รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมกมธ.วันนี้ ว่า จะพิจารณาเรื่องสแกมเมอร์ต่อจากสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะเราเกาะติดเรื่องนี้ เป้าหมายหลักอยู่ที่ บริษัทฮุยวัน ซึ่งเราเชื่อว่าเรามีข้อมูลที่เป็นเงินคริปโท ที่เกิดจากการกระทำความผิดเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ เท่าที่ทราบหน่วยงานของรัฐมีข้อมูลนี้ แต่ปัญหาการยึดอายัดทรัพย์ไม่มีการดำเนินการ คงต้องมาตรวจสอบดูว่าเป็นเพราะอะไร
นอกจากเรื่องของบริษัทฮุยวัน แล้ว ก็จะเชื่อมโยงไปที่ ฮุน โต ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งเราไม่คาดคิดว่าจะมีเรื่องระเบิดเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่เมื่อมาถึงจุดนี้ตนคิดว่าเป็นสถานการณ์ที่ประเทศไทยจะต้องเปิดเชิงรุกในเรื่องสแกมเมอร์ให้มากขึ้น เพราะเราต้องยอมรับว่าผู้มีอำนาจในกัมพูชาเกี่ยวพันและเกี่ยวโยงกับสแกมเมอร์ที่อยู่ในกัมพูชา เมื่อเป็นเช่นนี้ตนคิดว่าเป็นจังหวะที่ดี ที่ประเทศไทยต้องรุกให้มากขึ้น รวมถึงเครือข่ายอื่นๆที่มีการเปิดเผยชื่อไปหลายครั้งแล้วในประเทศไทย รวมถึงไทยเทา ที่ต้องเร่งปราบปราบให้เด็ดขาด
เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่รัฐบาลระบุว่ามีการยึดทรัพย์และจัดการปัญหาสแกมเมอร์ได้หลายหมื่นล้านบาทแล้ว รังสิมันต์ กล่าวว่า เวลาเราดูการยึดทรัพย์ ก็เป็นการยึดแค่ชั่วคราว ก็ต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมา ว่า ยังไม่สามารถตอบได้ว่ากระบวนการจะไปจบที่ตรงไหน
ล่าสุดที่มีการยึดทรัพย์ ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ก็ต้องเรียนตามตรงว่าการไปยึดทรัพย์ดังกล่าว อาจเรียกว่าเป็นความคืบหน้าระดับหนึ่ง เพราะไม่บ่อยที่เราจะเห็นนักการเมืองไทย ถูกดำเนินการจริงจังตามกฎหมาย แต่ตอนนี้ที่ต้องตรวจสอบคือมีแค่เฉพาะชนนพัฒฐ์หรือไม่ เพราะตามข่าวใช้คำว่ากับพวก
คงต้องไปดูว่านอกจาก ชนนพัฒฐ์ ยังมีนักการเมืองอื่นอีกกี่คน จากที่ตนตรวจสอบดูเส้นทางการเมืองมากกว่า ชนนพัฒฐ์มีหลายคน แล้วชื่ออื่นๆ ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินกับ ชนนพัฒฐ์ จะถูกดำเนินการอย่างไร หรือมีการยึดอายัดทรัพย์สินด้วยหรือไม่
สิ่งที่ชวนคิดคือ ชนนพัฒฐ์ มีทรัพย์สินแค่นั้นจริงๆหรือ เพราะโดยธรรมชาติของเว็บพนันที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งปกติเว็บพนันมีเงินมหาศาล ดังนั้น ถ้ายึดแค่ 159 ล้านบาท ก็อาจจะดูน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับข้อเท็จจริงที่เราเชื่อว่า ชนนพัฒฐ์มีทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากกว่านั้น คงต้องตรวจสอบกันต่อไป
