ส่ง จม.เปิดผนึก กกต.! ‘รสนา’ จี้สอบแจกเงินดิจิทัลส่อผิด กม.

23 ต.ค. 2566 - 16:58

  • ‘รสนา’ ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง กกต.

  • จี้ตรวจสอบแจกเงินดิจิทัลเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่

Rosana_urges_the_ECT_Examination_of_the_distribution_of_digital_money_Is_it_illegal_SPACEBAR_Hero_2a657c69b9.jpg

รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2566 ข้อความระบุว่า รสนาทำจดหมายเปิดผนึกถึง กกต. อีกฉบับ เตือนให้ระวังรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อทำโครงการแจกเงินดิจิทัลภายในไตรมาสแรกของปี 2567 เป็นการหลีกเลี่ยงการกำกับโดยรัฐสภาหรือไม่ เข้าข่ายเป็นการใช้นโยบายการคลังเพื่อสร้างความนิยมให้แก่พรรคการเมืองหรือไม่ 

โครงการดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นสัญญาว่าจะให้ในตอนหาเสียง แตกต่างจากที่ชี้แจงไว้กับกกต.นั้น เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องหรือไม่ จึงทำจดหมายเปิดผนึกถึงกกต. เป็นการแจ้งข้อมูลสำคัญต่อ กกต.แล้ว

โดยเนื้อหาจดหมายที่ส่งถึง กกต. ระบุว่า ตามที่ข้าพเจ้าได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 19 ตุลาคม2566 ร้องเรียนให้คณะกรรมการ กกต. ร่วมกับองค์กรอิสระพิจารณาโครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท เพื่อปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในการชี้แนะและตักเตือนรัฐบาลกรณีที่มีความเห็นร่วมกันว่าโครงการดังกล่าวเสี่ยงต่อการทุจริตและอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อฐานะการเงินการคลังของประเทศ นั้น

ข้าพเจ้าขอเรียนว่าคณะกรรมการ กกต. จะเป็นองค์กรที่สำคัญที่สุดในการพิจารณาเรื่องนี้ เพราะโครงการดังกล่าวกำลังจะเปิดประเพณีการแข่งขันทางการเมืองใหม่ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง มีรายละเอียด ดังนี้

1.เป็นโครงการประชานิยมที่ไร้สถานการณ์

โครงการประชานิยมที่ผ่านมานั้น มักจะมีขอบเขตบางประการ เช่น ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ยากไร้ ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้สูงอายุ ให้ความช่วยเหลือในยามเจ็บป่วย สนับสนุนการซื้อบ้านหลังแรก สนับสนุนการซื้อรถคันแรก เป็นต้น หรือจะเป็นโครงการที่จำเป็นยิ่งยวดเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น วิกฤตสถาบันการเงินปี 2540 วิกฤตน้ำท่วมปี 2554 วิกฤตโควิดที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศในปี 2563-2565 

แต่โครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทนั้น มิได้มีสถานการณ์วิกฤตยิ่งยวดทางเศรษฐกิจ มิใช่เพื่อช่วยเหลือคนที่เปราะบางในสังคม มิใช่เพื่อแก้ปัญหาสถาบันการเงินใด แต่เกิดขึ้นเพียงเนื่องจากรัฐบาลเห็นว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินไว้ ในปี 2566 ร้อยละ 2.8 และในปี 2567 จะเร่งตัวขึ้นเป็นร้อยละ 4.4 ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวไม่มีสภาวะวิกฤตใดๆ นั้น แต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ รัฐบาลต้องการให้อัตราการขยายตัวในปี 2566 เพิ่มขึ้น เช่นเป็นร้อยละ 5

ดังนั้น โครงการทำนองนี้จึงเป็นโครงการประชานิยมที่ไร้สถานการณ์ ซึ่งถ้าคณะกรรมการ กกต. อนุญาตให้เกิดขึ้นได้ ก็จะเป็นการสร้างประเพณีทางการเมืองใหม่ที่อันตราย

2.เป็นโครงการที่ใช้เกื้อหนุนการหาเสียงได้

กรณีคณะกรรมการ กกต. อนุญาตให้โครงการทำนองนี้เกิดขึ้นได้ รัฐบาลก็ย่อมจะสามารถออกโครงการซ้ำในห้วงเวลาใกล้หมดอายุก่อนการเลือกตั้งครั้งต่อไป เพื่อทำให้เศรษฐกิจบูมคึกคัก และช่วยเสริมคะแนนนิยมให้แก่พรรครัฐบาล อันจะเข้าข่ายเป็นการใช้นโยบายการคลังเพื่อสร้างความนิยมให้แก่พรรคการเมือง

“ประการสำคัญ โครงการดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นสัญญาว่าจะให้ในตอนหาเสียงอันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างร้ายแรงด้วย”

3.เป็นโครงการที่นำไปสู่การแข่งขันทางการเมือง

กรณีคณะกรรมการ กกต. อนุญาตให้โครงการทำนองนี้เกิดขึ้นได้ ในการเลือกตั้งในอนาคต พรรคการเมืองก็ย่อมสามารถแข่งขันกัน เช่น ขยายวงเงินแจกเป็นคนละ 100,000 บาท หรือคนละ 500,000 บาท อันจะเป็นจุดเริ่มต้นพาประเทศสู่หายนะในฐานะการคลังดังเช่นเกิดขึ้นในบางประเทศในทวีปอเมริกาใต้

ข้าพเจ้าขอเรียนว่า มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลจะใช้วิธีออกพระราชกำหนดเพื่อกู้หนี้สาธารณะ เพื่อให้สามารถแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทได้ภายในไตรมาสแรกปี 2567 ซึ่งนอกจากจะเป็นการหลีกเลี่ยงการกำกับโดยรัฐสภาทั้งที่เป็นโครงการใหญ่อันดับหนึ่งของรัฐบาล ยังจะเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 62 โดยไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง และการเปิดประเพณีโครงการประชานิยมที่ไร้สถานการณ์ก็จะยิ่งทำลายหลักการวินัยการเงินการคลังของชาติโดยสิ้นเชิงอีกด้วย

ข้าพเจ้าจึงขอร้องเรียนให้ท่านสั่งให้สำนักงาน กกต.พิจารณาว่าโครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ตามที่ปรากฏรายละเอียดมากขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งปรากฏชัดเจนว่า แหล่งเงินที่พรรคเพื่อไทยชี้แจงต่อสำนักงาน กกต.ว่าส่วนใหญ่จะมาจากงบประมาณ

“แต่บัดนี้มีแนวโน้มจะใช้วิธีกู้หนี้สาธารณะโดยออกเป็นพระราชกำหนด อันแตกต่างจากที่ชี้แจงไว้ นั้น เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือไม่ โดยขอให้พิจารณากฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้อง มิใช่เฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และขอให้พิจารณารัฐธรรมนูญประกอบด้วย”

ข้าพเจ้าจึงทำหนังสือนี้ให้ปรากฏว่าข้าพเจ้าได้แจ้งข้อมูลสำคัญต่อท่านแล้ว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์