รอมฎอน ปันจอร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุถึงการลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในรอบเกือบ 20 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า จากการติดตามข่าวเกี่ยวกับการลงพื้นที่ของทักษิณ พบว่าข้อความในทางการเมืองที่อดีตนายกฯ ต้องการจะสื่อสารต่อประชาชนในพื้นที่ เป็นเรื่องที่เน้นในมิติทางการเมืองและความมั่นคงเป็นด้านหลัก แตกต่างไปจากนายกรัฐมนตรีทั้งสองคนที่เคยลงพื้นที่ชายแดนใต้ก่อนหน้านี้ ทั้งนายกฯ เศรษฐาและนายกฯ แพทองธาร ที่เน้นหนักไปที่ประเด็นในทางเศรษฐกิจและการพัฒนา โดยหลีกเลี่ยงที่จะสื่อสารในประเด็นข้างต้นอย่างจงใจตลอด 2 ปีที่ผ่านมา
“ประเด็นที่ดูจะแหลมคมนี้จึงเป็นหน้าที่ของคุณทักษิณ ที่แม้ว่าจะเดินทางลงพื้นที่ในหมวกของที่ปรึกษาประธานอาเซียนและอดีตนายกฯ แต่ก็สะท้อนให้เห็นบทบาทที่เป็น ตัวจริงในการกำหนดทิศทางของงานด้านความมั่นคงของรัฐบาลปัจจุบัน”
— รอมฎอน กล่าว
รอมฎอน ยังมองว่าข้อความทางการเมืองที่สำคัญที่สุด คือการขออภัยต่อการบริหารงานที่ผิดพลาดในสมัยที่ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประเด็นคาใจประชาชนในพื้นที่มาโดยตลอด ซึ่งดูเหมือนว่าคุณทักษิณจะเน้นย้ำเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการกล่าวซ้ำๆ กันถึง 3 ครั้ง ในการเยือนสถานที่ซึ่งแตกต่างกัน 3 จุดในวันเดียวกัน คือที่โรงเรียนสัมพันธ์วิทยา จ.นราธิวาส โรงเรียนสายบุรีอิสลามวิทยา จ.ปัตตานี และที่บ้านศรียะลาของประธานรัฐสภาที่ จ.ยะลา ซึ่งล้วนเป็นสถานที่ซึ่งมีนัยทางการเมืองอย่างมาก
“การที่คุณทักษิณพูดว่าเหตุการณ์ตากใบเป็นความผิดพลาดในการทำงาน ยังเป็นการลดทอนความสำคัญของรากเหง้าปัญหา แล้วยังเรียกร้องฝ่ายเดียวให้ประชาชนให้อภัย โดยไม่ได้พูดสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยว่ารัฐบาลจะทำอย่างไรให้เกิดสันติภาพในพื้นที่”
— รอมฎอน กล่าว
นอกจากนี้ รอมฎอน ยังระบุว่า ทักษิณได้เน้นย้ำหลายครั้งถึงสถานะของการพูดคุยสันติภาพ และทิศทางการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้กรอบคิดและยุทธศาสตร์ใหม่ ย้ำถึงความสำคัญของการพูดคุยและที่มาที่ไปของการริเริ่มการพูดคุยสันติภาพในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ทักษิณมีส่วนร่วมอย่างสำคัญ แต่ก็มีลักษณะที่คลุมเครือและไม่ชัดเจน
แม้ว่าจะเน้นย้ำว่าภายในปีนี้ (2568) จะเห็นสัญญาณเชิงบวกและปัญหาจะต้อง ‘จบ’ ภายในปีหน้า (2569) แต่ก็ไม่มีความชัดเจนว่าจะผลักดันและขับเคลื่อนไปอย่างไร กรณีการปัดฝุ่นนำแนวทางของคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 กลับมาใช้ก็ระบุเพียงแค่ว่าเป็นแนวทางที่ต้องมีการหารือกันอีก ในขณะที่การสร้างมุ่งความร่วมมือในพื้นที่นั้นจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อมีนิติสงครามและการฟ้องร้องปิดปากที่ยังดำเนินอยู่
ส่วนความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านที่แม้จะระบุว่าผู้นำหลายประเทศได้แสดงเจตจำนงในการให้ความช่วยเหลือ โดยเฉพาะอดีตรองประธานาธิบบดีอินโดนีเซีย แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนบรรดาผู้นำเหล่านั้นจะเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพอย่างไร
“คุณทักษิณส่งสัญญานว่าจะต้องจบ แต่ก็ไม่ได้ให้ความมั่นใจว่าจะเดินไปในทิศทางใด การพูดคุยสันติภาพที่จะนำไปสู่สันติสุขนั้น จะหมายถึงการบรรลุถึงข้อตกลงสันติภาพหรือไม่ หรือเป็นเพียงการพูดคุยกันเฉย ๆ โดยไม่ได้คาดหวังถึงความคืบหน้าใด ๆ ตรงนี้ไม่ชัดเจน คำถามก็คือคำว่าจบในความหมายนี้คืออะไร สิ่งนี้ยังคงคลุมเครือ ซึ่งอาจจะสะท้อนความไม่จริงใจ หรือไม่มีเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในการสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายแดนใต้จริงๆ”
— รอมฎอน กล่าว
รอมฎอน ย้ำว่า สิ่งที่ทักษิณสื่อสารนั้น แตกต่างไปจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน แต่ปัญหาก็คือเป็นคำกล่าวของบุคคลที่ไม่ได้มีความรับผิดรับชอบ หรือตำแหน่งทางการในระบบการเมือง ด้วยเหตุนี้ผมและพรรคประชาชนจะต้องติดตามและสอบถามรายละเอียดต่อรัฐบาลและผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบเกี่ยวกับทิศทางในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป
โดยวันพฤหัสนี้ (27 ก.พ.) รอมฎอน ได้เสนอบรรจุวาระการประชุมของคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ เพื่อพิจารณาสถานะของกระบวนการพูดคุยสันติภาพและยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ใหม่ของรัฐบาล โดยเชิญรองนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง และหวังว่าจะได้หารือและรับทราบสาระสำคัญที่รัฐบาลกำลังคิดและดำเนินการอยู่จริง