รังสิมันต์ กล่าวต่อว่า เบื้องต้นวันที่ 13 พ.ย.นี้ ทาง กมธ. ได้เชิญ ชนนพัฒฐ์ มาชี้แจง ซึ่งตนได้รับแจ้งเบื้องต้นมา ชนนพัฒฐ์จะมาชี้แจง แต่ไม่รู้จะเปลี่ยนใจหรือไม่ และหวังว่า ชนนพัฒฐ์จะมาชี้แจง เข้าใจว่าจะมาพร้อมกับ ไผ่ ลิงค์ สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ด้วยหรือไม่ ยังไม่แน่ใจ ซึ่งเมื่อมาแล้วก็เอาผังต่างๆมาชี้แจงให้ชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร ถ้าพบว่ามีการทำความผิดเพิ่มเติม คงมีการส่งเรื่องให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินทางกฎหมายต่อไป
เมื่อถามว่า มองว่า ชนนพัฒฐ์ มีการยักย้ายทรัพย์สินออกไปก่อนที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะอายัด ถึงมีเพียง 159 ล้านบาท รังสิมันต์ กล่าวว่า คิดว่าคงเป็นทรัพย์สินในรูปแบบคริปโท และอาจจะยังตรวจไม่เจอ เพราะถ้าเราดูตามผังมีการใช้บัญชีม้า เส้นเงินอาจจะเชื่อมเข้าสู่บัญชีส่วนตัว แต่สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือถ้าดูธรรมชาติของแก๊งสแกมเมอร์คือเขาจะมีการเปลี่ยนเงิน 3 แบบ คือ
1. เปลี่ยนเป็นอสังหาริมทรัพย์ หรือสินทรัพย์ราคาแพง รถหรู ซึ่งอาจจะใช้ชื่อนอมินีหรือชื่อตนเองก็ได้
2. รูปแบบทองคำ
3. คริปโทเคอร์เรนซี หากเป็นรูปแบบนี้ตนเป็นห่วงว่าหน่วยงานของรัฐตรวจเจอมากน้อยแค่ไหน หรืออาจจจะมีการซุกซ่อนใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลในการซุกซ่อนเหรียญคริปโตที่มีมูลค่ามากมายก็ได้ และตอบไม่ได้ว่า ชนนพัฒฐ์มีหรือไม่ ต้องตรวจสอบต่อไป และ ปปง. ต้องชี้แจงต่อ กมธ. ในเรื่องนี้ด้วย
เมื่อถามว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ประกาศว่าใครมีข้อมูลชัดเจนว่ามีรายชื่อบุคคลใด ไม่ว่านักการเมืองหรือข้าราชการไปเกี่ยวข้อง ให้ส่งข้อมูลไปที่ผู้บังคับบัญชาโดยตรง ขณะที่ ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลและเศรษฐกิจเพื่อสังคม (ดีอี) ระบุว่ายังไม่ได้ข้อมูลนักการเมือง 7 คน รังสิมันต์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนได้รับการประสานด้วยวาจาว่าให้นำข้อมูลไปให้นายกฯ แต่ยังหาวันไม่ลงตัว ซึ่งตนยินดีที่จะไปให้ข้อมูลกับนายกฯ และตนไม่ได้กังวลว่าต้องไปชี้แจงกับใคร
ส่วนเรื่องการทำหน้าที่ของรัฐบาลที่บอกว่าจะทำหน้าที่ตรงไปตรงมา ก็พูดกันตรงไปตรงมาว่าท่านควรมาดูลูกน้องของท่านบ้าง เพราะในการพูดคุยกันใน กมธ. มีการปรากฏชื่อหลายคน ถ้าตรวจสอบว่าคนที่มา กมธ. เป็นใคร ก็จะพอเห็นภาพว่าใครเป็นเป้าหมายในการตรวจสอบ แต่ปัญหาคือถ้าพูดแบบท่านไม่รู้อะไรเลย เพียงบอกว่ารายชื่อ 7 คน มีหรือไม่ ซึ่งนี่ก็เริ่มปรากฏแล้ว แทนที่จะมาตั้งคำถามกลับแบบนี้ทำไมไม่มาช่วยกันการปราบปรามเรื่องนี้
