‘โรม’ เย้ย ‘ธรรมนัส’ ไม่กล้าเผชิญความจริง หลังบอกจะไม่มาชี้แจง ‘กมธ.มั่นคงฯ’ ปม ‘เบจามิน’

8 ต.ค. 2568 - 12:12

  • ‘โรม’ ย้อน ‘ธรรมนัส’ ไหนบอกว่าอย่าปากกล้าขาสั่น แต่ตัวเองกลับไม่กล้าเผชิญหน้าความจริง เข้าแจง ‘กมธ.มั่นคงฯ’ ปม ‘เบนจามิน’ ยันเก็บข้อมูลปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์แบบตายยกรัง ย้ำไทยกำลังเจอปัญหาทุนเทายึดชาติ

  • จี้ ‘อนุทิน’ แก้ปัญหาส่วยสัญชาติ หลังตั้ง ‘คกก.สอบ’ แต่เรื่องเงียบ ชี้ปล่อยไว้คนอาจมองนายกฯ มีส่วนรู้เห็น-มหาดไทยเอี่ยว

  • บอกสันติภาพเป็นเรื่องส่วนตัว หลังมีกระแส ‘โดนัล ทรัมป์’ จ่อนั่งหัวโต๊ะลงนามยุติความขัดแย้ง ‘ไทย-กัมพูชา’ ชี้ ไม่ใช่มาตกลงแล้วแยกย้าย ลั่นบางครั้งไม่ต้องไปตามมหาอำนาจ

‘โรม’ เย้ย ‘ธรรมนัส’ ไม่กล้าเผชิญความจริง หลังบอกจะไม่มาชี้แจง ‘กมธ.มั่นคงฯ’ ปม ‘เบจามิน’

ที่รัฐสภา รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐกิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่จะมีการเชิญ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เข้ามาชี้แจงต่อ กมธ. เรื่องความสัมพันธ์กับ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ เบน สมิธ ที่ปรึกษาของ สมเด็จ ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา แต่ปรากฎว่า ร.อ.ธรรมนัส ยืนยันว่าจะไม่มาชี้แจงต่อ กมธ.  

รังสิมันต์ ระบุว่า ตอนนี้สับสนว่าควรจะเชื่อ ร.อ.ธรรมนัส เรื่องอะไรบ้าง เพราะเจ้าตัวพูดหลายอย่าง และล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส ได้ส่งทีมงานมาฟ้องผม ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ร.อ.ธรรมนัส บอกว่าพร้อมมาให้ข้อมูลกับ กมธ. จึงมองว่า ร.อ.ธรรมนัส เป็นคนที่เชื่อถือได้ยาก 

“ต้องตั้งคำถามไปยัง ร.อ.ธรรมนัสว่า ไหนบอกว่าอย่าปากกล้าขาสั่นแล้วกัน แต่ตอนนี้ตกลงแล้ว ร.อ.ธรรมนัส ไม่กล้าที่จะมาเผชิญหน้ากับความจริง และในวันที่ 9 ต.ค. ผมจัดเวลาสำหรับการสอบข้อเท็จจริงจาก ร.อ.ธรรมนัส ค่อนข้างน้อยแค่ 1 ชม. คือช่วงเวลา 11.30 น. ไม่เกิน 12.00 น. และเข้าใจว่าในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีและรองนายกฯ คงมีภารกิจจำนวนมากมาย แต่การที่มาชี้แจงกับ กมธ. ไม่ได้เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ มีรัฐมนตรีหลายคนที่เคยมาชี้แจงกับกมธ. แต่ทำไมร.อ.ธรรมนัส ไม่กล้ามาเผชิญกับความจริง และท่านควรมาชี้แจงให้ชัดเจนกับสื่อมวลชน”

