‘ดับไฟใต้’ ต้องรีเซ็ตวิธีคิด ไม่ใช่แค่เปลี่ยนตัวบุคคล?

27 ส.ค. 2569 - 11:30

  • ‘วันวิชิต’ ชี้โจทย์ “ไฟใต้” ถึงเวลาต้องรีเซ็ตวิธีคิด ลดพื้นที่ความรุนแรง พร้อมสร้างแนวร่วมประชาชน

  • แนะเดินหน้าข่าวกรองอย่างต่อเนื่อง ยกระดับคน-โครงสร้างพื้นฐาน และดึงครูสอนศาสนาเข้าสู่ระบบ

  • มอง ‘พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์’ เหมาะรับไม้ต่อเลขาฯ สมช. ท่ามกลางภารกิจชายแดนรอบด้าน

‘ดับไฟใต้’ ต้องรีเซ็ตวิธีคิด ไม่ใช่แค่เปลี่ยนตัวบุคคล?

ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สัมภาษณ์ในรายการ “สนามข่าว 96” ถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างด้านความมั่นคง

โดยมองว่าโจทย์สำคัญจากนี้คือการ “รีเซ็ตวิธีคิด” ต่อปัญหาภาคใต้ ไม่ควรยึดติดกับกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่กำหนดเป้าหมายการบรรลุสันติภาพภายในปี 2570 เพราะหากแนวโน้มไม่เป็นไปตามเป้าหมาย กรอบดังกล่าวอาจกลายเป็นแรงกดดันมากกว่าจะช่วยแก้ปัญหา

รีเซ็ตวิธีคิด ลดพื้นที่ความรุนแรง

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือการทำให้สถานการณ์บรรเทาลง โดยจำกัดหรือลดพื้นที่การเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม เนื่องจากปัจจุบันการใช้ความรุนแรงมีเป้าหมายสำคัญในการทำให้ประชาชนไม่กล้าออกมาเป็นมวลชนหรือแนวร่วมกับรัฐ

ที่ผ่านมา กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า พยายามเข้าถึงประชาชนและทำสงครามทางความคิด ซึ่งประสบผลในระดับหนึ่ง แต่เมื่อรัฐสามารถเข้าถึงพื้นที่และประชาชนได้มากขึ้น กลุ่มขบวนการจึงหันกลับมาใช้ความรุนแรงเพื่อสกัดไม่ให้ประชาชนติดต่อหรือมีปฏิสัมพันธ์กับฝ่ายรัฐ

กรณีที่มีการแจ้งเตือนเหตุความรุนแรงจำนวนมากล่วงหน้า ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถป้องกันเหตุได้ทั้งหมด เพราะเจ้าหน้าที่ไม่อาจทราบแน่ชัดว่าจะมีการปฏิบัติการพร้อมกันหรือไม่ และมีกำลังคนเท่าใด อีกทั้งชาวบ้านที่เข้ามาติดต่อหรือให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่อาจกลายเป็นเป้าหมาย ถูกเพ่งเล็ง และส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของตัวบุคคลและครอบครัวได้

เจรจาไม่คืบ ต้องลดพื้นที่ความเคลื่อนไหว

สำหรับกระบวนการพูดคุยสันติภาพ ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่า ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า และยังมีเงื่อนไขสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถยอมรับร่วมกันได้ โดยเฉพาะข้อเรียกร้องเรื่องเขตปกครองพิเศษ ซึ่งฝ่ายรัฐไม่สามารถยอมรับได้ ทำให้ไม่สามารถหาจุดสมดุลระหว่างกันได้

เขามองว่า หากจะเดินหน้าการพูดคุยต่อ จำเป็นต้องทบทวนวิธีคิดใหม่ เพราะยังไม่แน่ชัดว่าคณะเจรจามีอำนาจและบารมีมากพอที่จะสั่งการฝ่ายปฏิบัติการในพื้นที่ได้หรือไม่ ขณะเดียวกันยังมีข้อสังเกตถึงความขัดแย้งด้านการนำระหว่างกลุ่มคนรุ่นเก่ากับกลุ่มคนรุ่นใหม่หรือฝ่ายปฏิบัติการ ซึ่งอาจทำให้การเจรจาไม่สามารถนำไปสู่การลดความรุนแรงได้

