ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชุมร่วมรัฐสภา วาระพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162
โดยในคิวอภิปรายของ รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ได้ลุกขึ้นอภิปรายเกี่ยวกับนโยบายการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เป็นมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ผ่านนายกรัฐมนตรี 8 คน และ แพทองธาร ชินวัตร กำลังเป็นนายกฯ คนที่ 9 สถานการณ์ในพื้นที่ก็ยังคงมีความขัดแย้งกันอยู่
รอมฎอน ชี้ให้เห็นถึงการที่วันนี้ (12 ก.ย.) ศาลมีการพิจารณาในคดีสำคัญของภาคใต้คือคดีตากใบ และเหลืออีก 44 วัน คือวันที่ 25 ต.ค.นี้ จะสิ้นสุดอายุความ พร้อมให้ขึ้นสไลด์เป็นภาพของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ระบุข้อความ “โอกาสของรัฐบาลลูกสาว อากาศของประชาชน ความรับผิดชอบทางการเมืองจากประวัติศาสตร์บาดแผล #เหตุการณ์ตากใบ 25 ตุลาคม 2547”
ก่อนกล่าวว่า “การขอโทษและขออภัยกับพี่น้องชาวตากใบ เมื่อ 20 ปีที่แล้วสำคัญมาก”
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่จะอภิปรายต่อ ปรากฏว่า สส.พรรคเพื่อไทย ระดมลุกขึ้นประท้วง และมองว่าเป็นการทำผิดข้อบังคับเพราะเป็นเรื่องของบุคคลภายนอก ซึ่งทาง วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้วินิจฉัยให้ยึดข้อบังคับและอย่าพาดพิงถึงบุคคลภายนอก
ทำให้ รอมฎอน ยอมไม่นำภาพดังกล่าวมาประกอบการอภิปราย และเรียกร้องให้นายกฯ บอกสมาชิกรัฐสภาที่ถูกยื่นฟ้องในคดีตากใบ ขึ้นศาลตามนัด เพื่อสร้างบรรทัดฐานและสร้างความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม สร้างสันติภาพ และฟื้นฟูความเชื่อมั่นพร้อมกัน
ผมทราบว่า ในคดีตากใบ ที่พิจารณานัดแรกวันนี้ ไม่มีจำเลยไปที่ศาลเลย ทำให้ศาลออกหมายจับ 6 คนแ ละเตรียมส่งหนังสือเฉพาะจำเลยที่หนึ่ง มายังประธานสภาฯเพื่อขอจับกุม และทำตามหมายเรียก เรื่องนี้เป็นมรดกของของคนรุ่นผม และรุ่นนายกฯ ที่แบกรับต่อ ผมอยากเห็นความกล้าหาญในทางการเมืองของนายกฯ และรัฐบาลชุดนี้มาแก้ปมปัญหานี้ด้วยกัน แสดงจุดยืนวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดต้องไม่เกิดขึ้นอีก การฆ่าประชาชนที่สูญเสียไปเป็นร้อยคนต้องไม่เกิดขึ้นอีก ยืนยันให้เราได้หรือไม่ ว่าต้องไม่มีใครกล้าฆ่าประชาชนแบบนี้อีก
— รอมฎอน ปันจอร์
นอกจากนี้ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ในฐานะ สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นประท้วงการอภิปรายของฝ่ายค้าน ที่เสียดสี พาดพิงถึงการทำงานรัฐบาล 1 ปี ในสมัย เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ ซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่อยู่ในห้องประชุมสภาฯ พร้อมอ้างว่า สามารถอภิปรายในแนวนโยบายของ แพทองธาร ได้ว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบอย่างไร แต่สิ่งที่บอกว่า 1 ปีสูญเปล่า พาดพิงถึงอดีตนายกฯ ที่ไม่อยู่ในห้องประชุม ถือว่าเป็นการเสียดสี และกล่าวหา เป็นเรื่องที่ทำไม่ถูก
หากบอกว่าทำไม่ถูก ไม่ดี ขอให้ใช้เวทีอภิปรายตามมาตรา 151 แต่ที่บอกและอภิปรายว่าทำผิด ทำไม่ถูกถือว่าเกินกว่าขอบเขตอภิปราย ดังนั้นขอให้สมาชิกอภิปรายในกรอบ อย่าพาดพิงรัฐบาลในอดีตที่ไม่สามารถมาตอบในสภานี้ได้
— จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปะทะคารมของทั้งสองฝ่าย ใช้เวลาไม่นานและไม่มีเหตุวุ่นวายเกินควบคุม ขณะที่ประธานการประชุมได้กำชับให้สมาชิกอภิปรายในกรอบการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา

‘อังคณา’ ห่วงคดีฆาตกรรม-บังคับสูญหาย ซุกอยู่ในมาตรการปราบปราม ซ้ำรอยยุค ‘สงครามยาเสพติด’
ส่วนในช่วงของ อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้อภิปรายเริ่มด้วยการชื่นชมรัฐบาลที่กำหนดนโยบายให้ผู้เสพยาเสพติดเป็นผู้ป่วย ซึ่งทำให้ผู้เสพยาเสพติด ได้รับโอกาสในการดำเนินชีวิต และได้รับกาสรบำบัดโดยสมัครใจ แทนการลงโทษจำคุก
กรณีนี้อาจทำให้จำนวนนักโทษลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ผู้ต้องขังคดียาเสพติดในเรือนจำจะลดลง แต่คนเหล่านี้ไม่ได้หายไปไหน และแม้สมัครใจรับการรักษาแทนการจำคุก แต่ที่จริงแล้วก็ไม่ค่อยได้ไปบำบัดรักษา คนเหล่านี้ยังอยู่ในสังคมอยู่ในครอบครัว
เป็นความท้าทายมาก เพราะเรื่องปัญหายาเสพติดที่เกิดขึ้นในชุมชน เป็นภาระของครอบครัวและชุมชนอย่างมาก เนื่องจากชุมชนขาดศักยภาพในการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ขณะที่กรมคุมประพฤติเอง ก็มีข้อจำกัดในด้านงบประมาณ และบุคลากร ทั้งการทำงานด้านการสืบเสาะ หรือติดตามการบำบัดรักษา
