รัฐสภา (9 ตุลาคม 2566) ในการประชุมวุฒิสภา (สว.) มีนายศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม พิจารณาวาระเรื่องด่วน การขอออกหมายเรียก สว.สอบสวนในฐานะผู้ต้องหาคดีอาญา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 125
โดยนายศุภชัย กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มีหนังสือมายังวุฒิสภา ขออนุญาตออกหมายเรียกตัวนายอุปกิต ปาจรียางกูล สว.ไปสอบสวน และแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมตามมาตรา 11/7 พ.ร.บ.วิธีพิจารณายาเสพติด พ.ศ.2550 ในฐานะผู้ต้องหาคดีอาญา มาตรา 127
แต่รัฐธรรมนูญ มาตรา 125 ระบุว่า ระหว่างสมัยประชุมห้ามจับคุมขัง หรือหมายเรียกตัว สส.หรือ สว.ไปสอบสวน ในฐานะเป็นผู้ต้องหาคดีอาญา เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก หรือเป็นการจับขณะกระทำความผิด การที่ตำรวจมีหนังสือมายังวุฒิสภา เพื่อออกหมายเรียกตัวนายอุปกิตไปสอบสวนในฐานะเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาระหว่างสมัยประชุม จำเป็นต้องเป็นมติที่ประชุมวุฒิสภา ตามมาตรา 125 ก่อน
สว.อุปกิต ชี้แจงว่า ขอบคุณที่ประชุมวุฒิสภาให้ชี้แจงข้อเท็จจริง เนื่องจากถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมได้รับความทุกข์ทรมานมากว่า 1 ปี ขอยืนยันความบริสุทธิ์ ก่อนเป็น สว.ในปี 2562 ได้ออกจากกรรมการหุ้นส่วน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบริษัท อัลลัวร์ กรุ๊ป
ที่ผ่านมาเกือบ 15 ปี ตนเป็นตัวแทนซื้อขายไฟระหว่างไทยกับเมียนมาร์ ที่ด่านท่าขี้เหล็ก ไม่เคยมีปัญหาแม้แต่ครั้งเดียว เนื่องจากขออนุมัตินำเงินสดออกไปทำแคชเชียร์เช็กที่ธนาคาร และนำไปจ่ายที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) แต่ปัญหาเกิดขึ้นปี 2563-2565 ที่ด่านปิดจากสถานการณ์โควิด-19 นายทุน มิน ลัต นักธุรกิจเมียนมาร์เข้ามาทำธุรกิจไฟฟ้าต่อจากตน ช่วงที่ชายแดนไทย–เมียนมาร์ ปิดมีความจำเป็น ต้องชำระเงินผ่าน Money changer (MC) ที่เป็นวิธีเดียวที่สามารถโอนเงินตามปกติของการค้าชายแดน
“การโอนเงินผ่าน MC นายทุน มิน ลัต เอาเงินไปให้ MC ฝั่งเมียนมาร์ โดยที่เงินไม่ได้รับการโอนมาจริงๆ MC คนดังกล่าวได้หาบัญชีต่างๆ ของบุคคลที่ต้องการรับเงินในฝั่งเมียนมาร์ และสั่งให้โอนเงินต่อไปยังจุดมุ่งหมายของผู้ที่จะโอน
กรณีนี้คือโอนไปที่ กฟภ. เมื่อพนักงานสืบสวนนครบาลเห็นเส้นทางการชำระค่าไฟฟ้า ก็กล่าวหาเป็นบัญชียาเสพติด ด่วนสรุปการกระทำความผิดเป็นเพียงเรื่องโอนเงินชำระค่าไฟตามบิลของ กฟภ. มูลค่าที่มาจากบัญชีที่ไม่ดีเป็นเพียง 2-3% ของมูลค่าการซื้อขายไฟ” สว.อุปกิต กล่าวชี้แจง
สว.อุปกิต ชี้แจงต่อ ทราบว่าก่อนหน้านี้พนักงานสืบสวนได้เรียกบริษัทที่ทำธุรกิจใกล้เคียงกันคือ การนำน้ำมันไปขายฝั่งเมียนมาร์มาถามว่าได้รับเงินค่าอะไร เขาตอบว่าได้รับเงินค่าน้ำมัน โดยเอาใบเสร็จที่ไม่ได้มาตรฐาน บอกพนักงานสืบสวนว่า รับเงินมาจากลุงคำ ไม่ทราบนามสกุล ทำให้พนักสืบสวนเลือกดำเนินคดีกับบริษัทที่เคยเกี่ยวข้องกับตน
จากเอกสารโจทก์ในคดีนายทุน มิน ลัต มีมากกว่า 112 บริษัท และบุคคลอีกจำนวนมากที่รับเงินจากบัญชีที่ตำรวจกล่าวหาว่าเป็นบัญชียาเสพติด ไม่มีใครที่จะเอาค่าไฟฟ้าที่ถูกกฎหมายไปฟอกผ่าน MC ให้เป็นเงินผิดกฎหมาย
สว.อุปกิต กล่าวต่อว่า หลังจากที่บุคคลในเครือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับตนถูกจับกุมตัว ผู้ว่าฯ ทั้งสองประเทศได้คุย และตัดสินใจว่าจะดำเนินธุรกิจไฟต่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน จึงให้ฝั่งเมียนมาร์เป็นผู้รับผิดชอบโอนเงิน การไฟฟ้าของเมียนมาร์ได้โอนเงินผ่าน MC คนเดิม วิธีเดิม ทุกอย่างในช่วงที่ด่านปิด
“ทำให้เห็นได้ชัดว่าการโอนเงินแบบนี้คือเรื่องปกติ แต่ที่ผิดปกติคือบริษัทในเครือที่เคยเกี่ยวข้องกับตน ถูกดำเนินคดีเพียงบริษัทเดียว ต้องการชี้ให้เห็นว่า การโอนเงินผ่าน MC เป็นปกติวิสัยของการทำธุรกิจค้าขายชายแดน”
สว.อุปกิต กล่าวว่า ส่วนกรณีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เคยอภิปรายกล่าวหาตนเป็น ‘สว.ทรงเอ’ ปรักปรำพัวพันขบวนการค้ายาเสพติด เอาหลักฐานเท็จจากเจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนส่งให้มาอภิปรายตนนั้น ยืนยันไม่เคยเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด ไม่มีอะไรมาเชื่อมโยงถึงตน
ส่วนการออกหมายจับตนต่อศาลก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีการบอกว่า ขอออกหมายจับผู้ดำรงตำแหน่งทางการ เมือง การปล่อยให้ตำรวจออกหมายจับตามอำเภอใจอาจกลั่นแกล้งกันได้ ในที่สุดศาลจึงยกเลิกหมายจับ ขณะนี้ตนฟ้องนายรังสิมันต์ โรม ข้อหาหมิ่นประมาท 2 คดี โดยคดีแรกศาลประทับรับฟ้องแล้ว
“เรื่องนี้เป็นทฤษฎีสมคบคิดของตำรวจบางคนที่มีภริยาเป็นผู้สมัคร สส.พรรคการเมืองหนึ่งในขณะนั้น และปัจจุบันเป็น สส.กทม. พรรคการเมืองหนึ่ง ทำงานเป็นกระบวนการให้นายรังสิมันต์ อภิปรายโจมตีตน เพื่อหวังผลประโยชน์การเมือง ให้ สว.แปดเปื้อน โยงไปถึงอดีตนายกฯ ที่มีส่วนสรรหา สว. เล่นการเมืองสกปรก อ้างเป็นคนรุ่นใหม่ แต่ยังใช้วิธีสกปรกมาก เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น” สว.อุปกิต กล่าวชี้แจง
สว.อุปกิต กล่าวต่อว่า อยากชี้ให้เห็นข้อบกพร่อง ทั้งกระบวนการออกหมายจับ ขั้นตอนในชั้นอัยการ ผิดจากธรรมเนียมปฏิบัติ ตนมาจากตระกูลที่รับใช้แผ่นดินมา 3 ชั่วอายุคน บิดาเป็นอดีตทูต 6 ประเทศ ตนและครอบครัวตระหนักถึงบุญคุณแผ่นดินไม่มีวันทำอะไรเลวร้ายตามที่ถูกกล่าวหา
