เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ มองกระแสของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมต.กลาโหม ยังดีอยู่และจะดีขึ้นอีกเมื่อใกล้เลือกตั้ง ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ ยังเป็นแชมป์และยังไม่เห็นว่ามีผู้นำคนไหนที่มาแทนได้ แต่ปัจจัยที่ทำให้คะแนนนิยมตัวนายกฯ ลดลง ไม่ใช่ที่ตัวนายกฯ แต่เป็นแวดล้อม จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องมีพรรคใหม่และนายกฯ ต้องเลือกพรรคใหม่ ที่บริหารแบบใหม่ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้คะแนนนิยมตัวนายกฯ กลับมาดีเหมือนเดิม ซึ่งต้องใช้ความใหม่ให้เป็นประโยชน์ ต้องมีความคล่องตัว ความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ ขณะเดียวกัน ต้องมีระบบ มีมาตรฐานในการคัดเลือกตัวผู้สมัคร ส.ส. รวมถึงการวางแนวนโยบายต่างๆ
พร้อมยอมรับว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้มีการทำโพลและมีบางอย่างที่สำนักโพลไม่มี โดยเป็นการวัดที่ข้อมูลจริง ไม่ใช่แค่สีสัน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ กระแส พล.อ.ประยุทธ์ ดีมาก และมีผลต่อการเลือกตั้งแน่นอน พร้อมยกตัวอย่างในภาคใต้ ที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นที่นิยมนิยมมากที่สุด แต่วันนี้ผู้นำที่ประชาชนชอบที่สุดคือ พล.อ.ประยุทธ์ จึงต้องวัดว่าถ้า พล.อ.ประยุทธ์ อยู่พรรครวมไทยสร้างชาติแล้วสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ เป็นอย่างไร ดังนั้นเมื่อได้กระแส ก็ต้องมีว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ที่ดี ซึ่งได้เตรียมพร้อมไว้พอสมควร ไม่แพ้พรรคไหน ซึ่งภาคอื่นก็เป็นแบบนี้เช่นกัน
ขณะที่มองว่า บัตรสองใบ ผู้สมัคร ส.ส. ทีมงาน ผู้สมัคร ผู้สนับสนุนในพื้นที่ จะเป็นปัจจัยสำคัญ แต่แน่นอนว่า หากมีกระแสพรรคหรือกระแสตัวผู้นำไปหนุนด้วยก็ยิ่งดี ซึ่งบัตรสองใบอาจทำให้ผู้สมัครดีที่ไม่มีกระแส เสียเปรียบน้อยลง
“อย่างภาคใต้ถ้ามีลุงตู่กระแสดีอยู่แล้ว เช่น ถ้าสมมติว่านายกมีเรทติ้งอยู่ 15-20% ก็ไปคำนวณว่าเป็นกี่ล้านเสียง ถ้าผู้มาใช้สิทธิ 35-40% ก็ตีกลมๆ ได้ 6 ล้านเสียง นี่คือประเมินแบบต่ำเลย แต่เชื่อว่าเมื่อไปถึงใกล้เลือกตั้งจะมีมากกว่านี้ สมมติว่า 6 ล้านหารด้วย 400 ก็จะมีไม่ต่ำกว่า 15,000-17,000 คะแนนต่อเขต ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นภาคใต้ กรุงเทพ ภาคกลาง ก็จะดีกว่าอีสานกับเหนือ อันนี้ก็ต้องยอมรับ ดังนั้นตัวผู้สมัครยังไม่ทันได้ทำอะไรมาลงรับสมัครก็มีคะแนนรองท้องแล้ว บวกกับถ้าตัวดีอีก ซึ่งพรรค มีศักยภาพในการคัดเลือกตัวดีๆ เพราะคนที่ทำงานการเมืองเป็นคนคัดสรรตัวผู้สมัครให้ เช่นในภาคใต้ เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จมากกว่า 30-40 ปี ก็มีโอกาสทั้งหมด” เอกนัฏ กล่าว
ในส่วนของพื้นที่กรุงเทพฯ เชื่อว่าเมื่อเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.มาจะสมบูรณ์แบบมาก เมื่อประกอบทั้งผู้สมัครฯ และเขตแล้วจะมีความหลากหลาย ผสมกันอย่างลงตัว คือเป็น ส.ส.เจ้าของพื้นที่เดิม และทำงานร่วมกับคนนอกวงการที่ประสบความสำเร็จ เช่น นักธุรกิจ โดยจะมีคนรุ่นใหม่เข้ามาลงในพื้นที่กรุงเทพฯด้วย ซึ่ง 33 คน ที่ตนดูอยู่ก็ 90% แล้ว ส่วนอีก 10% ปัญหาที่ยังไม่เคาะ เพราะเขตหนึ่งมีมาสมัคร 2-3 คน จึงต้องคัดเลือกเอาที่ดีที่สุด ขณะที่ภาคใต้ บางเขตก็มามากกว่า 10 คน ที่ต้องการสมัคร
“ไม่ได้อำเล่น แต่คือเหตุผลที่ว่าทำไมบางคนอยากมาแต่ไม่ได้มา แล้วก็ไปโจมตีกันเป็นธรรมดา ทางพรรคก็ต้องบริหารไป และถือเป็นสัญญาณที่ดีของการทำพรรคการเมือง คือจะมีเครียด 2 แบบ หนึ่งเครียดว่าไม่มีผู้มาสมัคร และเครียดแบบมีคนสมัครเยอะเกินไปแล้วคนที่ไม่ได้มีปัญหากับเรา” เอกนัฏ กล่าว
ทั้งนี้ เอกนัฏ แสดงความหวังว่า การเลือกตั้งในปี 2566 กระแสการเลือกตั้งในกรุงเทพฯ จะเป็นพรรครวมไทยสร้างชาติ เหมือนปี 2562 ที่จากเดิมพื้นที่เป็นของพรรคประชาธิปัตย์และพลิกมาเป็นพรรคพลังประชารัฐ อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งระดับประเทศ ในกรุงเทพฯ จะไม่เหมือนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เพราะนั่นเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่น ที่ฐานคะแนนส่วนใหญ่กับผู้สมัครในแง่ของความใกล้ชิดมีน้อย ไม่เหมือนกับต่างจังหวัด
“ดังนั้น วิธีการตัดสินใจยังอยู่ที่ปัจจัยอื่น นอกเหนือจากตัวผู้สมัครจึงมีความสำคัญ นอกเหนือจาก พรรค ผู้สมัคร ผู้นำและจุดยืนทางการเมืองจึงสำคัญมาก ซึ่งอันนี้จะเห็นก็เมื่อมีการเคาะระฆังเลือกตั้ง จะเห็นว่าคนคิดอย่างไร เป็นไปโดยธรรมชาติ อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ กว่า 20 คน และเมื่อเที่ยวที่แล้วส่วนใหญ่ก็ย้ายไปพลังประชารัฐ แล้วมาวันนี้ก็น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกซึ่งเราเชื่อว่า นายกฯ กับ นายพีระพันธุ์ จะมีแรงดึงดูดคนกลุ่มนี้มาไม่มากก็น้อย ซึ่งจะเป็นตัวแปรในผลการเลือกตั้ง คนบอกตกปลาในบ่อเพื่อน ไม่จริง แต่ละคนพูดคุยกันอยู่ตลอดเวลา คนอยู่ในป่าเดียวกัน” เอกนัฏ กล่าว