“ผมยืนยันได้ว่าคุณอนุทินรู้ดี ว่ามีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อกับแก๊งสแกมเมอร์ ถ้าบอกว่าท่านไม่รู้ ผมไม่เชื่อ ยืนยันว่าให้มาช่วยกันปราบสแกมเมอร์ดีกว่า แต่ถ้าจะมาตอบโต้เราทั้งที่พวกเรามีความปรารถนาดี ผมคิดว่าจะทำให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการปราบปรามสแกมเมอร์ลดลง จากที่ลดลงอยู่แล้วในฐานะที่มี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็ยิ่งแย่ลงไปอีก ไม่รู้ว่ามีใครไปถามคุณธรรมนัสแล้วหรือไม่ เรื่องชนนพัฒฐ์” รังสิมันต์ กล่าว
ตั้งข้อสังเกตหรือไม่ว่าเหตุใดนายกฯ ไม่ขยับเรื่องนี้เลย รังสิมันต์ กล่าวว่า เอาขั้นต่ำที่สุด นายกฯ ต้องรู้ว่ามีกรณีของ เบน สมิธ เพราะตอนที่นายกฯเป็น รมว.มหาดไทยขณะนั้น เป็นคนที่ไม่ได้ให้สัญชาติ เบน สมิธ และนายกฯต้องรู้อยู่แล้วว่า เบน สมิธ เชื่อมโยงบุคคลสำคัญใดบ้าง ใครบ้างที่วิ่งเต้นให้ เบน สมิธ แต่จะมาบอกว่าไม่มีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องเลย ตนคิดว่าเป็นการพูดเอาง่าย ก็จะกลับมาที่ประเด็นเดิมว่านักการเมืองประเทศเรามีอิทธิพล จนทำให้กลไกการตรวจสอบต่างๆ ไม่สามารถทำได้โดยง่าย จึงทำให้การตรวจสอบไม่สามารถบรรลุผลได้ ถ้าไม่ตรวจสอบเข้มข้นขนาดนี้ ตนก็ไม่มั่นใจว่าเราจะเห็นความก้าวหน้าในเรื่องนี้ ซึ่งกรณี ชนนพัฒฐ์ พอจะเห็นความก้าวหน้าแล้ว
มองการทำงานของรัฐบาลว่าจริงใจในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์หรือไม่ รังสิมันต์ กล่าวว่า ด้านการสื่อสารขยายอยู่ แต่ทางปฏิบัติตนยังไม่มั่นใจเพราะยังคาดหวังมากกว่านี้ อย่างวันนี้ในที่ประชุม กมธ. เราจะชี้เป้าบริษัทฮุยวัน ที่เป็นบริษัทที่มีข้อมูลอยู่แล้ว น่าจะเปิดปฏิบัติการได้เลยหรือ 43 รายชื่อ ที่ทาง กมธ. จะส่งให้ เราก็คาดหวังว่าจะบรรลุเป้าหมายว่าจะดำเนินการ ตั้งแต่ชั้น ตม. การตรวจสอบเส้นทางการเงิน และคดีความอาญา ถ้ากวาดทั้งระบบก็จะส่งผลดี ต่อประเทศไทยในการแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติได้
“ถ้าให้ผมพุ่งเป้าว่าทำไมรัฐบาลถึงไม่จริงจังในเรื่องนี้ คิดว่าคงติดปัญหาเรื่องทุนไทยเทา ซึ่งมีอำนาจทางการเมือง ถ้าแฟร์ๆ ก็ไม่ได้มีแค่คุณธรรมนัส แต่วันนี้คุณธรรมนัสเป็นผู้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญทางการเมือง คงต้องไปถามนายกฯว่าทำไมไม่ปลดคุณธรรมนัส ทั้งๆที่คุณธรรมนัสเกี่ยวข้องกับคุณเบน สมิธ และถ้าคุณธรรมนัสบริสุทธิ์ใจ ก็มาชี้แจงตอบคำถามกมธ. เราทุกอย่างออกมาเปิดให้หมด ถ้าท่านมีความจำไม่ดีเรื่องเรือยอร์ช ก็ไปทบทวนหน่อย ยังมีเวลา แล้วมาชี้แจงต่อ กมธ.ว่าใครเป็นเจ้าของ