— อังคณา นีละไพจิตร
อังคณา ยังกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลระบุจะร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการปราบปรามยาเสพติด โดยแสดงความกังวลว่า รัฐบาลจะสร้างหลักประกันได้อย่างไร ให้ความร่วมมือดังกล่าวไม่เป็นการปราบปรามโดยเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน
ทั้งนี้ ปรากฏในรายงานของสหประชาชาติ ว่า ประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน ทั้งการค้า และการบังคับสูญหาย ซึ่งทำในนามของการปราบปรามยาเสพติด และการปราบปรามการก่อการร้าย
นอกจากนี้ รัฐบาลจะมีหลักประการได้อย่างไร ที่ในการแก้ปัญหายาเสพติด จะไม่ซ้ำรอยนโยบายในช่วงสงครามยาเสพติดในอดีต
เนื่องจากภายหลังการดำเนินนโยบายนั้น มีคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นเป็นจำนวน 2,604 คดี และมีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 2,873 ราย ประกอบด้วยคดีฆาตกรรมที่ผู้ตายมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด และไม่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด รวมถึงไม่ทราบสาเหตุ
นอกจากนั้น ยังมีคนถูกบังคับให้สูญหายอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งยังมีการระบุว่า มีคนหายมากกว่า 10 กรณี จากกรณีคนหายในประเทศไทยทั้งหมด 77 กรณี โดยส่วนมากเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ทางภาคเหนือและภาคอีสาน
วันนี้ คดีการเสียชีวิตของคนนับพันคนหมดอายุความ โดยไม่มีใครต้องรับผิดหรือรับโทษ จนชาวบ้านบอกว่า มีคนตาย มีคนหาย แต่ไม่มีคนผิด
— อังคณา นีละไพจิตร
ถามจะพลิกฟื้นความเชื่อมั่นได้อย่างไร ในเมื่อหลัก ‘นิติรัฐ นิติธรรม’ ถูกทำลาย
อังคณา กล่าวว่า ในเรื่องการพลิกฟื้นความเชื่อมั่นโดยยึดหลักนิติธรรม รัฐบาลจะสร้างหลักนิติรัฐ นิติธรรม หรือความโปร่งใสได้อย่างไร ในเมื่อประเทศไทยยังมีวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด และประชาชนไม่เคยเข้าถึงสิทธิที่จะสร้างความจริงกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐ
การลอยนวลพ้นผิด คือการใช้ความรุนแรงโดยรัฐต่อประชาชน โดยไม่มีผู้ใดรับผิด การลอยนวลพ้นผิด จึงเป็นการทำลายหลักนิติรัฐนิติธรรมของประเทศ และเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม เพราะหลักนิติรัฐคือการรับประกันว่า ประชาชนทุกคนจะมีความเท่าเทียมกันทางกฎหมาย รัฐจะปกป้องผู้ไร้อำนาจจากผู้มีอำนาจ แต่ถ้าความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายถูกทำลายลง รัฐจะสร้างความเท่าเทียมหรือพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนได้อย่างไร ในเมื่อประชาชนทำผิดต้องถูกลงโทษ ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดแทบไม่มีใครถูกลงโทษ
— อังคณา นีละไพจิตร
ขอคำมั่นจากรัฐบาล หยุดวัฒนธรรม ‘ลอยนวลพ้นผิด’
อีกทั้งการพลิกฟื้นความเชื่อมั่นที่สำคัญ ไม่ใช่แค่การพูด แต่คือการที่รัฐต้องทำให้ประชาชนเท่าเทียมกันทางกฎหมายอย่างแท้จริง
รัฐต้องไม่ปกป้องคนผิด ไม่ปล่อยให้มีการฆ่านอกกระบวนการยุติธรรม และการอุ้มหาย รัฐบาลต้องยุติวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดของประเทศไทย จึงอยากได้ยินคำมั่นจากรัฐบาลในประเด็นนี้
— อังคณา นีละไพจิตร

‘รมว.ยุติธรรม’ ยันรัฐบาลไม่ทำนอกกฎหมาย ส่วนอดีตเป็นอีกเรื่อง
ทางด้าน พล.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ชี้แจงว่า รัฐบาลได้แถลงนโยบายถึงการยึดหลักนิติธรรม และยกระดับหลักนิติธรรมให้เข้มแข็ง พร้อมชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหายาเสพติดให้เด็ดขาดนั้นต้องดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ได้มีการดำเนินการนอกกฎหมาย
และอยากให้ทุกคนมั่นใจว่า เรามี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ที่เจ้าตัวนั่งเป็นประธานคณะกรรมการป้องกันฯ ทั้งนี้ หากมีการจับกุม จะต้องมีกล้องบันทึก หรือมีภาพให้ญาติดู เพื่อเป็นหลักประกัน
เรื่องอดีตเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ในปัจจุบัน เราเข้าใจและจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ยาเสพติดเป็นภัยในความรู้สึกของประชาชนทุกคน และเชื่อว่าประชาชนจะมีส่วนร่วมในเรื่องนี้
— พล.ต.อ.ทวี สอดส่อง