และถึงแม้ตนจะประกาศสละสิทธิไม่ขอรับเอกสิทธิคุ้มครอง เรื่องการขออนุญาตจากที่ประชุมวุฒิสภาให้ส่งตัวไปดำเนินคดี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 125 แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะทุกอย่างต้องได้รับการอนุญาตจากที่ประชุมวุฒิสภา ตนแสดงเจตนาพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ต้องรอปิดสมัยประชุมวันที่ 30 ตุลาคม นี้ เพราะไม่ประสงค์ให้ใครเอาไปเป็นประเด็นวิจารณ์วุฒิสภา
“ขอกราบเรียนประธานและสมาชิกทุกคนว่า ผมพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ที่ผมยังมีความเชื่อมั่นอยู่ โดยไม่จำเป็นต้องขอความคุ้มครองใดๆ” สว.อุปกิต กล่าวด้วยน้ำเสียงสะอื้น
จากนั้นที่ประชุมเปิดโอกาสให้ สว.อภิปรายแสดงความคิดเห็นจะส่งตัว สว.อุปกิต ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปสอบสวนเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาระหว่างสมัยประชุม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 125 หรือไม่ มี สว.ร่วมอภิปราย อาทิ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ พล.อ.ต.เฉลิมชัย เครืองาม นายจัตุรงค์ เสริมสุข นายวิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร
โดยทั้งหมดไม่เห็นชอบให้นำตัว สว.อุปกิตไปดำเนินคดีตามที่ ผบ.ตร.ทำหนังสือขออนุญาตต่อที่ประชุมวุฒิสภามา เนื่องจากหลักการมาตรา 125 มุ่งให้ความคุ้มครองสมาชิกฐานะตัวแทนของประชาชน ไม่ใช่เป็นประเด็นเอกสิทธิ แม้ สว.อุปกิต จะขอสละสิทธิความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญก็ตาม
ผู้สื่อข่าวรายว่า มี สว.บางส่วนอภิปรายสนับสนุนให้ สว.ลงมติเห็นชอบ เพื่อเคารพหลักการของรัฐธรรมนูญ พร้อมยกตัวอย่างที่ผ่านมาในช่วงการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 พบว่ามี 2 สว. ถูกขอหมายไปดำเนินคดีระหว่างสมัยประชุม ซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวกับการฆาตกรรมภรรยาตนเอง และ เรื่องโอนเงินสหกรณ์ ซึ่งวุฒิสภาในช่วงเวลานั้นเห็นชอบ
โดย สว.อนุสิษฐ คุณากร เห็นด้วยกับการอนุญาตตามที่ ผบ.ตร.ทำหนังสือเพื่อขออนุญาต เพราะหาก สว.ปฏิเสธจะทำให้เกิดการวางหลักการ ว่าตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 125 นั้น สว.ต้องถูกปฏิเสธทุกครั้ง อย่างไรก็ดีกรณีที่ สว.อุปกิต แสดงเหตุผลว่าต้องรักษาสิทธิ เกียรติยศของตนเองและครอบครัว แม้วาระประชุมเหลือไม่กี่วัน เชื่อว่าเป็นประเด็นที่ประชาชนเห็นร่วมกันว่ากระบวนการยุติธรรมต้องตอบสนอง ทั้งฝ่ายที่กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหา
ภายหลังการอภิปราย พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1ในฐานะประธานในที่ประชุม ประกาศให้ลงคะแนน พร้อมแจ้งว่าจะเป็นการออกเสียงโดยเปิดเผยผ่านเครื่องออกเสียงลงคะแนน
สำหรับเกณฑ์การออกเสียงจะยึดเสียงข้างมากเป็นประมาณ และผลการลงมติพบว่า เสียงข้างมาก 174 ต่อ 7 เสียงไม่เห็นด้วยกับการออกหมายเรียกตัว สว.อุปกิต ไปสอบสวนฐานะผู้ต้องหาคดีอาญาระหว่างสมัยประชุม และมี สว.ที่งดออกเสียง 10 เสียง




