16 พ.ค. 66 พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รพ.มงกุฎวัฒนะ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยมีเนื้อหาพูดถึงผลกระทบที่ได้รับจากนโยบายของพรรคการเมืองหนึ่ง ที่เตรียมปรับเงินเดือนและค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำทันที ที่พรรคการเมืองนี้ได้เป็นรัฐบาล
โดยโพสต์ดังกล่าวระบุข้อความว่า เนื่องจากนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองที่ให้มีการปรับเงินเดือนและค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ทำให้ต้นทุนในการดำเนินงานของ บริษัท มงกุฎวัฒนะ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบกิจการ รพ.มงกุฎวัฒนะและกลุ่มกิจการในเครือจะมีต้นทุนสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
อีกทั้งต้นทุนวัตถุดิบจากคู่ค้า เช่น ยา เวชภัณฑ์ ฯลฯ ที่บริษัทคู่ค้าต่างๆ จะต้องปรับราคาสูงขึ้นจากการปรับเงินเดือนและค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำด้วยเช่นกัน
ดังนั้น รพ.มงกุฎวัฒนะ และกลุ่มกิจการในเครือ จึงจำเป็นต้องควบคุมต้นทุนเงินเดือนและค่าจ้างแรงงานให้อยู่ในสถานะที่จะดำเนินกิจการได้ตามปกติ จึงจำเป็นต้องดำเนินการดังต่อไปนี้
1. งดรับสมัครพนักงานใหม่ทุกตำแหน่ง ทุกวิชาชีพ ทุกกรณี โดยเฉพาะคุณวุฒิปริญญาตรีทุกสาขา
2. พนักงานที่อยู่ในระหว่างทดลองงานให้ยกเลิกการจ้างทั้งหมด
3. ลดจำนวนการขึ้นปฏิบัติงานเวร การจ้างงานพิเศษ ทำงานนอกเวลา ฯลฯ
4. พนักงานที่มีเงินเดือนและค่าจ้างสูงกว่านโยบายหาเสียงอยู่แล้วยังคงจ้างงานในอัตราเดิมต่อไปตามปกติ แต่จะไม่มีการปรับขึ้นในอัตราสัมพัทธ์กับเงินเดือนหรือค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่พรรคการเมืองหาเสียง
5. หน่วยงานใดที่มีพนักงานเกษียณอายุ หรือลาออกให้งดการบรรจุทดแทน
6. หากจำเป็นต้องเลิกจ้างงานพนักงานในบางแผนก พนักงานที่ถูกเลิกจ้างจะได้รับการชดเชยตามกฎหมายแรงงาน
7. พนักงานที่ยังคงการบรรจุหรือการจ้างงาน จำเป็นต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะ และกลุ่มบริษัทในเครือจะใช้ระบบหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเข้าแทนที่หรือเพื่อแบ่งเบาภาระงาน
8. สวัสดิการของพนักงานจำเป็นต้องปรับลดทุกรายการ
ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 16 พ.ค.66
แน่นอนว่าหลัง พล.ต.นพ.เหรียญทอง ได้โพสต์ข้อความดังกล่าวออกไป ประเด็นนี้ได้กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลฯ โดยมีทั้งคนที่เข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจ และมองว่านโยบายดังกล่าวอาจทำให้ผู้ประกอบการลำบากกว่าเดิม และจะส่งผลต่อการเลิกจ้างงานตามมา ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าการที่ออกมาโพสต์แบบนี้ ยิ่งเป็นการทำลายธุรกิจของตัวเองให้เสียหาย และมองว่าลูกจ้างคงไม่อยากทำงานร่วมกับคนที่มีทัศนคติแบบนี้
โดยโพสต์ดังกล่าวระบุข้อความว่า เนื่องจากนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองที่ให้มีการปรับเงินเดือนและค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ทำให้ต้นทุนในการดำเนินงานของ บริษัท มงกุฎวัฒนะ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบกิจการ รพ.มงกุฎวัฒนะและกลุ่มกิจการในเครือจะมีต้นทุนสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
อีกทั้งต้นทุนวัตถุดิบจากคู่ค้า เช่น ยา เวชภัณฑ์ ฯลฯ ที่บริษัทคู่ค้าต่างๆ จะต้องปรับราคาสูงขึ้นจากการปรับเงินเดือนและค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำด้วยเช่นกัน
ดังนั้น รพ.มงกุฎวัฒนะ และกลุ่มกิจการในเครือ จึงจำเป็นต้องควบคุมต้นทุนเงินเดือนและค่าจ้างแรงงานให้อยู่ในสถานะที่จะดำเนินกิจการได้ตามปกติ จึงจำเป็นต้องดำเนินการดังต่อไปนี้
1. งดรับสมัครพนักงานใหม่ทุกตำแหน่ง ทุกวิชาชีพ ทุกกรณี โดยเฉพาะคุณวุฒิปริญญาตรีทุกสาขา
2. พนักงานที่อยู่ในระหว่างทดลองงานให้ยกเลิกการจ้างทั้งหมด
3. ลดจำนวนการขึ้นปฏิบัติงานเวร การจ้างงานพิเศษ ทำงานนอกเวลา ฯลฯ
4. พนักงานที่มีเงินเดือนและค่าจ้างสูงกว่านโยบายหาเสียงอยู่แล้วยังคงจ้างงานในอัตราเดิมต่อไปตามปกติ แต่จะไม่มีการปรับขึ้นในอัตราสัมพัทธ์กับเงินเดือนหรือค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่พรรคการเมืองหาเสียง
5. หน่วยงานใดที่มีพนักงานเกษียณอายุ หรือลาออกให้งดการบรรจุทดแทน
6. หากจำเป็นต้องเลิกจ้างงานพนักงานในบางแผนก พนักงานที่ถูกเลิกจ้างจะได้รับการชดเชยตามกฎหมายแรงงาน
7. พนักงานที่ยังคงการบรรจุหรือการจ้างงาน จำเป็นต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะ และกลุ่มบริษัทในเครือจะใช้ระบบหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเข้าแทนที่หรือเพื่อแบ่งเบาภาระงาน
8. สวัสดิการของพนักงานจำเป็นต้องปรับลดทุกรายการ
ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 16 พ.ค.66
แน่นอนว่าหลัง พล.ต.นพ.เหรียญทอง ได้โพสต์ข้อความดังกล่าวออกไป ประเด็นนี้ได้กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลฯ โดยมีทั้งคนที่เข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจ และมองว่านโยบายดังกล่าวอาจทำให้ผู้ประกอบการลำบากกว่าเดิม และจะส่งผลต่อการเลิกจ้างงานตามมา ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าการที่ออกมาโพสต์แบบนี้ ยิ่งเป็นการทำลายธุรกิจของตัวเองให้เสียหาย และมองว่าลูกจ้างคงไม่อยากทำงานร่วมกับคนที่มีทัศนคติแบบนี้




