“คดีโกงสอบท้องถิ่น” ที่สะเทือนความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม กำลังทิ้งคำถามใหญ่ไว้กลางสังคม เมื่อผู้ต้องหา 3 คนถูกปล่อยตัวเพราะส่งฟ้องไม่ทัน
‘โรม’ ชี้คดีประวัติศาสตร์ จี้ ‘อนุทิน’ ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้
รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งฟ้องผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่นไม่ทันกำหนด 84 วัน จนต้องปล่อยตัวผู้ต้องหา 3 คน ว่า เป็นเรื่องเลวร้ายอย่างมาก เพราะเป็นคดีประวัติศาสตร์และเป็นหนึ่งในคดีทุจริตที่ร้ายแรงที่สุดของประเทศไทย
รังสิมันต์ตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงเกิดปัญหาการส่งฟ้องไม่ทัน ทั้งที่ผู้ต้องหาถูกฝากขังไว้ก่อนหน้านี้ พร้อมเตือนว่า หากในอนาคตต้องดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านี้อีกครั้ง แล้วผู้ต้องหาหลบหนีหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน จะเกิดผลกระทบอย่างไร
กรณีดังกล่าวยังทำให้ข้อสงสัยเกี่ยวกับความพยายามตัดตอนคดีทางการเมือง หรือการวิ่งเต้นช่วยเหลือผู้เกี่ยวข้อง กลับมามีน้ำหนักในสายตาสังคมมากขึ้น
รังสิมันต์กล่าวว่า แม้รัฐบาลอาจอ้างว่า ป.ป.ช. เป็นองค์กรอิสระที่ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลโดยตรง แต่หากการดำเนินการของ ป.ป.ช. มีปัญหา รัฐบาลก็มีหน้าที่ตรวจสอบ เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ อนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
“นายอนุทิน จะปฏิเสธความรับผิดชอบเรื่องนี้ไม่ได้”
รังสิมันต์มองว่า การโยนความรับผิดชอบให้องค์กรอิสระเพียงอย่างเดียวไม่สมเหตุสมผล เพราะรัฐบาลยังสามารถดำเนินการตรวจสอบได้ หากต้องการเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการทุจริต แต่ตั้งข้อสงสัยว่า การที่เรื่องนี้ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างจริงจัง อาจเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญหรือเครือข่ายบางกลุ่มภายใต้รัฐบาลอนุทินหรือไม่
นัดถก กมธ. 21 ต.ค. เตรียมมาตรการหลัง ‘อนุทิน-อธิบดีกรมการปกครอง’ ไม่เข้าชี้แจง
เมื่อถามถึงแนวทางดำเนินการในฐานะประธาน กมธ.กฎหมายฯ รังสิมันต์กล่าวว่า ได้สั่งบรรจุเรื่องนี้เข้าสู่วาระการประชุม กมธ. วันที่ 21 ตุลาคมนี้ เพื่อพิจารณาติดตามข้อเท็จจริงต่อไป
ก่อนหน้านี้ กมธ.ได้ใช้อำนาจเรียกอนุทินและนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เข้าชี้แจง แต่ทั้งสองคนไม่ได้เข้าร่วมประชุม โดยรังสิมันต์ระบุว่า การไม่มาชี้แจงดังกล่าวถือเป็นการไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการ และหากเป็นข้าราชการประจำก็อาจมีความผิด จึงต้องพิจารณามาตรการดำเนินการต่อไป
รังสิมันต์ย้ำว่า หากนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ทราบเรื่อง และยืนยันว่าดำเนินการทุกอย่างด้วยความบริสุทธิ์ใจ ก็สามารถเข้าชี้แจงต่อ กมธ. พร้อมใช้อำนาจจัดการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้ทั้งหมดได้
นายกสมาคมทนายความฯ เตือนสอบ 6,000 คน อาจใช้เวลา 16 ปี เสี่ยงสาวไม่ถึงตัวการใหญ่
ขณะที่ นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย เผยผ่านเพจสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย โดยระบุว่า การที่ ป.ป.ช. ไม่สามารถสรุปสำนวนส่งให้อัยการสูงสุดฟ้องผู้ต้องหา 3 คน ภายในระยะเวลาฝากขัง 84 วัน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจากกระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. แตกต่างจากการสอบสวนของตำรวจและต้องใช้เวลา ส่งผลให้กรมราชทัณฑ์ต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้งสามคนเมื่อหมดอำนาจควบคุม
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือการที่ ป.ป.ช. ระบุว่าต้องใช้เวลาในการจัดทำสำนวน เนื่องจากมีผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้กว่า 6,000 คน ซึ่งอาจหมายถึงการเลือกดำเนินคดีกับผู้เข้าสอบทั้งหมดที่จ่ายเงินให้ตัวแทนหรือนายหน้า เพื่อให้ได้รับการคัดเลือกเข้าทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
