‘รังสิมันต์ โรม’ รองหัวหน้าพรรคประชาชนให้สัมภาษณ์กรณีรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชาออกมาแสดงท่าทีสนับสนุนให้ ‘พรรคเพื่อไทย’ และ ‘พรรคประชาชน' จับมือกันจัดตั้งรัฐบาล ภายหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง รวมถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้ ‘รังสิมันต์’ มีการพาดพิงถึง ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในลักษณะโหนกระแส และมีการตอบโต้กันออกมาแล้ว
ส่วนตัวไม่อยากขยายความประเด็นดังกล่าวมากนัก เนื่องจากไม่ต้องการให้เรื่องชาตินิยมถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการหาเสียงทางการเมือง โดยมองว่าสาระสำคัญของการหาเสียงควรอยู่ที่นโยบายและเจตจำนงทางการเมืองมากกว่า พร้อมย้ำว่า นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำประเทศมีหน้าที่สำคัญในการปกป้องประเทศไทยจากการแทรกแซงกิจการภายในของรัฐต่างชาติ และไม่ควรปล่อยให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น
สิ่งที่นายกรัฐมนตรีไม่ควรทำคือการนำคำพูดหรือท่าทีของรัฐต่างชาติ ซึ่งไทยเพิ่งมีความขัดแย้งกัน มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์หาเสียงทางการเมือง พร้อมสรุปว่า หน้าที่หลักของผู้นำประเทศคือการปกป้องอธิปไตย ไม่ให้ประเทศไทยถูกแทรกแซงจากภายนอก และหลีกเลี่ยงการขยายผลประเด็นดังกล่าวในทางการเมือง
ยืนยันว่า แสดงความเห็นด้วยความปรารถนาดีต่อประเทศชาติ ไม่ได้ต้องการโจมตีหรือทำลายใครทางการเมือง แต่เมื่อเห็นว่าประเด็นดังกล่าวถูกนำไปใช้ในการหาเสียง จึงจำเป็นต้องออกมาแสดงจุดยืน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากไม่มีการนำประเด็นนี้ไปขยายผล ก็อาจไม่มีใครออกมาตำหนิท่าทีของกัมพูชาอย่างจริงจัง และฝากให้สังคมพิจารณาถึงบทบาทของรัฐบาลและรัฐมนตรีต่างประเทศด้วย
สำหรับท่าทีของรัฐมนตรีกัมพูชาที่ออกมาแสดงความเห็นต่อการเมืองไทย นรังสิมันต์ มองว่า เป็นการกระทำที่ไม่ได้หวังดีต่อประเทศไทย และมีเป้าหมายเพื่อสร้างความปั่นป่วน ซึ่งไม่ใช่ธรรมเนียมปฏิบัติที่ประเทศต่างๆ ควรกระทำต่อกัน พร้อมย้ำว่า หากเกิดการเลือกตั้งในกัมพูชา ประเทศไทยก็ควรหลีกเลี่ยงการแสดงท่าทีแทรกแซงในลักษณะเดียวกัน
กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะที่ผ่านมา กัมพูชาแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าไม่ได้มีความหวังดีต่อประเทศไทย จึงเตือนทุกฝ่ายไม่ให้หลงกลหรือเล่นตามเกมที่ถูกกำหนดขึ้นมา พร้อมกล่าวถึงกระแสจากบางเพจอินฟลูเอนเซอร์ที่โจมตีตนว่าไปวิจารณ์นายกรัฐมนตรี ทั้งที่ต้นของปัญหามาจากต่างประเทศ โดยย้ำว่าจำเป็นต้องพิจารณาพฤติกรรมของผู้นำรัฐบาลไทยควบคู่กันไป
ยืนยันอีกครั้งว่า การแสดงความเห็นของตนไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำร้ายทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนใดหรือมาจากขั้วการเมืองใด แต่ต้องการเตือนสติให้ผู้นำประเทศทำหน้าที่ปกป้องประเทศไทยจากการแทรกแซงกิจการภายในของรัฐต่างชาติอย่างจริงจัง
ส่วนกรณีที่ ‘อนุทิน’ ออกมาตอบโต้การเคลื่อนไหว โดยระบุว่า ‘กลัว’ นั้น รังสิมันต์กล่าวว่า โอ๊ย เราไม่ต้องกลัวอะไรเลย เราไม่ได้ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น โดยต้องถามเราเอาอะไรมามากลัว ซึ่งลองยกตัวอย่างปัญหาของประเทศเราปัญหาน้ำท่วม ปัญหาพีเอ็มสองจุดห้า ปัญหาอะไรต่างๆ แล้วเติมคำว่า แบบอนุทิน เช่น แก้ปัญหาน้ำท่วมแบบอนุทิน แก้ปัญหาพีเอ็มสองจุดห้าแบบอนุทิน แก้ปัญหาภัยพิบัติแบบอนุทิน แก้ปัญหาโควิดแบบอนุทิน แก้ปัญหาสแกมเมอร์แบบอนุทิน เพราะที่ผ่านมาเราก็รู้กันดีอยู่แล้วว่าอนุทินทำได้หรือไม่ เรื่องนี้ตมองว่าพี่น้องประชาชนลองไปพิจารณากันดู วันนี้สิ่งที่รัฐบาลภูมิใจไทยดำเนินการอยู่ นอกจากมีบ้านใหญ่ต่างๆ ที่เข้ามา คิดว่านโยบายต่างๆ มีความเข้มแข็งมากแค่ไหน มีความพร้อมแค่ไหน
“ที่สำคัญก็คือว่าที่มันต้องถามกันให้ขาดเนาะตกลงเนี่ย มีมีทินมีนัสหรือเปล่านะครับ ตกลงเนี่ยท่านจะอุ้มธรรมนัสต่อไปเรื่อยๆใช่ไหม สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งทีอยากให้พี่น้องประชาชนลองถามกันดู เพราะว่าคิดว่าถ้าถ้ายังมี ‘ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า’ ต่อไปในการเมืองไทยในวันข้างหน้าประเทศไทยน่าเป็นห่วง"
ส่วนกรณีที่มีข้อสงสัยว่าการเคลื่อนไหวของรัฐมนตรีกัมพูชาอาจมีนักการเมืองไทยอยู่เบื้องหลังหรือได้รับผลประโยชน์นั้น นายรังสิมันต์ เผยว่า ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่ามีนักการเมืองไทยคนใดอยู่เบื้องหลัง และยังไม่สามารถฟันธงได้ว่ามีฝ่ายใดได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม มองว่าท่าทีของกัมพูชามีความพยายามสร้างแนวร่วมในมุมกลับ ซึ่งย่อมสะท้อนว่าฝ่ายตรงข้ามอาจคาดหวังให้มีใครบางคนได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าพรรคการเมืองนั้นจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
ทั้งนี้นายรังสิมันต์ ย้ำว่า สิ่งที่ประเทศไทยสามารถควบคุมได้คือท่าทีและการตัดสินใจของตนเอง จึงขอเตือนทุกฝ่ายไม่ให้หลงกลหรือเล่นตามเกมทางการเมืองของสมเด็จฮุน เซน และให้ยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก




