื่อยๆ อนุทินจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีทำไม
เมื่อถามว่า ประเมินมูลค่าทุนเทาไว้จำนวนเท่าไหร่ รังสิมันต์ ร้องโหและกล่าวว่า มหาศาล ไม่อั้น อันลิมิเต็ดแน่นอน แค่ปริ๊นส์ กรุ๊ป ก็มี 5 แสนล้านบาทแล้ว และนี่ตั้งกี่เครือข่าย ถ้าเงินทุนเทาใช้สำเร็จในการเลือกตั้งครั้งหน้าจริงจะเกิดอำนาจรัฐ มาปกป้องทุนสีเทา ทุนสีเทาจะซื้อธุรกิจของไทย ซื้อบริษัทพลังงาน บริษัททางยุทธศาสตร์ และมีการเปิดร้านรายย่อยแข่งกับคนไทย สุดท้ายเศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจของการฟอกเงิน ทำให้ประชาชนได้รับความเสียหายอย่างแน่นอน ยังไม่รวมถึงการท่องเที่ยวและประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางของการฟอกเงิน จะทำลายเศรษฐกิจการเงินการคลังอย่างไร ไม่อาจจะนึกภาพได้ ความเสียหายของประเทศไทยนับเฉพาะเงินที่ไหลเข้าไหลออก 1.15 แสนล้าน แต่ความเสียหายที่แท้จริงยังไม่มีใครประเมินได้ อาจจะมากกว่านั้นเป็นล้านล้านแล้วก็ได้
รังสิมันต์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงท่าทีของนายกรัฐมนตรีที่มีต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ภายหลังประเทศกัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิดที่ละเมิดข้อตกลงสันติภาพว่า รู้สึกเสียใจกับผู้สูญเสียทุกคนและไม่อยากให้เกิดขึ้น รู้สึกผิดหวังที่รัฐบาลไม่ได้ลงทุน กับการรับมือสถานการณ์ชายแดนอย่างเพียงพอ ซึ่งรัฐบาลควรอนุมัติงบกลางที่มากกว่านี้ ขอตั้งข้อสังเกตให้สังคมคิดตามว่ากัมพูชาต้องการอะไร จากที่โลกพุ่งเป้าล้อมกัมพูชาแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ แต่เมื่อเกิดเหตุดังกล่าวขึ้นประเด็นเปลี่ยน หากรัฐบาลงับประเด็นที่กัมพูชากำลังทำอยู่ในขณะนี้ ถามว่าใครได้ประโยชน์
รังสิมันต์ กล่าวอีกว่า ช่วงที่ไทยและกัมพูชาไปทำข้อตกลงสันติภาพที่ประเทศมาเลเซีย มี 2 ประเด็น คือ 1.เรื่องแรร์เอิร์ธ และ 2.สถานการณ์ชายแดน ซึ่งมีเรื่องสแกมเมอร์อยู่ในข้อตกลงสันติภาพชายแดน เมื่อวันนี้รัฐบาลแช่แข็งข้อตกลงสันติภาพ ทำให้การแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์หยุดลงทันทีเช่นกัน เชื่อว่าการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ กัมพูชาเสียเปรียบไทย เขาจึงต้องการยกเลิกอยู่แล้ว หากเราแช่แข็งทันที โดยที่ไม่นึกถึงแผนต่อไป ถามว่า กัมพูชาได้เปรียบใช่หรือไม่
รังสิมันต์ กล่าวต่อว่า เดิมประเทศไทยมีเพื่อนเพื่อจัดการปัญหาสแกมเมอร์ในกัมพูชา กลายเป็นขณะนี้โลกจะหันมาล้อมไทยแทน หากคิดไม่รอบคอบกลายเป็นว่า ไทยไม่ได้ปฏิบัติอยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง ซึ่งเรื่องสแกมเมอร์ กัมพูชาไม่อยากปราบ ฝ่ายไทยปราบแล้วก็เจอตอ มีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง รัฐบาลอนุทินไม่อยากแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างแท้จริง อยากให้สังคมคิดว่า มีการเบี่ยงประเด็น เพราะมีคนสมประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่ายใช่หรือไม่ ถามว่ารัฐบาลนี้ทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติหรือเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง เพื่อปูทางไปถึงการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น โดยไม่สนใจว่าประเทศไทยจะมีใครเป็นศัตรูเพิ่ม ขณะนี้เรากำลังเจอกับสงครามลูกผสม ที่มีการใช้ข่าวสาร กำลังทางอาวุธ อุปกรณ์ไซเบอร์ กัมพูชามีนักรบไซเบอร์ ที่ก่อกรรมทำเข็ญกับคนทั่วโลก เพื่อเล่นงานประเทศไทย หากยังไม่แก้ไขจะได้เห็นเงินสีเทาไหลเข้าพรรคการเมือง แล้วใช้ซื้อเสียงอย่างมหาศาล ปัญหาที่เกิดขึ้นมีคนแสยะแยะยิ้มอยู่เพราะได้ผลประโยชน์
ทั้งนี้ แนวทางต่อไปที่รัฐบาลควรต้องทำหลังประกาศท่าทีแล้วคืออะไร รังสิมันต์ กล่าวว่า 1.ควรเปิดปฏิบัติการเชิงรุกให้มากขึ้น ออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ถ้าตรวจสอบกันดีๆ อาจเจอเส้นเงินของสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และหากยื่นไปที่อินเตอร์โพล จะทำให้กัมพูชาเกิดแผ่นดินไหว 10 ริกเตอร์ และ 2.ต้องตัดแขนขาทุนสีเทา เขาคือไส้ศึกและทรยศต่อชาติ อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของสถานการณ์ชายแดน เห็นด้วยที่รัฐบาลจะต้องเตรียมความพร้อมขั้นสูงสุด และทั้งหมดเสริมด้วยเทคโนโลยีได้ เพราะกล้องจะเป็นตัวมอนิเตอร์ เราจะมีหลักฐานเพื่อส่งต่อไปยังประเทศอื่นๆ ทั้งนี้ รัฐบาลควรดึงประเทศอื่นๆ มากดดันกัมพูชา ให้โลกล้อมกัมพูชา ภาระการพิสูจน์การวางกับดักระเบิด ทุ่นระเบิด ไม่ใช่อยู่ที่ไทย แต่อยู่ที่ประเทศกัมพูชาที่ต้องเป็นผู้พิสูจน์
“สังเกตหรือไม่ว่าเขาพร้อมมาก เขามาทุกชั่วโมง เพราะเขารู้ว่าเขาต้องการอะไร แต่อย่าให้กับดักลูกที่สอง รัฐบาลเราเป็นคนเหยียบ ไม่เช่นนั้นจะเสียหายจริงๆ”
— รังสิมันต์ กล่าว