รังสิมันต์ กล่าว

รังสิมันต์ อธิบายเพิ่มเติมว่า วันที่ 9 ต.ค.นี้ กมธ. ได้เตรียมไว้สอบถาม ร.อ.ธรรมนัส หลายประเด็น ทั้งเรื่อง เบนจามิน และเรื่องอาคารของกัมพูชาที่ล้ำเข้ามาในจังหวัดตราด แม้ตอนนี้ยังไม่พบว่ามีความเชื่อมโยงกับเบนจามิน แต่เรายืนยันว่าจะสอบเรื่องของเบนจามินต่อแน่ โดยจะมีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูล เพื่อดูเรื่องของเส้นเงิน เนื่องจากหลักฐานที่สำคัญที่สุดในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์คือเส้นทางการเงินว่าจะเข้าเงื่อนไขการเอาผิดได้หรือไม่ ย้ำว่า ว่าจะเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ามาสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด

ส่วนข้อมูลขณะนี้ เพียงพอที่จะนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลได้หรือไม่ รังสิมันต์ ระบุว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเรียกข้อมูลทั้งหมด และเห็นว่าการที่ทีมงานของ ร.อ.ธรรมนัส ในช่วงที่ผ่านมาถือว่าเป็นการให้ข้อมูลที่ค่อนข้างดี เช่น เบนจามิน ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของสมเด็จฮุนเซน ที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นคนแนะนำให้กับร.อ.ธรรมนัสรู้จัก กันมานานเป็นปี และมีการจัดที่ปรึกษาดูแลเบนจามินในเรื่องธุรกิจ และส่วนตัวไม่เชื่อว่าจะเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะนอมินี ดังนั้นต้องสอบกันต่อไป เพราะธุรกิจหลายอย่างที่เชื่อมโยงไปถึงเบนจามิน ซึ่งฟังดูแล้วคล้ายนอมินี ยืนยันที่จะให้ความเป็นธรรมมากที่สุดและเรียกข้อมูลมาสอบ

“ตอนนี้อยากจะเก็บข้อมูลและนำไปสู่ ที่เรียกว่าตายยกลัง เอาให้เป็นลักษณะแบบนั้น สาวถึงใคร เจอใคร ดำเนินการอย่างแน่นอน ไม่ต้องห่วง บางคนบอกว่าเรื่องนี้มีมูลหรือไม่ เรื่องนี้เต้าข่าวหรือไม่ เอาข่าวมาเล่นไม่มีข้อเท็จจริงหรือไม่ ไม่เป็นไร รอดู ผมค่อนข้างมั่นใจว่าข้อมูลที่ได้รับมา มันชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่ใช่แค่หยุดที่คุณธรรมนัส ผมอยากใช้ประโยคนี้ เรื่องนี้มันใหญ่มาก เป็นเรื่องที่อยากให้สื่อมวลชนและประชาชนให้ความสำคัญ”

รังสิมันต์ กล่าว

รังสิมันต์ ยังระบุว่า วันนี้สิ่งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ คือทุนเทากำลังจะยึดชาติเรา นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าทุนสีเทาทั้งหลายกำลังจะยึดประเทศของเรา ผ่านธุรกิจ ผ่านบริษัทที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ ในเรื่องนี้แทนที่จะกล่าวหาคนที่เปิดโปง มากล่าวหาผม ย้อนถามว่าหากมองไปรอบตัวไม่รู้สึกถึงความผิดปกติเลยใช่หรือไม่ ว่าประเทศของเราเต็มไปด้วยเรื่องสีเทา เรื่องสีเรื่องของคนไม่สมควรอยู่ในประเทศนี้ แต่สามารถเข้ามาอยู่ในประเทศแล้วยึดธุรกิจของคนไทย

“ถ้าพวกคุณไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ ต้องส่องกระจก แล้วถามตัวเองว่า ยังมีจิตสำนึกกันหรือเปล่า แต่ถ้ารู้สึกว่าวันนี้ประเทศกำลังเผชิญกับภัยอันตรายขนาดนี้ แล้วผมในฐานะที่ออกมาเปิดโปงเรื่องนี้ ผมคิดว่าเราควรสนับสนุนกันและกัน”