เอกนัฏ กล่าวอีกว่า วันนี้มี ส.ส. และนักการเมืองเดิม มาช่วยสร้างความมั่นใจพอสมควร แต่ได้มองข้ามช็อตไปแล้วถึงการช่วงชิงพื้นที่จากฝั่งตรงข้าม อาทิ พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล โดยดูภาคกลางและปริมณฑล ขณะเดียวกัน ยืนยันว่ากลุ่มที่เตรียมพร้อมจะย้ายมากับนายกฯ นั้นส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา ส่วนในเรื่องของโพล มองว่าในทางการเมืองถือเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งเท่านั้น บางทีก็ไม่แม่น ดังนั้น ต้องมีเครื่องมืออื่นด้วย
“บางคนใส่เสื้อประกาศตัวว่าจะลง แต่พรรคยังไม่ได้เคาะ ส่วนบางคนที่อยากมาก็ยอมรับว่าอาจจะมาไม่ได้ครบหมด มีจริง แต่ส่วนใหญ่คนที่มา เป็น ส.ส.ปัจจุบัน หลายคนเป็นตัวที่ดีอยู่แล้วแต่เราก็ต้องดู เพื่อแยกด้วยว่าได้เป็นเพราะตัวหรือเป็นเพราะกระแส เพราะฉะนั้นเรารับพิจารณาทุกคน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะได้ทุกคน เพราะเกณฑ์ที่เราใช้ไม่ใช่ว่าเป็น ส.ส.หรือไม่เป็น ส.ส. แต่เกณฑ์ที่สำคัญคือเอาตัวดีที่สุดในสายตาของประชาชนในพื้นที่มาวัด เพราะที่ได้เป็น ส.ส. เพราะประชาชนเลือกมา ถ้าประชาชนไม่เอาแล้วมันจะมีความหมายอะไร” เอกนัฏ กล่าว
เอกนัฏ ยืนยันด้วยว่า พรรคมีแม่ทัพในแต่ละภาค มีคนช่วยดูแลขับเคลื่อนรับผิดชอบในพื้นที่สำคัญๆ โดยพยายามจะทำให้ละเอียดที่สุด อย่างในจังหวัดที่มีคนเก่งการบริหารจัดการ ก็จะให้ขึ้นมาช่วยสนับสนุน รวมถึงคนที่เคยลงสมัคร ส.ส. ก็มาเป็นทีมงาน
“มันเป็นการแข่งขัน พรรคอื่นอาจจะชนะผมก็ได้ แต่เราไม่สามารถไปกดปุ่มสั่งได้ เพราะในที่สุดคนเลือกคือประชาชน เรามีหน้าที่นำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้เท่านั้น แต่ละพรรคเราไม่สามารถมากดปุ่มสั่งได้ว่าตรงนั้นจะเว้น ตรงนี้จะเหลือไว้ให้ ตรงนี้เป็นของเรา เพราะไม่มีของใคร เสียงเป็นของประชาชน เลือกใครมาก็เป็นคนนั้น แต่เรามั่นใจว่าสิ่งที่เรานำเสนอคือสิ่งที่ดีที่สุด” เอกนัฏ กล่าว
ส่วนการวางนโยบายมีความคืบหน้าไปมากพอสมควร รวมทั้งจะสร้างทีมงาน สร้างเครือข่ายให้แน่นก่อน ส่วนเรื่องการทำนโยบาย หัวหน้าพรรคเป็นผู้รับผิดชอบเอง โดยมีความคิดเรื่องการแก้กฎระเบียบ กฎหมาย เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการพัฒนาประเทศ อีกส่วนคือเรื่องการแก้ปัญหาให้ประชาชน กระจายความเจริญ สร้างสังคมที่เท่าเทียม ดังนั้น การจะแก้ไขกฎหมายต้องใช้ ส.ส. เข้ามาช่วยแก้ไขในสภาฯ ส่วนตนมีหน้าที่หลักๆ คือการคัดเลือกตัวผู้สมัคร วางทีมงานเครือข่าย รวมทั้งประสานงานกับทุกคนกับพื้นที่ ทั้งนี้ ไม่หวั่นกระแสถูกเลื่อยขาเก้าอี้เลขาธิการพรรค