ดังนั้น รัฐจำเป็นต้องทำงานด้านการข่าวกรองอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยบุคลากรที่มีทักษะ ความคุ้นเคยกับพื้นที่ และสามารถสร้างความไว้วางใจกับประชาชนได้ เพราะงานข่าวกรองต้องใช้เวลาและความต่อเนื่อง ไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างขึ้นได้ในระยะสั้น

ทุ่มงบพัฒนา 5 จังหวัด ต้องยกระดับคนควบคู่โครงสร้างพื้นฐาน

กรณีมีข่าวว่าการประชุม ครม.สัญจรจะมีการจัดสรรงบประมาณรวมประมาณ 50,000 ล้านบาทใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่าหากเป็นการลงทุนทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาคนก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจุดแข็งของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้คือกำลังแรงงานใหม่และจำนวนคนรุ่นใหม่ที่เข้าสู่ระบบการศึกษาเพิ่มขึ้น

เขายกตัวอย่างมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาที่มีนักศึกษาจำนวนมาก และหลักสูตรที่ได้รับความสนใจ เช่น การผลิตครู สาธารณสุข และการพยาบาล ซึ่งสะท้อนว่าพื้นที่มีความต้องการบุคลากรและการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง

อีกด้านหนึ่ง จากการติดตามพื้นที่ตลอดช่วงประมาณ 20 ปี สิ่งที่เห็นว่าดีขึ้นคือคนรุ่นใหม่สามารถสื่อสารภาษาไทยหรือภาษากลางได้มากขึ้น จากเดิมที่การสื่อสารส่วนหนึ่งใช้ภาษาถิ่นหรือภาษายาวี การได้รับการศึกษาตามหลักสูตรส่วนกลางทำให้คนรุ่นใหม่เข้าใจโลกและบริบทของการอยู่ร่วมกันมากขึ้น

ผศ.ดร.วันวิชิต เสนอว่า รัฐควรนำข้อมูลขนาดใหญ่หรือ Big Data มาประมวลเพื่อดูว่าประเด็นใดสามารถยกระดับได้ และประเด็นใดยังเป็นข้อจำกัด โดยเฉพาะประเด็นโรงเรียนสอนศาสนาซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ไม่ควรปฏิเสธว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีบุคคลแปลกปลอมเข้ามาแทรกซึมในพื้นที่ดังกล่าว

ดึงครูสอนศาสนาเข้าสู่ระบบ ลดเงื่อนไขความไม่พอใจ

ในมุมของการสร้างแนวร่วม ผศ.ดร.วันวิชิต เห็นว่าแนวทางหนึ่งคือการนำครูสอนศาสนาหรือโต๊ะอิหม่ามเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง โดยยกตัวอย่างความพยายามของมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาในการจัดตั้งวิทยาลัยโต๊ะอิหม่าม เพื่อให้ครูสอนศาสนามาลงทะเบียนอยู่ในระบบ ทำให้รัฐรับรู้จำนวนและรูปแบบการเรียนการสอน โดยไม่เข้าไปแทรกแซงหรือครอบงำหลักสูตร

ขณะเดียวกันควรยกระดับค่าตอบแทนและสถานะของครูสอนศาสนาให้มีมาตรฐานมากขึ้นในลักษณะเดียวกับตำแหน่งวิชาชีพครู เพื่อให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี พร้อมนำกระบวนการต่าง ๆ เข้าสู่ระบบและแบบแผนที่ชัดเจน