รังสิมันต์ กล่าว

เมื่อถามว่า ยังยืนยันที่จะเดินหน้าหรือไม่แม้ว่าจะมีการฟ้องปิดปาก รังสิมันต์ ระบุว่า ไม่มีความลำบากใจเกี่ยวกับเรื่องกฎหมาย เพราะรู้ว่าผมกำลังทำอะไร การที่ผมเอ่ยชื่อตรงๆ เพราะรู้ว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ให้ได้รู้กันว่าคนที่ออกมาแฉเรื่องทุนสีเทา สุดท้ายพวกทุนเทาจะมีมาตรการเรื่องนิติสงครามจะยืนยันเพื่อปกปิดปากผมสำเร็จ ก็ให้รู้กันไปว่าคนที่ออกมาพูดเรื่องแบบนี้สุดท้ายจะได้รับผลเสียหายเอง 

ส่วนจะสามารถเปิดเผยกระบวนการเหล่านี้ได้สำเร็จหรือไม่ รังสิมันต์ ย้ำว่า ผมจะทำอย่างเต็มที่ ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ตนคนเดียว แต่อยู่ที่คนอยู่ในกระบวนการยุติธรรม คนที่อยู่ในรัฐบาล คนที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนตัวในฐานะ สส. และกมธ.ฯ ยืนยันทำอย่างดีที่สุด 

  • จี้ ‘อนุทิน’ แก้ปัญหาส่วยสัญชาติ หลังตั้ง ‘คกก.สอบ’ แต่เรื่องเงียบ ชี้ ปล่อยไว้คนอาจมองนายกฯ มีส่วนรู้เห็น-มหาดไทยเอี่ยว ขออย่าให้เป็นแค่ลมปาก พูดให้ดูสวยหล่อ

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังถามถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติ ที่เชื่อมโยงกับความมั่นคงของประเทศ กรณีการเร่งรัดแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา หลังเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องอาทิ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน กรมสอบสวนคดีพิเศษ มูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล สำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก และอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เข้าให้ข้อมูล

รังสิมันต์ เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานเข้ามาให้ข้อมูลแล้ว ทราบว่าเราได้ดำเนินการให้สัญชาติกับคนที่ควรจะได้สัญชาติอยู่ในประเทศไทยแล้ว 4.8 แสนคน แต่ที่ผ่านมาหลายพื้นที่ยังมีปัญหา โดยมีผู้ฉวยโอกาสเรียกรับเงินกับคนที่ควรจะได้รับสัญชาติ ตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป แต่การจะสาวไปถึงตัวการไม่ใช่เรื่องง่าย พร้อมยืนยันว่าจะตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไป 

ส่วนกรณีที่กระทรวงมหาดไทยมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน แต่เรื่องดูเหมือนจะเงียบไป รังสิมันต์ ระบุว่า เรายังไม่เห็นความคืบหน้า จึงต้องพยามใช้กลไกของ กมธ.ตรวจสอบเรื่องนี้ให้เต็มสามารถ 

เมื่อถามว่า ในวันที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เข้าสภาฯ วันแรกก็มีการสอบถามกับ กัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ถึงกรณีดังกล่าวด้วย รังสิมันต์ ระบุว่า เรื่องการทุจริตในส่วนที่เกี่ยวพันกับกระทรวงมหาดไทย อนุทินในฐานะที่เป็นนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ปล่อยไว้ไม่ได้ เป็นเรื่องที่ต้องจัดการ ถ้าปล่อยไว้แสดงว่าท่านอาจจะเกี่ยวข้องหรือถูกกล่าวหาได้ว่า มีส่วนรู้เห็นเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น 

