'พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว' กล่าวว่า ทั้ง 3 ข้อกล่าวหาที่ยกคําร้องโดยเฉพาพข้อกล่าวหาที่ 3 ซึ่ง 'กกต.' ชี้แจงว่าโพยไม่ผิดนั้น ตนเองยืนยันได้ว่ามีขบวนการในการจัดทําขึ้นและโพยฉบัยแรกที่ตนเองไปพบนั้นถือเป็นโพยฉบับแรกที่ไม่มีการต่อเติมเสริมแต่งขึ้นมา จึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง แต่เมื่อ กกต. พยายามวินิจฉัยเป็นความผิดส่วนบุคคล จึงมองว่า กกต. ไม่วินิจฉัยตามพยานหลักฐาน
โดยสรุปแล้วทั้ง 77 ราย กกต. วินิจฉัยในลักษณะของคดีอาญาเป็นหลัก แต่ยังมีความผิดตามมาตรา 62 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ที่ระบุว่าเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ศาลจะต้องยื่นคําร้องเพื่อเพิกถอนสิทธิการเลือกของผู้ที่ได้มาโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่ง กกต. ไม่ได้พูดถึงมาตรา 62 เลย หรือเจตนาจะปล่อยปะละเลยหรือไม่ จึงถือว่า กกต. ไม่ปฏิบัติไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องรวมทั้งไม่เป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฎในสํานวน
ในส่วนนี้จึงถือว่า กกต. ได้ละเมิด ตามมาตรา 32 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กําหนดไว้ว่า กกต. หรือเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ทําให้การเลือก สว. เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม หากละเลยหรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบถือว่ามีความผิด ระวางโทษจําคุก 10 ปี
วันนี้กลุ่ม สว.สํารอง จึงใช้สิทธิในการยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาได้ภายใน 3 วัน ตามมาตรา 44 โดยจะขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนคําวินิจฉัยที่ กกต. วินิจฉัยว่า ผู้เกี่ยวข้องที่ถูกกล่าวหาในข้อกล่าวที่ 1-3 ที่บอกว่าไม่ผิดขอให้เพิกถอนคําสั่งนี้ และขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยใหม่ และขอให้ไต่สวนว่าเมื่อมีการทุจริตเป็นรูปแบบหรือขบวนการที่ทําให้การเลือก สว. ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ต้องให้ กกต. ดําเนินการพิจารณา สว. 138 คน และส่งมาให้ศาลฎีกาใหม่
“โดยสรุปคือ ขอให้ศาลไต่สวน หากไม่ถูกต้องขอให้ศาลสั่งให้ กกต. ทบทวนเหมือนทําการบ้านส่งขึ้นมาใหม่“
พล.ต.ท.คำรบ ระบุว่า คาดหวังว่าศาลให้ความเมตตาในการพิจารณารับคําร้องในวันนี้และเปิดองค์คณะไต่สวนเพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องของการวินิจฉัยของ กกต. และยอมรับว่าไม่หนักใจที่ กกต. มีการเตรียมความพร้อมไว้อยู่แล้วว่าจะมีการฟ้องร้อง เพราะการที่มาร้องในวันนี้ได้มีการคาดการณ์ไว้แล้ว มีการร่างหนังสือมาเป็นเดือน
ส่วนการที่ กกต. ชุดใหญ่ มีความพยายามโยนความผิดให้อนุกรรมการชุด 36 ที่อ้างว่าพยานหลักฐานมาไม่ถึง กกต. ใหญ่ ชุดใหญ่ จึงอ้างว่าไม่มีพยานหลักฐานที่สามารถพิจารณาความผิดได้ พล.ต.ท.คำรบ ระบุว่า ในฐานะผู้บริหารต้องไม่โทษหรือโยนความผิดให้ใครต้องมีการวินิจฉัยหรือพิจาณาให้รอบครอบ เมื่อผู้บริหารตัดสินใจหรือวินิจฉันแล้วต้องรับผิดชอบในส่วนที่วินิจฉัยด้วยตัวเอง
ส่วนกรณีหากคดีถึงที่สุดและศาลรับคําร้องสั่ง สว. 26 ราย หยุดปฏิบัติหน้าที่ กลุ่ม สว.สํารอง ยินดีรับตําแหน่งหรือไม่ พล.ต.ท.คำรบ ระบุว่า แม้ผลจะออกมาอย่างไรก็น้อมรับเพราะที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้สังคมตะหนักถึงความไม่ชอบธรรมในการเลือกตั้ง สว. ครั้งที่ผ่านมา ดังนั้นทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย
ทั้งนี้กลุ่ม สว.สํารอง ได้อ่านแถลงการณ์ระบุว่า ประเด็นสำคัญคือ ขอให้ศาลตรวจสอบพยานหลักฐานทั้งหมด โดยเห็นว่า มาตรา 62 ใช้เกณฑ์ หลักฐานอันควรเชื่อได้ ว่าการเลือกอาจไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม ไม่จำเป็นต้องถึงระดับพิสูจน์ความผิดทางอาญา และการตรวจสอบไม่ควรจำกัดเฉพาะหลักฐานการจ่ายเงิน แต่รวมถึง พฤติการณ์และความเชื่อมโยงของเครือข่าย ด้วย
สว.สำรอง ย้ำว่า การยื่นคำร้องไม่ได้มุ่งช่วยบุคคลใดหรือกดดันศาล แต่ต้องการให้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานได้รับการตรวจสอบอย่างครบถ้วน เพื่อรักษาความสุจริตเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือก สว.