แนวคิดดังกล่าวจะช่วยลดเงื่อนไขของความไม่พอใจ และเปิดพื้นที่ให้รัฐสามารถสร้างแนวร่วมและพื้นที่สมานฉันท์กับประชาชนในพื้นที่ได้มากขึ้น

‘เสธ.ปูด้วง’ เหมาะนั่งเลขาฯ สมช. ต้องกล้าเชิงรุก

เมื่อเข้าสู่ประเด็นการปรับโครงสร้างบังคับบัญชาและการแต่งตั้ง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก เป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันต้องการคนที่มีความมุ่งมั่น กล้าหาญ และสามารถทำงานเชิงรุก รวมถึงสื่อสารต่อสาธารณะได้อย่างมั่นใจ

เขามองว่า ที่ผ่านมา สมช.มีลักษณะรอคำสั่งและมีบทบาทเชิงนโยบายเป็นหลัก ขณะที่ในสถานการณ์ปัจจุบัน เลขาธิการ สมช.จำเป็นต้องมี “ลูกบู๊ ลูกแอ็กชัน” มากขึ้น โดยเฉพาะในฐานะผู้ให้คำปรึกษาและข้อมูลประกอบการตัดสินใจแก่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี

ผศ.ดร.วันวิชิต ย้ำว่า การนำทหารเข้ามารับตำแหน่งไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการย้อนกลับไปสู่แนวทางแบบเดิม เพราะขึ้นอยู่กับตัวบุคคลและภารกิจ โดย พล.อ.ชัยพฤกษ์เติบโตมาจากสายงานฝ่ายอำนวยการและงานยุทธการทหารบก ซึ่งมีลักษณะงานด้านนโยบายและการวางแผนที่ใกล้เคียงกับงานของ สมช.

นอกจากนี้ หน่วยงานด้านความมั่นคง รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศ มีการประสานข้อมูลและบุคลากรร่วมกันอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะต้องใช้เวลานานในการปรับตัวเข้ากับงาน สมช.

“ความไว้วางใจ” คือโจทย์สำคัญของเลขาฯ สมช.คนใหม่

ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่าการแต่งตั้ง พล.อ.ชัยพฤกษ์มีความสำคัญในแง่ของความไว้วางใจระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี เพราะงานด้านความมั่นคงจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่รวดเร็วและแม่นยำ หากต้องรอขั้นตอนหรือคณะกรรมการหลายชั้น อาจทำให้การตัดสินใจล่าช้า

เขากล่าวว่า จากที่มีโอกาสติดตามงานชายแดนและสัมผัสการทำงานของฝ่ายความมั่นคง พบว่านายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับบุคลากรด้านความมั่นคงหลายคน โดยเฉพาะ พล.อ.ชัยพฤกษ์และ ‘บิ๊กเล็ก’ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และอดีตเลขาฯ สมช. ซึ่งสามารถให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว

ดังนั้น การเลือกคนเข้ามาทำงานจึงควรพิจารณาจากความไว้วางใจ ประสิทธิภาพ และความเป็นมืออาชีพ มากกว่าการมองว่าเป็นทหารสายสีใด เพราะท้ายที่สุดควรยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก

ไม่ใช่ “สายเหยี่ยว” แต่ต้องกล้าปลดล็อกความรู้สึกประชาชน

ต่อข้อสังเกตว่าบทบาทการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ทั้งเรื่องกัมพูชาและสถานการณ์ภาคใต้ อาจดูแข็งกร้าวหรือเป็น “สายเหยี่ยว” ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่าต้องเข้าใจว่าทหารเองติดตามความรู้สึกของประชาชน โดยเฉพาะกระแสหลักในสังคม

เขาเห็นว่า หากเจ้าหน้าที่รัฐพยายามเดินหน้าในแนวทางสันติภาพเพียงอย่างเดียว แต่ประชาชนรู้สึกว่ารัฐไม่สามารถตอบโต้หรือจัดการกับความรุนแรงได้ ก็อาจนำไปสู่ความรู้สึกสิ้นหวังและตั้งคำถามว่ารัฐจะทำอะไรได้บ้าง

