ที่รัฐสภา รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ค่อนข้างมั่นใจว่ารอบนี้ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เหนื่อยแน่นอน เพราะหลักฐานหลายๆ อย่างค่อนข้างมัดตัว ชนิดที่ว่าผมนึกไม่ออกว่าแพทองธารจะดิ้นหลุดได้อย่างไร ดังนั้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมเชื่อว่าประสิทธิภาพของการอภิปรายจะส่งผลสะเทือนต่อรัฐบาลแน่นอน
รังสิมันต์ ยังบอกว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ใช่ต้องการล้มรัฐบาล แต่ต้องว่ากันไปตามพยานหลักฐานว่ากันไปตามปัญหาที่แพทองธารได้ก่อเอาไว้ อย่าไปคิดว่าแพทองธารทำหน้าที่มาไม่กี่เดือน แล้วมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ต้องบอกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในวันนี้ในยุคสมัยของแพทองธารมีความต่อเนื่องมาตั้งแต่ในอดีต ตั้งแต่ยุคของ เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ จนถึงปัจจุบัน บางเรื่องอาจทำไปโดยที่แพทองธารก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
ส่วนจะสะเทือนเหมือนเรื่องตั๋วช้างในอดีตหรือไม่ รังสิมันต์ ตอบว่า อาจสะเทือนกว่าด้วยซ้ำ เรื่องนั้นเป็นเพียงเชิงการรับรู้ แต่ครั้งนี้เป็นเรื่องการเอาผิดทางกฎหมายชัดเจนมาก ส่วนหลักฐานจะชัดเจนถึงขั้นทำให้พรรคร่วมโหวตไม่ไว้วางใจหรือไม่ รังสิมันต์ ระบุว่า ตอบแทนพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้
“การที่พรรคการเมืองหนึ่งอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล แต่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน และไม่ได้เห็นภาพของการบริหารราชการแผ่นดิน ไปในทิศทางเดียวกัน ผมคิดว่าสร้างปัญหามากมายให้เกิดขึ้น ฉะนั้นเมื่อเป็นแบบนี้เราก็ต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ บางส่วนเราได้ข้อมูลมาจากใครก็ไม่รู้ล่ะ เราก็เอาข้อมูลเหล่านี้มา ใช้เป็นใบเสร็จในการเช็คบิล ต่อรัฐบาลอย่างแน่นอน ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้งหมด”
— รังสิมันต์ กล่าว
เมื่อถามว่าข้อมูลได้มาจากฝั่งรัฐบาลหรือไม่ รังสิมันต์ ระบุว่า ตอบไม่ได้ แต่เอาเป็นว่าเรามีข้อมูลหลายทาง ผมไม่กล้าที่ยืนยันว่าข้อมูลได้มาจากใครบ้าง แต่คิดว่าข้อมูลทั้งหมดมาจากหลายส่วน และทำให้เห็นเป้าของการอภิปรายชัดเจนมากยิ่งขึ้น
- ไทยได้ประโยชน์อะไร? ‘โรม’ เย้ย ‘นายกฯ-ภูมิธรรม’ พาสื่อตามความเป็นอยู่ ‘40อุยกูร์’ หลังส่งกลับจีน อัดยิ่งไปยิ่งแสดงถึงความผิดพลาด ถามไทยได้ประโยชน์อะไร?
นอกจากนี้ รังสิมันต์ ยังระบุถึงกรณีที่ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม นำทีมสื่อมวลชนไปติดตามความเป็นอยู่ของชาวอุยกูร์ 40 คน หลังกลับไปยังจีนว่า ยิ่งไปยิ่งแสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดและจะเห็นความจริงได้อย่างไร การที่ภูมิธรรมไป ถามว่าเพียงแค่การพูดคุยและได้พบหน้าเพียงพอที่จะเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดได้หรือไม่ และเพราะเท่าที่ทราบว่าการไปครั้งนี้ สื่อมวลชนไม่ได้มีอิสระ หรือสื่อมวลชนที่ไปไม่ได้มีเสรีภาพในการทำข่าวขนาดนั้น ดังนั้นคิดว่าโดยภาพรวมทั้งหมดไม่ได้ตอบอะไร
“ไม่ได้ช่วยให้ในสิ่งที่โลกวิจารณ์ หรือเขากังวลว่าการส่งอุยกูร์ จะนำไปสู่การเสียชีวิต หรือการทำให้อุยกูร์ทั้ง 40 คนตกอยู่ในอันตราย ไม่ได้เปลี่ยนความคิดในเรื่องนี้ อาจทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายขึ้นอีก และในต่างประเทศอาจวิพากษ์ วิจารณ์รัฐบาลหนักยิ่งขึ้น”
— รังสิมันต์ กล่าว
รังสิมันต์ ยังมองว่า เรื่องนี้คนไทยไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่กับการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับ แต่การส่งกลับครั้งนี้ ทำให้ประเทศไทยทำงานกับประเทศอื่นที่มีจุดยืนคนละแบบยากยิ่งขึ้น ทำให้การเจรจาการค้ามีอุปสรรคยิ่งขึ้น ทำให้ถูกมองในมิติสิทธิมนุษยชนยากยิ่งขึ้น จึงอยากให้ช่วยกันตั้งคำถาม
“ตกลงแล้วประเทศไทย ได้อะไรจากการส่งชาวอุยกูร์กลับไปยังประเทศจีน เรามีปัญหากับชาติตะวันตกเราได้อะไรเจรจาการค้ายากขึ้นแล้วได้อะไร หลายประเทศมีการเตือนอาจเกิดการก่อการร้าย เราได้อะไร ซึ่งเราไม่ได้อะไรเลยจากเรื่องนี้ มีแต่ทำให้ปัญหาของประเทศไทยแย่ยิ่งขึ้น”
— รังสิมันต์ กล่าว
รังสิมันต์ ยังระบุว่า ในสภาวะที่เศรษฐกิจแย่ขนาดนี้ เราหวังพึ่งการค้ากับต่างประเทศ ต้องไม่ลืมว่า จะค้าขายกับประเทศจีนอย่างเดียวไม่ได้ ยิ่งเรื่องดุลการค้าไม่ต้องพูดถึงว่าขาดดุลขนาดไหน ภาพรวมทั้งหมดนึกไม่ออกจริงๆ ว่า การที่นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และภูมิธรรม ในฐานะ ที่มีบทบาทในเรื่องนี้ช่วยตอบคำถามหน่อยว่าได้อะไรจากเรื่องนี้