“ขาตนสั้น เลื่อยยาก ในทางการเมืองเป็นเรื่องปกติที่แต่ละคนจะมีความอยาก และเป็นธรรมดา ซึ่งตนเข้าใจ เพราะถ้าไม่เข้าใจก็ไม่มาทำอาชีพนี้ อยู่ในวงการนี้มากว่า 10 ปี ก็โดนอะไรมามาก คนทำการเมืองต้องใจกว้าง ใจนักเลง ไม่คิดเล็กคิดน้อยไม่คิดคับแคบ มีคนอยากก็ดีเกิดการแข่งขัน ตนเองก็ต้องทำงานแข่ง แต่เอาเข้าจริงถึงวันนี้ไม่มีปัญหา ทำงานเป็นทีมเดียวกัน ตนไม่ใช่สไตล์เลขาธิการพรรคที่จะต้องไปกดปุ่มสั่งคนไปเสียทุกเรื่อง แต่ตนเป็นคนประสานงาน ทำงานด้วยเหตุด้วยผล ด้วยข้อมูลข้อเท็จจริง เป็นคนตรงมาก มีเหตุผล ไม่ได้พูดด้วยความรู้สึก หรือเอาอารมณ์มาใช้ในการบริหารจัดการ เราเป็นคนแบบนี้ ถูกใจไม่ถูกใจก็อีกเรื่องหนึ่ง” เอกนัฏ กล่าว
เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ยืนยันด้วยว่า การดำรงตำแหน่งนายกฯ ที่เหลืออีก 2 ปี นั้นไม่มีผลต่อพรรค อีกทั้งเมื่อหมดวาระลง ก็มีกลไกในการเลือกผู้นำคนใหม่อยู่แล้ว พร้อมมองว่าช่วงเวลา 2 ปีนั้นกำลังดี เหมาะสม นายกฯ สามารถสานต่อภารกิจโดยที่ไม่ได้ติดยึดกับพันธนาการที่เคยมีอยู่
“เชื่อว่าหลายเรื่องนายกฯ อยากทำ แต่ที่ผ่านมาทำไม่ได้ด้วยข้อจำกัดต่างๆ แต่ถ้าเปลี่ยน แวดล้อมใหม่ พรรคใหม่ จะเสริมให้นายกฯ สามารถทำสิ่งที่อยากทำแล้วยังไม่ได้ทำได้ โดยที่ต้องเลือกกลุ่มคน หรือพรรคการเมืองที่มีเคมีตรงกัน เช่น นายพีระพันธุ์ มองพรรคที่บริหารโดยใช้แนวคิด หลักวิธีคิด จุดยืน ตรงกับตัวนายกฯ ที่ผ่านมานายกฯ อาจจะรู้สึกว่าอยู่ผิดที่ผิดทาง และดีหากตัดสินใจได้ก็ยังมีเวลาอยู่อีก 2 ปี ตนว่าเป็นเวลาที่เพียงพอ ที่จะมาสานต่องานที่ทำไว้ ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ ไปต่อได้ ต่อยอดได้” เอกนัฏ กล่าว
พร้อมยอมรับว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้มีการทำโพลและมีบางอย่างที่สำนักโพลไม่มี โดยเป็นการวัดที่ข้อมูลจริง ไม่ใช่แค่สีสัน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ กระแส พล.อ.ประยุทธ์ ดีมาก และมีผลต่อการเลือกตั้งแน่นอน พร้อมยกตัวอย่างในภาคใต้ ที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นที่นิยมนิยมมากที่สุด แต่วันนี้ผู้นำที่ประชาชนชอบที่สุดคือ พล.อ.ประยุทธ์ จึงต้องวัดว่าถ้า พล.อ.ประยุทธ์ อยู่พรรครวมไทยสร้างชาติแล้วสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ เป็นอย่างไร ดังนั้นเมื่อได้กระแส ก็ต้องมีว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ที่ดี ซึ่งได้เตรียมพร้อมไว้พอสมควร ไม่แพ้พรรคไหน ซึ่งภาคอื่นก็เป็นแบบนี้เช่นกัน
ขณะที่มองว่า บัตรสองใบ ผู้สมัคร ส.ส. ทีมงาน ผู้สมัคร ผู้สนับสนุนในพื้นที่ จะเป็นปัจจัยสำคัญ แต่แน่นอนว่า หากมีกระแสพรรคหรือกระแสตัวผู้นำไปหนุนด้วยก็ยิ่งดี ซึ่งบัตรสองใบอาจทำให้ผู้สมัครดีที่ไม่มีกระแส เสียเปรียบน้อยลง
“อย่างภาคใต้ถ้ามีลุงตู่กระแสดีอยู่แล้ว เช่น ถ้าสมมติว่านายกมีเรทติ้งอยู่ 15-20% ก็ไปคำนวณว่าเป็นกี่ล้านเสียง ถ้าผู้มาใช้สิทธิ 35-40% ก็ตีกลมๆ ได้ 6 ล้านเสียง นี่คือประเมินแบบต่ำเลย แต่เชื่อว่าเมื่อไปถึงใกล้เลือกตั้งจะมีมากกว่านี้ สมมติว่า 6 ล้านหารด้วย 400 ก็จะมีไม่ต่ำกว่า 15,000-17,000 คะแนนต่อเขต ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นภาคใต้ กรุงเทพ ภาคกลาง ก็จะดีกว่าอีสานกับเหนือ อันนี้ก็ต้องยอมรับ ดังนั้นตัวผู้สมัครยังไม่ทันได้ทำอะไรมาลงรับสมัครก็มีคะแนนรองท้องแล้ว บวกกับถ้าตัวดีอีก ซึ่งพรรค มีศักยภาพในการคัดเลือกตัวดีๆ เพราะคนที่ทำงานการเมืองเป็นคนคัดสรรตัวผู้สมัครให้ เช่นในภาคใต้ เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จมากกว่า 30-40 ปี ก็มีโอกาสทั้งหมด” เอกนัฏ กล่าว
ในส่วนของพื้นที่กรุงเทพฯ เชื่อว่าเมื่อเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.มาจะสมบูรณ์แบบมาก เมื่อประกอบทั้งผู้สมัครฯ และเขตแล้วจะมีความหลากหลาย ผสมกันอย่างลงตัว คือเป็น ส.ส.เจ้าของพื้นที่เดิม และทำงานร่วมกับคนนอกวงการที่ประสบความสำเร็จ เช่น นักธุรกิจ โดยจะมีคนรุ่นใหม่เข้ามาลงในพื้นที่กรุงเทพฯด้วย ซึ่ง 33 คน ที่ตนดูอยู่ก็ 90% แล้ว ส่วนอีก 10% ปัญหาที่ยังไม่เคาะ เพราะเขตหนึ่งมีมาสมัคร 2-3 คน จึงต้องคัดเลือกเอาที่ดีที่สุด ขณะที่ภาคใต้ บางเขตก็มามากกว่า 10 คน ที่ต้องการสมัคร
“ไม่ได้อำเล่น แต่คือเหตุผลที่ว่าทำไมบางคนอยากมาแต่ไม่ได้มา แล้วก็ไปโจมตีกันเป็นธรรมดา ทางพรรคก็ต้องบริหารไป และถือเป็นสัญญาณที่ดีของการทำพรรคการเมือง คือจะมีเครียด 2 แบบ หนึ่งเครียดว่าไม่มีผู้มาสมัคร และเครียดแบบมีคนสมัครเยอะเกินไปแล้วคนที่ไม่ได้มีปัญหากับเรา” เอกนัฏ กล่าว
ทั้งนี้ เอกนัฏ แสดงความหวังว่า การเลือกตั้งในปี 2566 กระแสการเลือกตั้งในกรุงเทพฯ จะเป็นพรรครวมไทยสร้างชาติ เหมือนปี 2562 ที่จากเดิมพื้นที่เป็นของพรรคประชาธิปัตย์และพลิกมาเป็นพรรคพลังประชารัฐ อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งระดับประเทศ ในกรุงเทพฯ จะไม่เหมือนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เพราะนั่นเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่น ที่ฐานคะแนนส่วนใหญ่กับผู้สมัครในแง่ของความใกล้ชิดมีน้อย ไม่เหมือนกับต่างจังหวัด
“ดังนั้น วิธีการตัดสินใจยังอยู่ที่ปัจจัยอื่น นอกเหนือจากตัวผู้สมัครจึงมีความสำคัญ นอกเหนือจาก พรรค ผู้สมัคร ผู้นำและจุดยืนทางการเมืองจึงสำคัญมาก ซึ่งอันนี้จะเห็นก็เมื่อมีการเคาะระฆังเลือกตั้ง จะเห็นว่าคนคิดอย่างไร เป็นไปโดยธรรมชาติ อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ กว่า 20 คน และเมื่อเที่ยวที่แล้วส่วนใหญ่ก็ย้ายไปพลังประชารัฐ แล้วมาวันนี้ก็น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกซึ่งเราเชื่อว่า นายกฯ กับ นายพีระพันธุ์ จะมีแรงดึงดูดคนกลุ่มนี้มาไม่มากก็น้อย ซึ่งจะเป็นตัวแปรในผลการเลือกตั้ง คนบอกตกปลาในบ่อเพื่อน ไม่จริง แต่ละคนพูดคุยกันอยู่ตลอดเวลา คนอยู่ในป่าเดียวกัน” เอกนัฏ กล่าว
เอกนัฏ กล่าวอีกว่า วันนี้มี ส.ส. และนักการเมืองเดิม มาช่วยสร้างความมั่นใจพอสมควร แต่ได้มองข้ามช็อตไปแล้วถึงการช่วงชิงพื้นที่จากฝั่งตรงข้าม อาทิ พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล โดยดูภาคกลางและปริมณฑล ขณะเดียวกัน ยืนยันว่ากลุ่มที่เตรียมพร้อมจะย้ายมากับนายกฯ นั้นส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา ส่วนในเรื่องของโพล มองว่าในทางการเมืองถือเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งเท่านั้น บางทีก็ไม่แม่น ดังนั้น ต้องมีเครื่องมืออื่นด้วย
“บางคนใส่เสื้อประกาศตัวว่าจะลง แต่พรรคยังไม่ได้เคาะ ส่วนบางคนที่อยากมาก็ยอมรับว่าอาจจะมาไม่ได้ครบหมด มีจริง แต่ส่วนใหญ่คนที่มา เป็น ส.ส.ปัจจุบัน หลายคนเป็นตัวที่ดีอยู่แล้วแต่เราก็ต้องดู เพื่อแยกด้วยว่าได้เป็นเพราะตัวหรือเป็นเพราะกระแส เพราะฉะนั้นเรารับพิจารณาทุกคน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะได้ทุกคน เพราะเกณฑ์ที่เราใช้ไม่ใช่ว่าเป็น ส.ส.หรือไม่เป็น ส.ส. แต่เกณฑ์ที่สำคัญคือเอาตัวดีที่สุดในสายตาของประชาชนในพื้นที่มาวัด เพราะที่ได้เป็น ส.ส. เพราะประชาชนเลือกมา ถ้าประชาชนไม่เอาแล้วมันจะมีความหมายอะไร” เอกนัฏ กล่าว
เอกนัฏ ยืนยันด้วยว่า พรรคมีแม่ทัพในแต่ละภาค มีคนช่วยดูแลขับเคลื่อนรับผิดชอบในพื้นที่สำคัญๆ โดยพยายามจะทำให้ละเอียดที่สุด อย่างในจังหวัดที่มีคนเก่งการบริหารจัดการ ก็จะให้ขึ้นมาช่วยสนับสนุน รวมถึงคนที่เคยลงสมัคร ส.ส. ก็มาเป็นทีมงาน
“มันเป็นการแข่งขัน พรรคอื่นอาจจะชนะผมก็ได้ แต่เราไม่สามารถไปกดปุ่มสั่งได้ เพราะในที่สุดคนเลือกคือประชาชน เรามีหน้าที่นำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้เท่านั้น แต่ละพรรคเราไม่สามารถมากดปุ่มสั่งได้ว่าตรงนั้นจะเว้น ตรงนี้จะเหลือไว้ให้ ตรงนี้เป็นของเรา เพราะไม่มีของใคร เสียงเป็นของประชาชน เลือกใครมาก็เป็นคนนั้น แต่เรามั่นใจว่าสิ่งที่เรานำเสนอคือสิ่งที่ดีที่สุด” เอกนัฏ กล่าว
ส่วนการวางนโยบายมีความคืบหน้าไปมากพอสมควร รวมทั้งจะสร้างทีมงาน สร้างเครือข่ายให้แน่นก่อน ส่วนเรื่องการทำนโยบาย หัวหน้าพรรคเป็นผู้รับผิดชอบเอง โดยมีความคิดเรื่องการแก้กฎระเบียบ กฎหมาย เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการพัฒนาประเทศ อีกส่วนคือเรื่องการแก้ปัญหาให้ประชาชน กระจายความเจริญ สร้างสังคมที่เท่าเทียม ดังนั้น การจะแก้ไขกฎหมายต้องใช้ ส.ส. เข้ามาช่วยแก้ไขในสภาฯ ส่วนตนมีหน้าที่หลักๆ คือการคัดเลือกตัวผู้สมัคร วางทีมงานเครือข่าย รวมทั้งประสานงานกับทุกคนกับพื้นที่ ทั้งนี้ ไม่หวั่นกระแสถูกเลื่อยขาเก้าอี้เลขาธิการพรรค
“ขาตนสั้น เลื่อยยาก ในทางการเมืองเป็นเรื่องปกติที่แต่ละคนจะมีความอยาก และเป็นธรรมดา ซึ่งตนเข้าใจ เพราะถ้าไม่เข้าใจก็ไม่มาทำอาชีพนี้ อยู่ในวงการนี้มากว่า 10 ปี ก็โดนอะไรมามาก คนทำการเมืองต้องใจกว้าง ใจนักเลง ไม่คิดเล็กคิดน้อยไม่คิดคับแคบ มีคนอยากก็ดีเกิดการแข่งขัน ตนเองก็ต้องทำงานแข่ง แต่เอาเข้าจริงถึงวันนี้ไม่มีปัญหา ทำงานเป็นทีมเดียวกัน ตนไม่ใช่สไตล์เลขาธิการพรรคที่จะต้องไปกดปุ่มสั่งคนไปเสียทุกเรื่อง แต่ตนเป็นคนประสานงาน ทำงานด้วยเหตุด้วยผล ด้วยข้อมูลข้อเท็จจริง เป็นคนตรงมาก มีเหตุผล ไม่ได้พูดด้วยความรู้สึก หรือเอาอารมณ์มาใช้ในการบริหารจัดการ เราเป็นคนแบบนี้ ถูกใจไม่ถูกใจก็อีกเรื่องหนึ่ง” เอกนัฏ กล่าว
เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ยืนยันด้วยว่า การดำรงตำแหน่งนายกฯ ที่เหลืออีก 2 ปี นั้นไม่มีผลต่อพรรค อีกทั้งเมื่อหมดวาระลง ก็มีกลไกในการเลือกผู้นำคนใหม่อยู่แล้ว พร้อมมองว่าช่วงเวลา 2 ปีนั้นกำลังดี เหมาะสม นายกฯ สามารถสานต่อภารกิจโดยที่ไม่ได้ติดยึดกับพันธนาการที่เคยมีอยู่
“เชื่อว่าหลายเรื่องนายกฯ อยากทำ แต่ที่ผ่านมาทำไม่ได้ด้วยข้อจำกัดต่างๆ แต่ถ้าเปลี่ยน แวดล้อมใหม่ พรรคใหม่ จะเสริมให้นายกฯ สามารถทำสิ่งที่อยากทำแล้วยังไม่ได้ทำได้ โดยที่ต้องเลือกกลุ่มคน หรือพรรคการเมืองที่มีเคมีตรงกัน เช่น นายพีระพันธุ์ มองพรรคที่บริหารโดยใช้แนวคิด หลักวิธีคิด จุดยืน ตรงกับตัวนายกฯ ที่ผ่านมานายกฯ อาจจะรู้สึกว่าอยู่ผิดที่ผิดทาง และดีหากตัดสินใจได้ก็ยังมีเวลาอยู่อีก 2 ปี ตนว่าเป็นเวลาที่เพียงพอ ที่จะมาสานต่องานที่ทำไว้ ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ ไปต่อได้ ต่อยอดได้” เอกนัฏ กล่าว