“ที่ผมต้องพูดแรงก็เพราะว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องลับอีกแล้ว แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้ เรารู้ถึงขนาดที่ว่าหลังจากที่มีการตั้งคณะกรรมการสอบเรื่องเงียบ คนที่เป็นนายกฯ จะดำเนินการอย่างไร หากท่านไม่ดำเนินการแสดงว่าท่านปล่อยให้เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติในกระทรวงมหาดไทยใช่หรือไม่ สุดท้ายนโยบายที่ท่านอยากจะรักษาหลักนิติธรรมต้องการจะแก้ปัญหาคอรัปชั่นก็จะไม่ใช่เรื่องจริง เป็นเพียงแค่ลมปากที่พูดอย่างไรก็ได้ขอให้ดูสวยดูหล่อ”

รังสิมันต์ กล่าว

  • บอกสันติภาพเป็นเรื่องส่วนตัว หลังมีกระแส ‘โดนัล ทรัมป์’ จ่อนั่งหัวโต๊ะลงนามยุติความขัดแย้ง ‘ไทย-กัมพูชา’ ชี้ ไม่ใช่มาตกลงแล้วแยกย้าย เหตุรายละเอียดเยอะ-ปัญหาเพียบ ซุกไว้ใต้พรม ลั่นบางครั้งไม่ต้องไปตามมหาอำนาจ

อีกประเด็นที่ถูกถามถึง คือเรื่องการปลุกระดมของฝ่ายกัมพูชา รังสิมันต์ ระบุว่า ได้ประสานกับฝ่ายความมั่นคงเป็นระยะ อยากให้ทุกอย่างจบลง อย่างที่เราสามารถบังคับใช้กฎหมายได้ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้เกิดความสูญเสีย อยากให้จบลงอย่างเรียบง่ายที่สุด และไม่อยากให้เรื่องนี้บานปลาย ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ได้

ส่วนกรณีที่ โดนัล เจ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ต้องการได้รางวัลสันติภาพ โดยเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา รังสิมันต์ ระบุว่า เรื่องรางวัลสันติภาพเป็นเรื่องส่วนตัว แต่คิดว่าเรื่องนี้ต้องดูในรายละเอียด จะบอกว่าทุกคนตกลงกันมาแยกย้ายแล้วจบ ไม่ใช่ เพราะมีรายละเอียดเยอะ ต้องยอมรับว่าปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ซุกใต้พรมไว้เยอะ ใครบ้างเกี่ยวข้องต้องไปไล่บี้กันทีหลัง แต่ด้วยความที่ถูกซุกเอาไว้ใต้พรมเป็นเวลานาน การจัดการไม่ใช่เรื่องง่าย เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นไปตามที่มหาอำนาจต้องการ บางครั้งเขาไม่ได้มีข้อมูล เราต้องคุยกับเขา เราต้องให้ข้อมูลกับเขา รายละเอียดแบบนี้เป็นรายละเอียดที่สำคัญ ถ้าเปรียบเทียบทางสหรัฐฯ เองก็มีปัญหาหลายอย่างคล้ายกัน

เมื่อถามถึงที่จะมีการประชุมอาเซียนซัมมิท ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ อาจจะมีการประชุมที่ โดนัล ทรัมป์ ต้องการเป็นประธานลงนามยกเลิกข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชา โดยมีเงื่อนไขว่าต้องไม่มีจีนมาเกี่ยวข้อง รังสิมันต์ กล่าวว่า คงต้องคุยกันก่อนเรื่องนี้ อาจจะไม่ใช่เรื่องที่เราจะสามารถตัดสินได้ทันที คิดอ่านได้อย่างรวดเร็วทันที เราต้องมองจังหวะก้าว แต่เราต้องยอมรับว่าเราอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของชาติมหาอำนาจ ดังนั้น ความสำคัญที่สุดของเรื่องนี้คือเราจะทำอย่างไรที่เราจะรักษาผลประโยชน์ของชาติไทยสูงสุด ในท่ามกลางความขัดแย้งดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้ต้องมองละเอียด

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์