แฟร์ๆเลยคือคุณธรรมนัสเคยให้สัมภาษณ์ไปบ้างแล้วคือคนที่ให้รู้จักกับเบน สมิธ คือ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯแต่ตอนนี้เราไม่ทราบ เพราะคุณทักษิณพูดไม่ได้ อย่างไรก็ตาม อยากให้คุณธรรมนัสใช้โอกาสนี้ชี้แจงให้ชัดเจน นี่ยังไม่นับบุคลากรทางการเมืองที่เข้าไปเกี่ยวข้องอีกหลายคน บางท่านเป็นอดีตนายกฯ ดังนั้น ผมเชื่อว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ความคืบหน้าเรื่องการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ไม่สามารถจบโดยง่ายเพราะมีคนการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง” รังสิมันต์ กล่าว
มีการเรียกร้องให้นายกฯ ดำเนินการต่อ ร.อ.ธรรมนัส และนักการเมือง แต่ดูเหมือนนายกฯเพิกเฉย ถือว่าเข้าข่ายการละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ รังสิมันต์ กล่าวว่า จากที่ดูทิศทางไปสู่จุดนั้นแน่นอน เพราะไม่มีเหตุผลที่จะปล่อยให้ร.อ.ธรรมนัส ดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกฯ และยิ่งมีกรณีของ ชนนพัฒฐ์ ยิ่งไม่มีเหตุผลเลย ดังนั้น ถ้านายกฯไม่มีการดำเนินการเรื่องนี้ปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ไม่มีทางจบ
ไม่ใช่แค่เรื่องความเชื่อมั่นของรัฐบาลแต่เป็นความเชื่อมั่นระหว่างโลกกับประเทศไทย และทำให้กระแสกดดันที่มีต่อนายกฯจะเพิ่มสูงขึ้น และเกิดคำถามว่าทำไมนายกฯ ต้องอุ้ม ร.อ.ธรรมนัส แปลว่าอะไร จากเดิมที่คนไม่สงสัยมาก ไปๆมาๆก็ทำให้รู้สึกว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนบางอย่าง จึงทำให้การใช้อำนาจของนายกฯไม่เกิดขึ้น ดังนั้นเวลาที่เหลือนายกฯ จัดการกับสแกมเมอร์ แและ ร.อ.ธรรมนัส จะน้อยลงเรื่อยๆในรัฐบาลนี้
รังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ข้อมูลที่ พ.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. และ อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม คิดว่าไม่ใช่ทั้งหมดแต่เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกับบุคลสำคัญจำนวนมาก บางส่วนเป็นข้าราชการตำรวจและอดีตข้าราชการระดับสูง จำนวนมาก บางส่วนเป็นนักการเมือง ซึ่งเราจะได้เห็นมีนักการเมืองภาคใต้อีกว่าอาจจะไปเชื่อมโยงเรื่องนี้ หาไม่เกี่ยวต้องเอาพยานหลักฐานมาชี้แจง กมธ. อย่างไรก็ตาม หากเอาไปขยายผลจะเห็นความสัมพันธ์ทางเส้นทางการเงินที่ลึกซึ้งมากขึ้น
เมื่อถามว่า จะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องสแกมเมอร์หรือไม่ รังสิมันต์ กล่าวว่า เราพร้อมคุยกับพรรคเพื่อไทย เพราะมองว่าไทม์ไลน์ทั้งการแก้รัฐธรรมนูญ เรื่องการเปิดสภาฯ มาจนเรื่องนี้ ไปด้วยกันได้ ดังนั้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจถ้าจะเกิดขึ้นก็ต้องคุยกับพรรคฝ่ายค้านทั้งหมด และต้องออกแบบยุทธศาสตร์ ตนคิดว่าเราจะยื่นใครก็แล้วแต่ สิ่งสำคัญคือต้องเอาให้สำเร็จ เพราะใช้ได้แค่ครั้งเดียวต่อปี หากเรามีเสียงฝ่ายค้านเยอะขนาดนี้ ถ้าจะดำเนินการต้องเป้าหมายและต้องเอาให้ได้




