สับแหลก! ‘โรม’ โวย ผบ.ตร.สั่งชะลอบังคับใช้ ‘พ.ร.บ.ป้องกันทรมาน-อุ้มหาย’ ด่ายับเป็นไบโพลาร์

12 ม.ค. 2566 - 16:54

  • ‘โรม’ สับแหลก ‘ผบ.ตร.’ ด่าเป็นไบโพลาร์-บริหารล้มเหลว

  • ปมสั่งชะลอ ‘พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานและการอุ้มหายฯ’ อ้างไม่พร้อม

  • พร้อมตะเพิดออกไป ให้คนพร้อมกว่ามาทำแทน

Rome_complains_COMMISSIONER_GENERAL_delaying_enforcement_of_anti_abduction_laws_SPACEBAR_Thumbnail_dc061c3745.jpeg
รังสิมันต์ โรม ส.สบัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล แถลงโจมตีกรณี พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ลงนามในหนังสือ เมื่อ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา ขอให้มีการชะลอบังคับใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ผ่านสภาฯ หลายเดือนแล้ว แต่ยังไม่ได้บังคับใช้ทันที เนื่องจากต้องรอประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา และมีการกำหนดระยะเวลาเอาไว้เพื่อให้หน่วยงานราชการได้เตรียมตัว  

โดยข้อกังวลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่เกรงว่าจะดำเนินการไม่ได้ คือกระบวนการควบคุมตัวผู้ต้องหา ที่บังคับให้ติดกล้องบันทึกภาพไว้ เพื่อให้ตรวจสอบได้ว่าเป็นการควบคุมตัวผู้ต้องหาที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีการซ้อมทรมาน ทำร้ายร่างกาย ซึ่งเป็นเรื่องปกติของหลายๆ ประเทศ แต่ที่ผ่านมา ในประเทศไทยมีหลายกรณีที่ถูกกล่าวหาว่า การควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ของรัฐมีการซ้อมทรมาน หรือควบคุมตัวไม่เป็นไปตามมาตราฐานของสากล 

“เจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ เป็นเจตนารมณ์ที่ดี ซึ่งเราได้ให้เวลากับ สตช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากเพียงพอ แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ ผบ.ตร. กลับบอกว่า ถ้าจะปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ จะต้องมีการจัดซื้อกล้องบันทึกภาพและเสียงจำนวนมาก แล้วต้องฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของรัฐนับสองแสนนาย และบอกว่าระยะเวลาเท่านี้ไม่เพียงพอ จึงต้องการให้มีการชะลอออกไปก่อน ซึ่งผมเชื่อว่าการเลื่อนครั้งนี้ ผบ.ตร.คงหมายถึงให้ใช้พระราชกฤษฎีกา ในการเลื่อนบังคับใช้ตัวพระราชบัญญัติดังกล่าวออกไป ซึ่งในความเห็นตนไม่สามารถทำได้” รังสิมันต์ กล่าว 

รังสิมันต์ อ้างว่า เมื่อ 22 ธันวาคม 2565 อนุกรรมาธิการยุติธรรม สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญตัวแทน สตช. โดยมี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. มาชี้แจงและย้ำถึงความพร้อมปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ ดังนั้น แม้อุปกรณ์และเจ้าหน้าที่ยังไม่พร้อม แต่ไม่ใช่ข้อแก้ตัวที่จะไม่ทำตามกฎหมายฉบับนี้ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างตอบชัดเจนว่าสามารถปฏิบัติตามได้ โดยหากมีข้อขัดข้องสามารถใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกภาพแก้ปัญหาไปก่อน หรือหากจำเป็นต้องซื้อกล้องจริงๆ ก็สามารถเบิกงบกลางมาใช้ก่อนได้แต่วันที่ 6 มกราคม 2566 กลับทำหนังสือถึง รมต.ยุติธรรม ว่าไม่พร้อม  

“ตกลงท่านเป็นไบโพลาร์หรือ เอาอย่างไรกันแน่ รอง ผบ.ตร. เป็นตัวแทนมาชี้แจงต่ออนุกรรมาธิการ ท่านบอกอย่างชัดเจนว่าพร้อม แล้วเราก็ให้คำแนะนำไปด้วยว่าใช้งบกลางได้ แต่พอมาเวลานี้ท่านกลับทำหนังสืออีกแบบหนึ่ง ผมเชื่อว่าภายใต้การบริหารงานของ ผบ.ตร.คนปัจจุบัน ล้มเหลวถึงที่สุด ทั้งเรื่องการปรามปราบอาชญากรรม ทุนจีนสีเทาก็ปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่มีประสิทธิภาพ และกับการทำตามกฎหมายที่สภาฯ ออกมา ยังทำไมได้ แล้วจะเป็น ผบ.ตร.ไปทำไม” รังสิมันต์ กล่าว 

พร้อมกันนี้ ขอฝากไปถึงนายกรัฐมนตรี และ รมต.ยุติธรรม อย่าใช้วิชามาร ออก พ.ร.ก.เพื่อเลื่อนกฎหมายฉบับนี้ออกไป เพราะประชาชนยังรออยู่ และประเทศไทยได้รับเสียงชื่นชมเป็นอย่างมากในการออกกฎหมายฉบับนี้ 

“การกระทำเช่นนี้ จึงถือเป็นการทำลายชื่อเสียงของประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยเปรียบเหมือนไร้กระดูกสันหลังต่อสายตาต่างประเทศ ที่ออกกฎหมายที่ดีมาแต่ไม่บังคับใช้ เท่าที่ตนได้สำรวจใน สน.หลายแห่ง ก็เริ่มมีความพร้อมสำหรับการบังคับใช้กฎหมายนี้แล้ว แต่คนแรกที่บอกว่าไม่พร้อมก็คือ ผบ.ตร.เอง ตนเห็นว่าถ้าไม่พร้อมก็ควรออกไป เพราะมีคนอื่นที่พร้อมกว่า” รังสิมันต์ กล่าว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์