ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านถึงเรื่องการเซ็นเอ็มโอยูของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับ สหรัฐฯ ความว่า MOU แรร์เอิร์ธ ไทยได้อะไร อนุทิน เซ็น MOU ที่ทำให้ไทยเสียเปรียบสหรัฐฯมากขนาดนี้ได้อย่างไร โดนล็อคทุกทาง หนักกว่านั้นคือ ไม่มีแม้แต่การระบุเรื่องสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการแรร์เอิร์ธ ทั้งที่ภาคเหนือกำลังเผชิญปัญหาน้ำเป็นพิษอย่างหนักจากเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน ปัญหาในประเทศยังไม่แก้ แต่กลับไปสร้างปัญหาใหม่เพิ่ม
จาก MOU ที่นายกรัฐมนตรีลงนามร่วมกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวานนี้ (26ต.ค.) สิ่งที่ผมตั้งคำถามอย่างแรกคือ
-“เราไปลงนามด้านสันติภาพ แล้วแรร์เอิร์ธ เกี่ยวอะไรด้วย?” เพราะมันไม่มีความจำเป็นใดๆ ในการเซ็น MOU นี้เลย คำถามต่อมาคือ
-“นายกฯบอกว่าได้มีการนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมาแล้ว โดยกรมเหมืองแร่ฯ” ผมรีบกลับไปย้อนดูสรุปผลการประชุม ครม.ทันที เพราะไม่เคยเห็นประเด็นนี้เลย สุดท้ายก็ไม่มีเรื่องนี้ระบุในสรุปผลประชุม ครม. เลยจริงๆ
อีกทั้งกรมเหมืองแร่ฯ เองยังไม่มีความเชี่ยวชาญในประเด็นแรร์เอิร์ธเลย ในที่ประชุมอนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามแดน กรมฯยังไม่สามารถอธิบายได้เลยว่า การทำเหมืองแรร์เอิร์ธในประเทศเพื่อนบ้านทำด้วยวิธีอะไร
ผมต้องไล่อธิบายวิธีทำแบบ In-situ leeching ที่เจาะรูแล้วฉีดสารเคมีลงดินให้กรมฯฟัง ในเมื่อรัฐไทยยังไม่มีความพร้อม แล้วรัฐบาลยอมเซ็นให้ประเทศเสียเปรียบขนาดนี้ได้อย่างไร และใน MOU ฉบับนี้ก็ยังไม่มีการระบุเรื่องการทำเหมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยซ้ำ
ทั้งๆ ที่เรากำลังเจอปัญหาน้ำเป็นพิษที่เชียงใหม่และเชียงรายกันอย่างหนัก รัฐบาลทำให้ไทยกลายเป็นแค่หมากในสงครามแรร์เอิร์ธระหว่างจีน-สหรัฐฯ ไปแล้ว
ที่แย่ขึ้นไปอีก คือ แม้แต่กฎหมายภายในประเทศของเราเองทุกวันนี้ เรายังไม่มีการตรวจสอบ Supply chain ของแร่ที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านมาในประเทศเรา ผู้นำเข้าไม่ต้องระบุว่าเอามาจากเหมืองไหน มีการจัดการด้านมลพิษในเหมืองนั้นอย่างไร
บอกแค่ว่ามาจากประเทศไหนแค่นั้น นำเข้าได้แล้ว ชัดเจนว่า ภายในประเทศเรายังไม่จัดการ ทางแก้ปัญหาเดิมยังไม่มี แต่รัฐบาลกลับเลือกสร้างปัญหาใหม่
MOU ฉบับนี้ถูกบีบเอาไว้หลายประการด้วยกันครับ
1.ให้สิทธิสหรัฐฯ มาวิเคราะห์การขยายพื้นที่และพิกัดของแร่หายากในประเทศไทย
2. หากเจอพื้นที่แร่หายาก สหรัฐฯ รู้ก่อนนะ โดยระบุไว้เลยว่า ต้องบอกสหรัฐฯ ให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และสหรัฐฯ คาดหวังว่าจะได้โอกาสในการลงทุนก่อนเจ้าอื่นด้วย
3. กระบวนการอนุญาตต่างๆ จากผู้ลงทุนของสหรัฐฯ ทั้งจากกฎหมายระดับชาติ หรือ ท้องถิ่น ต้องถูกทำให้รวดเร็วและคล่องตัวมากขึ้นด้วย
4. แม้การยกเลิก MOU ฉบับนี้ถูกระบุให้สามารถทำได้ทุกเมื่อ แต่ก็ระบุแนบท้ายไว้ด้วยเช่นกันว่า โครงการใด ๆ ที่ตกลงกันแล้วก่อนยกเลิก ให้ยึดถือการดำเนินการตาม MOU ฉบับนี้ต่อ แม้ MOU จะถูกยกเลิกไปแล้ว
นี่ทรัพยากรของประเทศนะครับ ไม่ใช่สิ่งที่จะเอาไปต่อรองเพื่อผลประโยชน์แอบแฝงอะไรแบบนี้ ผมไม่สามารถเชื่อได้เลยว่า รัฐบาลจะยอมเซ็น MOU ที่ประเทศไทยเสียเปรียบทุกทางแบบนี้ โดยไม่มีผลประโยชน์ใดๆ เลย และการยกเลิก MOU กับประเทศใหญ่ที่มีช่องทางบีบเราได้หลายทางแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายด้วยนะครับ
รัฐบาลทำพลาดมาก หากรัฐบาลจะอ้างว่า MOU ผูกพันทั้งสองฝ่ายเท่าๆ กันในลักษณะที่ไม่ใช่สนธิสัญญา แต่อ่านถ้อยคำที่ระบุล้วนแต่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายสหรัฐฯ เพราะฝ่ายไทยไม่สามารถไปลงทุนแรร์เอิร์ธในสหรัฐฯ แน่นอน เพราะการทำแรร์เอิร์ธในทวีปอเมริกาต้องใช้ต้นทุนสูงกว่าฝั่งประเทศเราหลายเท่า เนื่องจากต้องเจาะผ่านชั้นหินแข็ง และโอกาสที่จะเจอ Heavy rare earth ที่มีราคาตลาดสูงมาก ๆ ก็น้อย ส่วนมากจะเป็น Light rare earth ที่มีราคาตลาดต่ำกว่ามาก
มาถึงตรงนี้ ชัดเจนว่าผมไม่เห็นด้วยกับการลงนาม MOU ฉบับนี้ เพราะฉะนั้นจาก MOU ฉบับนี้ ในระหว่างที่รัฐบาลเป็นรัฐบาลชั่วคราวก่อนยุบสภา
รัฐบาลต้องไม่พิจารณาการทำเหมืองแรร์เอิร์ทในประเทศ และห้ามเปิดช่องให้สหรัฐฯใช้ MOU ฉบับนี้มาบีบให้ไทยต้องเปิดทางการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธภายในประเทศให้กับสหรัฐอเมริกา และเร่งการทำ domestic law ตาม MOU ให้เข้มขึ้นจากการออกกฎหมายลูกต่าง ๆ ตามพ.ร.บ.แร่ ให้เข้มงวด ในระหว่างที่รอการแก้ พ.ร.บ.แร่ เพื่อเพิ่มความรัดกุมรอบด้าน ไม่ให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมของชาติ