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีคนที่กล้าทำงานเชิงรุก เพื่อปลดล็อกความคิดว่าการแสดงจุดยืนที่เด็ดขาดจะต้องขัดกับแนวทางสันติภาพเสมอไป เพราะเป้าหมายสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้ประชาชนกล้าที่จะเป็นแนวร่วมและให้ข้อมูลกับรัฐ

ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่า พล.อ.ชัยพฤกษ์อาจเป็นบุคคลที่นายกรัฐมนตรีเห็นว่าเหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งรัฐบาลต้องรับมือกับภารกิจด้านชายแดนหลายด้าน ทั้งตะวันออก ตะวันตก และภาคใต้ ขณะที่บุคลากรของ สมช.มีจำนวนไม่มาก การมีบุคลากรที่มีประสบการณ์และเครือข่ายการทำงานในพื้นที่จึงช่วยให้สามารถประมวลภาพสถานการณ์ได้รวดเร็วขึ้น

‘ฉัตรชัย’ ไม่ใช่ถูกลงโทษ ย้ายไปสำนักนายกฯ ยังมีบทบาทสำคัญ

ส่วนกรณี ฉัตรชัย บางชวด ที่ขยับไปรับตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่าไม่ควรตีความว่าเป็นการลงโทษ เพราะตำแหน่งดังกล่าวอยู่ใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีและมีบทบาทด้านงบประมาณและการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี

อีกทั้ง ฉัตรชัยมีประสบการณ์ทำงานใน สมช.มาหลายปี มีความอาวุโส และมีบุคลิกประนีประนอม นอบน้อม ขณะเดียวกันบุคลากรจาก สมช.มีจุดแข็งเรื่องการจดจำข้อมูลและรายละเอียดของสถานการณ์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีประโยชน์ต่อการทำงานเชิงนโยบาย

ยังไม่มีรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง แต่ต้องระวังสายบังคับบัญชาซ้ำซ้อน

สำหรับข้อเสนอเรื่องรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลงานความมั่นคงโดยตรง วันวิชิตระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีตำแหน่งดังกล่าว โดยในทางหนึ่งอาจช่วยลดความซับซ้อนของสายบังคับบัญชา เพราะฝ่ายทหารสามารถรายงานตรงต่อนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้

เขามองว่า การจัดโครงสร้างดังกล่าวขึ้นอยู่กับบรรยากาศและบริบทของรัฐบาลในแต่ละช่วงเวลา โดยรัฐบาลชุดปัจจุบันอาจให้น้ำหนักกับมิติการกระตุ้นเศรษฐกิจและปากท้องเป็นสำคัญ

ตั้ง ผอ.สำนักข่าวกรองฯ ตามรอบ ไม่ใช่การ “รีเซ็ตองคาพยพ”

ส่วนการแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติคนใหม่ ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงตามวาระและการเกษียณอายุราชการมากกว่าจะเป็นการ “รีเซ็ตองคาพยพ” ด้านความมั่นคง

เขาอธิบายว่า สำนักข่าวกรองแห่งชาติมีวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งและมีความเป็นเอกภาพสูง หากบุคคลจากภายนอกเข้ามารับตำแหน่งอาจทำงานได้ยาก ขณะที่คนที่เติบโตมาจากสายงานข่าวกรองโดยตรงจะสามารถทำงานได้ต่อเนื่องและรักษาเอกภาพขององค์กร

แตกต่างจาก สมช.ที่มีมิติทางการเมืองและนโยบายมากกว่า ขณะที่งานข่าวกรองต้องอาศัยทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง หากไม่ได้เติบโตมากับงานข่าว อาจทำให้การทำงานต่อเนื่องเป็นเรื่องยาก ดังนั้น การแต่งตั้งตามระบบอาวุโสจึงถือว่าเป็นไปตามครรลอง และไม่จำเป็นต้องโยกย้ายสลับตำแหน่งกันไปมา

รีเซ็ตงานชายแดน ต้องปรับทั้งแพ็กเกจ ไม่ใช่เปลี่ยนแค่ตัวบุคคล

ในช่วงท้าย ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวถึงโครงสร้างการทำงานในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยมองว่า กอ.รมน.ยังคงมีความจำเป็นและมีบทบาทอยู่ แต่หน่วยงานระดับพื้นที่ที่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้นคือฝ่ายปกครองในพื้นที่ ซึ่งเปรียบเสมือน “แม่บ้าน” ที่ต้องเข้าถึงประชาชน

จากนี้จำเป็นต้องรีเซ็ตวิธีทำงาน ไม่ควรใช้รูปแบบเดิมโดยอาศัย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า หรือโครงสร้างเดิมเพียงอย่างเดียว หากมีการโยกย้ายบุคลากร ควรพิจารณาเป็นชุดหรือเป็นแพ็กเกจ เพื่อให้ผู้รับผิดชอบในแต่ละหน่วยสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง

ผศ.ดร.วันวิชิต เสนอว่า เลขาฯ หน่วยงานความมั่นคง ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ และผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค 9 ควรมีวาระการทำงานอย่างน้อยประมาณ 2 ปี เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง ไม่ใช่แต่งตั้งเพียงปีเดียวเพื่อเป็นตำแหน่งระหว่างทางหรือเป็นการปูนบำเหน็จ เพราะเมื่อเปลี่ยนตัวบุคคลบ่อยครั้ง นโยบายและแนวทางการทำงานก็เปลี่ยนตาม ทำให้การแก้ปัญหาขาดความต่อเนื่อง

คนทำงานพื้นที่ต้องอยู่กับปัญหา ไม่ใช่แค่ผ่านทาง

ท้ายที่สุด ผศ.ดร.วันวิชิต เห็นว่าหากเกิดปัญหาอาชญากรรมหรือเหตุความมั่นคงในพื้นที่ ผู้รับผิดชอบต้องสามารถออกมาชี้แจงและสื่อสารกับประชาชนได้ ดังนั้น หากจะปรับโยกย้ายบุคลากร ควรดำเนินการให้เป็นชุดที่มีความเข้าใจข้อมูลร่วมกันและสามารถประสานงานกันได้

การแต่งตั้งไม่ควรมีเป้าหมายเพียงให้บุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นระยะสั้นเพื่อรอเลื่อนขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงกว่า แต่ต้องเลือกคนที่มีความรู้ ความเข้าใจพื้นที่ มีเจตนารมณ์ในการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง และพร้อมเสียสละเพื่อทำงานในพื้นที่อย่างจริงจัง เพราะแนวทางที่ให้บุคลากรรับตำแหน่งในพื้นที่เพียงช่วงสั้น ๆ ก่อนกลับเข้าส่วนกลาง ไม่ควรเกิดขึ้นอีก

ภาพรวมจากมุมมองของ ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง คือการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้จำเป็นต้อง “รีเซ็ตวิธีคิด” ตั้งแต่กระบวนการเจรจา งานข่าวกรอง การสร้างแนวร่วมกับประชาชน ไปจนถึงการจัดวางบุคลากรในพื้นที่ โดยไม่ควรยึดติดกับกรอบเวลาเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันการปรับโครงสร้างด้านความมั่นคงก็ต้องมองเรื่องความไว้วางใจ ประสบการณ์ และความต่อเนื่องในการทำงานเป็นหัวใจสำคัญ

เพราะการแก้ปัญหาที่ยืดเยื้อไม่อาจอาศัยเพียงการเปลี่ยนตัวบุคคล แต่ต้องทำให้ทุกกลไกในพื้นที่เดินไปในทิศทางเดียวกันและอยู่กับปัญหาอย่างต่อเนื่อง

View post on Facebook

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์