นรินท์พงศ์ตั้งข้อสังเกตว่า แม้การดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมากจะดูเหมือนเป็นการเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการทุจริต แต่ในอีกด้านหนึ่งอาจทำให้กระบวนการทางกฎหมายล่าช้า และเสี่ยงต่อการตัดตอนพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงกระบวนการทุจริตและผู้บงการใหญ่
หากต้องสอบปากคำผู้ถูกกล่าวหากว่า 6,000 คน วันละหนึ่งคนโดยไม่มีวันหยุด จะต้องใช้เวลานานถึง 16 ปีเศษ อีกทั้งผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนอาจปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดหรือจ่ายเงินให้ใคร ทำให้การรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสาวไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังทำได้ยากขึ้น
นรินท์พงศ์เตือนว่า เมื่อเวลาผ่านไป ความสนใจของสังคมต่อคดีอาจลดลง ขณะที่พยานหลักฐานสำคัญอาจไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงตัวการใหญ่ได้ และท้ายที่สุดผู้ที่อยู่เบื้องหลังการทุจริตอาจลอยนวล
เสนอใช้ ม.135 ‘พ.ร.ป. ป.ป.ช.’ กันผู้เข้าสอบเป็นพยาน เปิดทางสาวถึงเบื้องหลัง
นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยเสนอว่า ป.ป.ช. ควรพิจารณาใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 135 ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช. กันบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐไว้เป็นพยาน โดยไม่ดำเนินคดีกับบุคคลนั้นได้ หากให้ถ้อยคำ แจ้งเบาะแส หรือข้อมูลที่เป็นสาระสำคัญต่อการพิสูจน์ความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ถูกกล่าวหารายอื่น
นรินท์พงศ์มองว่า หาก ป.ป.ช. เลือกใช้แนวทางดังกล่าวกับผู้เข้าสอบประมาณ 6,000 คน ซึ่งอาจเป็นผู้เกี่ยวข้องในระดับปลายแถว เพื่อให้ข้อมูลนำไปสู่ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ก็อาจช่วยให้สังคมเห็นตัวการสำคัญของขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่นได้ชัดเจนขึ้น
พร้อมตั้งคำถามว่า การดำเนินคดีครั้งนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่า ป.ป.ช. จะทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชน หรือจะตอบสนองต่อผู้ที่แต่งตั้งและให้ความเห็นชอบบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งในองค์กร
‘เท้ง’ ยังไม่ฟันธงตัดตอนคดี ชี้ประชาชนต้องตรวจสอบองค์กรอิสระได้
ก่อนหน้านี้ (9 ตุลาคม) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ป.ป.ช. ส่งฟ้องผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่นไม่ทันกำหนด จนต้องปล่อยตัวผู้ต้องหา 3 คน ว่า พรรคคาดหวังให้ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้
อย่างไรก็ตาม ณัฐพงษ์ย้ำว่า คดียังไม่ถึงที่สุด และการได้รับการปล่อยตัวไม่ได้หมายความว่าผู้ต้องหาบริสุทธิ์ จึงต้องการให้ทุกหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุล ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ท่ามกลางคำถามจากสังคมที่เพิ่มขึ้นต่อการทำงานของ ป.ป.ช.
เมื่อถูกถามว่า การส่งฟ้องล่าช้าอาจเป็นความพยายามตัดตอนเพื่อไม่ให้สาวถึงตัวการใหญ่หรือไม่ ณัฐพงษ์ระบุว่า กระบวนการยังไม่สิ้นสุด จึงอาจเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเป็นความพยายามตัดตอนคดี
แต่หากมองเฉพาะกรณีนี้ ก็เข้าใจได้ว่าทำไมสังคมจึงตั้งคำถามต่อความล่าช้าของ ป.ป.ช. ทั้งที่มีเวลาและพยานหลักฐานจำนวนมาก
ณัฐพงษ์ยังกล่าวว่า หากต้องการให้องค์กรอิสระทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ประชาชนก็ควรมีอำนาจหรือช่องทางตรวจสอบการทำงานขององค์กรเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายส่งเสียงสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยชี้ถึงประชาชน 21 ล้านเสียงที่ลงประชามติเห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อพัฒนากลไกตรวจสอบและถ่วงดุลให้ยึดโยงกับประชาชนมากยิ่งขึ้น




