ผู้สื่อข่าวรายงานภาพรวมของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ (แก้ไขเพิ่มเติม) รัฐสภา ที่มี ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ. ซึ่งได้พิจารณาเนื้อหาแล้วเสร็จโดยสมบูรณ์ และขณะนี้อยู่ระหว่างการส่งรายงาน กมธ. ไปยัง วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เพื่อให้บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญ ช่วงวันที่ 10-11 พ.ย. เพื่อพิจารณาในวาระสอง
สำหรับเนื้อหาที่ กมธ.พิจารณา และเสนอต่อที่ประชุมนั้น มีการปรับเปลี่ยนจากร่างรัฐธรรมนูญที่รัฐสภารับหลักการเกือบทุกมาตรา โดยประเด็นที่เป็นสาระสำคัญ คือ องค์กรจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กำหนดให้มีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน ที่มาจากการเลือกของสมาชิกรัฐสภา เพื่อทำหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้แล้วเสร็จภายใน 360 วัน
และปรับสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็น กมธ.รับฟังความคิดเห็น และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน ทำหน้าที่ อาทิ รับฟังและรวบรวมความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงในการจัดทำรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอต่อกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ, เปิดเผยความคืบหน้าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ประชาชนรับทราบ รวมถึงแจ้งให้ สส., สว., คณะรัฐมนตรี (ครม.) และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องให้แสดงความคิดเห็น
ขณะที่หลักเกณฑ์การรับสมัคร ลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะสมัครเป็น กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ และ กมธ.รับฟังความคิดเห็นนั้น ใช้หลักเกณฑ์คุมสมบัติ และลักษณะต้องห้ามเดียวกัน ทั้งนี้ มีประเด็นที่ กมธ.เขียนเพิ่มเติม ได้แก่ “ห้ามบุคคลที่อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราว หรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็นข้าราชการที่มีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ เป็นพนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นในหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ลงสมัคร”
ในส่วนของคุณสมบัติ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญนั้น ได้กำหนดคุณสมบัติพื้นฐาน เช่น
- มีสัญชาติไทย
- อายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี
- การศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี หรือเทียบเท่า
นอกจากนั้นยังกำหนดให้มีคุณสมบัติเฉพาะส่วนของนักวิชาการ ราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง ทั้งนี้ พบว่า กมธ.ได้เติมคุณสมบัติเฉพาะขึ้นใหม่ อาทิ
- เป็นหรือเคยเป็นผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ หรือผู้วิจัยที่มีรายชื่อในโครงการวิจัยของหน่วยงานในระบบวิจัย และนวัตกรรม และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์
- เคยรับราชการตำแหน่งไม่ต่ำกว่าตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี
- เคยรับราชการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรมไม่น้อยกว่า 5 ปี
- ส่วนของนักการเมือง ได้เพิ่มข้อความให้ครอบคลุมถึงนายกเมืองพัทยา ด้วย
นอกจากนั้นได้เพิ่มคุณสมบัติที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีกฎหมายรองรับการประกอบวิชาชีพไม่น้อยกว่า 5 ปี และบุคคลที่เป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมหาชนจำกัดมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี สามารถสมัครเข้ารับการเลือกเป็น กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญด้วย
ขณะที่คุณสมบัติของ กมธ.รับฟังความคิดเห็นนั้น กมธ.เสียงข้างมากให้ใช้คุณสมบัติ 2 ประการ คือ
- มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
- มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี
ซึ่ง กมธ.ได้ลดเกณฑ์อายุที่สมัครลงจากเดิมที่กำหนดไม่ต่ำกว่า 20 ปี
ทั้งนี้ กมธ.ได้กำหนดบทบัญญัติเพื่อขจัดการมีส่วนได้เสีย คือ “ห้าม กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ และ กมธ.รับฟังความคิดเห็นดำรงตำแหน่งทางการเมือง ภายใน 2 ปี นับจากวันที่พ้นตำแหน่ง”
สำหรับการรับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับคัดเลือกเป็น กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ และ กมธ.รับฟังความคิดเห็น ใช้กลไกเดียวกัน คือ “ให้สมัครผ่าน กกต. ด้วยหลักฐานที่กำหนด พร้อมกับวิสัยทัศน์ และรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่สนับสนุนไม่น้อยกว่า 100 คน” ทั้งนี้ยังกำหนดให้ประชาชนมีส่วนตรวจสอบคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครและผู้สนับสนุนด้วย
ส่วนการเลือก กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ และ กมธ.รับฟังความคิดเห็น ซึ่งกำหนดให้รัฐสภาเป็นผู้เลือกนั้น กำหนดเวลาให้รัฐสภาทำให้เสร็จภายใน 60 วัน โดย “ใช้สูตร 20 หยิบ 1” คือให้สมาชิกรัฐสภารวมกลุ่ม-กลุ่มละ 20 คน ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากำหนด เพื่อเสนอ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ และ กมธ.รับฟังความคิดเห็น “ได้ กมธ.ละ 1 คน จนครบจำนวน” จากนั้นให้ประกาศรายชื่อในราชกิจจานุเบกษา
สำหรับขั้นตอนหลังจากที่ได้ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ และ กมธ.รับฟังความคิดเห็นแล้ว กำหนดให้มีการประชุมร่วมกันครั้งแรก ภายใน 15 วัน เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่“ที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน” โดยกำหนดให้รับฟังความเห็นประชาชนอย่างทั่วถึง รอบด้าน และเป็นระบบ พร้อมกำหนดให้ประชุมร่วมกันอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
- ขณะที่ระยะเวลาทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กำหนดให้ทำให้เสร็จภายใน 360 วัน
- เมื่อทำแล้วเสร็จ ต้องส่งให้ประธานรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาอภิปรายแสดงความเห็นให้ข้อเสนอแนะ โดยไม่ลงมติ ภายใน 30 วัน
- จากนั้นให้รัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญพร้อม “ความเห็นและข้อเสนอแนะ” คืนให้ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้แก้ไขเพิ่มเติม ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ทั้งนี้ยังให้โอกาสขยายเวลาพิจารณาได้ 1 ครั้ง ไม่เกิน 30 วัน
- จากนั้นส่งกลับให้รัฐสภาลงมติเห็นชอบ “ด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา” ซึ่งวิธีการออกเสียงให้ใช้ “การขานชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย”
- แต่หากที่รัฐสภา “ไม่เห็นชอบ” ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้น “ตกไป”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กมธ.เสียงข้างมาก ยังเห็นชอบต่อการกำหนดกรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ให้มีเนื้อหาสำคัญครอบคลุมหลายประเด็น อาทิ
- “รับรองความเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกันจะแบ่งแยกมิได้”
- “การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
- “คุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสวัสดิการขั้นพื้นฐานของประชาชน”
- “การวางหลักให้ประชาชนยึดโยงกับสถาบันการเมือง ประชาชนตรวจสอบถ่วงดุล และมีความเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์”
- “วางกลไกตรวจสอบอำนาจรัฐ ขจัดทุจริต ประพฤติมิชอบ จำกัดขอบเขตการใช้อำนาจรัฐและดุลยพินิจขององค์กรรัฐ”
- “สร้างเสริมความเข้มแข็งหลักนิติธรรม”
- “การบริหารราชการแผ่นดินและนโยบายรัฐที่ยืดหยุ่น”
- “กระจายอำนาจรัฐให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น”
- “วางหลักเกณฑ์การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ”
ทั้งนี้ มีเนื้อหาที่ กมธ.เพิ่มเติมขึ้น คือ ข้อกำหนดให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ “ให้นำบทบัญญัติในหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาบัญญัติไว้โดยไม่ให้แก้ไข”




