รังสิมันต์ โรม ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ส.ว.ไม่สามารถยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ชี้ขาดคุณสมบัติของ ส.ส.ได้ แต่มาตรา 82 ระบุว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีอำนาจทำได้ จึงเห็นว่า กกต.มีหน้าที่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยเป็นที่สุด โดยรังสิมันต์ ตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมการขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ถึงได้มีอุปสรรคหรือกระบวนการต่างๆ มากมาย ทั้งที่ในความเป็นจริง พิธา ไม่เคยมีกรณีทุจริตคอร์รัปชันจากการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งการที่ พิธา กำลังจะได้เป็นนายกฯ ก็มาจากการตัดสินใจของประชาชนจำนวนมาก ไม่ได้เป็นการเล่นแร่แปรธาตุ หรือใช้วิธีการโกงใคร ซึ่งหากย้อนเทียบตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง จะเห็นว่ากระบวนการเหล่านี้มีลักษณะมุ่งหมายที่จะจัดการพรรคก้าวไกล และพิธา อย่างเฉพาะเจาะจง
“ตนคิดว่าการใช้กระบวนการแบบนี้ ไม่ได้ทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นและศรัทธา กลับทำให้ประชาชนรู้สึกโกรธต่อความไม่เป็นธรรมที่พยายามมุ่งเข้าสู่นายพิธาด้วย จะเกิดการตั้งคำถามที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ว่าการกระทำดังกล่าว เกิดจากการพยายามใช้กระบวนการทางกฎหมายทุกอย่างที่ไม่เป็นธรรม และจะนำไปสู่การทำลายกระบวนการยุติธรรมเสียเอง สิ่งที่พยายามทำทั้งหมด คือการนำต้นทุนทางกฎหมายและทุกอย่าง ไปใช้เพื่อสกัดกั้นนายพิธา ซึ่งสุดท้าย ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ก็คือการทำลายศรัทธาของประชาชนที่จะมีต่อระบบการเมืองและกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด ดังนั้น ควรปล่อยให้มีการเดินหน้าต่อไปตามผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา นี่คือทางออกที่ดีสุดสำหรับประเทศไทยในเวลานี้” รังสิมันต์ ระบุ
ส่วนที่มีการมองว่าการลงพื้นที่ขอบคุณคะแนนเสียงของ พิธา เป็นการพยายามปลุกระดมนั้น รังสิมันต์ ชี้แจงว่า พรรคก้าวไกล พูดตั้งแต่ตอนหาเสียงเลือกตั้งแล้วว่า ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร เราก็จะเดินหน้ามาพปปะประชาชนอยู่ดี เจตนารมณ์ของเราชัดเจน ไม่ใช่ต้องการปลุกระดม ประชาชนเขารู้ว่าการเมืองเป็นอย่างไร ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาปลุกระดมทั้งสิ้น เชื่อว่าประชาชนเขาตัดสินใจอะไรเองได้
“ตนคิดว่าการใช้กระบวนการแบบนี้ ไม่ได้ทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นและศรัทธา กลับทำให้ประชาชนรู้สึกโกรธต่อความไม่เป็นธรรมที่พยายามมุ่งเข้าสู่นายพิธาด้วย จะเกิดการตั้งคำถามที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ว่าการกระทำดังกล่าว เกิดจากการพยายามใช้กระบวนการทางกฎหมายทุกอย่างที่ไม่เป็นธรรม และจะนำไปสู่การทำลายกระบวนการยุติธรรมเสียเอง สิ่งที่พยายามทำทั้งหมด คือการนำต้นทุนทางกฎหมายและทุกอย่าง ไปใช้เพื่อสกัดกั้นนายพิธา ซึ่งสุดท้าย ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ก็คือการทำลายศรัทธาของประชาชนที่จะมีต่อระบบการเมืองและกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด ดังนั้น ควรปล่อยให้มีการเดินหน้าต่อไปตามผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา นี่คือทางออกที่ดีสุดสำหรับประเทศไทยในเวลานี้” รังสิมันต์ ระบุ
ส่วนที่มีการมองว่าการลงพื้นที่ขอบคุณคะแนนเสียงของ พิธา เป็นการพยายามปลุกระดมนั้น รังสิมันต์ ชี้แจงว่า พรรคก้าวไกล พูดตั้งแต่ตอนหาเสียงเลือกตั้งแล้วว่า ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร เราก็จะเดินหน้ามาพปปะประชาชนอยู่ดี เจตนารมณ์ของเราชัดเจน ไม่ใช่ต้องการปลุกระดม ประชาชนเขารู้ว่าการเมืองเป็นอย่างไร ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาปลุกระดมทั้งสิ้น เชื่อว่าประชาชนเขาตัดสินใจอะไรเองได้




