‘เรืองไกร’ ยื่นสอบทรัพย์สิน ‘อิ๊งค์’ มั่นใจคดี ‘44 สส.ก้าวไกล’ ส่อถูกชี้มูลหมู่

21 ก.พ. 2568 - 10:46

  • ‘เรืองไกร’ ยื่นสอบทรัพย์สิน ‘อิ๊งค์’ ชี้มีพิรุธส่อผิดจริยธรรม

  • บอกทรัพย์สินไม่เกินสองแสนก็ต้องยื่น ทั้งรองเท้ามุก-ไอแพด

  • มั่นใจคดี ‘44 สส.ก้าวไกล’ ส่อถูกชี้มูลหมู่ ยกคดีเสียบบัตรแทนกันเทียบ

ruangkrai_leekitwattana_21_feb_2025_SPACEBAR_Hero_db41603091.jpg

วันนี้ (21 ก.พ.) ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เข้ายื่นหนังสื่อเพื่อทวงถามความคืบหน้าการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของ นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ในประเด็นการถือครองร่วมอพาร์ทเมนต์ ที่ประเทศอังกฤษ และเรื่องรายได้จากค่าเช่า จำนวน 800,000 บาท ซึ่งรายได้ส่วนนนี้ ต้องยื่นเสียภาษีกลางปี ( ภ.ง.ด.94) ที่จะปรากฎข้อมูลการยื่นภายในเดือนมีนาคมนี้ แต่ไม่มีข้อมูลระบุไว้ต่อ ป.ป.ช. จึงอยากให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบเรื่องนี้ 

โดย เรืองไกร มองว่า หากไม่มีการยื่นภาษีอย่างถูกต้อง อาจเข้าข่ายปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และเข้าข่ายไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีรายได้จาก โทเคน 400,000 บาท ของคู่สมรสนายกรัฐมนตรี (ปิฎก สุขสวัสดิ์) รวมถึงการขายหุ้นอัลไพน์ว่ารายได้ไปอยู่ส่วนไหน 

เรืองไกร ยังเปิดเผยว่า เขาเตรียมยื่นสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับการยื่นทรัพย์สินอื่นๆ ของนายกรัฐมนตรี โดยอ้างอิง คำพิพากษาศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีการยื่นบัญชีทรัพย์สินไม่ครบ เพราะ สส.บางคนแจงรายละเอียดทั้งหมด แม้กระทั่งหนังสือในบางราย 

โดยมองว่า นายกรัฐมนตรี มีแหวน 1 วง ที่ไม่ได้ยื่น รวมถึงรองเท้าไข่มุกคู่หนึ่งที่ใส่ไปพบประธานาธิบดี สาธารณรัฐประชาชนจีน ไอแพด 1 เครื่อง ก็สงสัยว่าได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ เพราะทำให้ไม่รู้ที่มาทรัพย์สิน มูลค่าเกือบ 14,000 ล้านบาท

“นี่ยังไม่ได้ยื่นว่าร่ำรวยผิดปกติ เพราะการจะพิจารณาว่าร่ำรวยผิดปกติ ต้องนับจากวันที่นายกรัฐมนตรีเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง และมีเงินที่เพิ่มขึ้นระหว่างดำรงตำแหน่ง และก่อนดำรงตำแหน่งทรัพย์สินที่ได้มามิชอบด้วยกฎหมาย หากเป็นเงินที่ไม่ได้เสียภาษี ต้องเสียภาษีหากมีร้องเรื่องนี้ขึ้นมา อาจจะโดนเรื่องจริยธรรมเพิ่มเติม”

เรืองไกร กล่าว

  • มั่นใจคดี ‘44 สส.ก้าวไกล’ ส่อถูกชี้มูลหมู่ ยกคดีเสียบบัตรแทนกันเทียบ

นอกจากนี้ เรืองไกร ยังระบุถึง คดี อดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ที่ร่วมลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  

ที่วันนี้ ป.ป.ช. ได้เรียก อดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล มารับทราบข้อกล่าวหาว่า ตามหลักการของการเสนอญัตติในสภาผู้แทนราษฎร ต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า 20 คน 

ดังนั้น เมื่อจะกล่าวหาก็ต้องกล่าวหาร่วมกัน และเมื่อชี้มูลความผิด ต้องชี้มูลความผิดเป็นกลุ่ม เพราะเป็นการกระทำร่วมกันในสภาผู้แทนราษฎร และในรายชื่อแนบท้ายญัตติก็มีชื่อของ 44 สส. ร่วมลงชื่อเสนอญัตติด้วย

เรืองไกร ยืนยันว่า ในการเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาต้องเรียกมาทั้งกลุ่ม โดยยกตัวอย่างคดีของ นาที รัชกิจประการ อดีต สส.บัญชีรายชื่ อพรรคภูมิใจไทย ที่มีการเสียบบัตรแทนกัน ในกลุ่ม สส. จำนวน 3 คน ซึ่งก็มีการฟ้องร้องรวมกันทั้ง 3 คน หรือเหมือนกรณีที่เราจับคนเล่นการพนัน ก็ต้องฟ้องกันทั้งหมด หรือแม้แต่คดีดิไอคอน ก็ยังดำเนินคดีรวมกัน โดยเรียกสอบเป็นรายคน 

ส่วนกรณีที่จะมีการกันคนใดคนหนึ่งเป็นพยาน เรืองไกร มองว่า ถ้าพยานหลักฐานเพียงพอ น่าจะทำได้ยาก และขอให้ดำเนินการไปตามครรลองของกฎหมาย 44 สส. มีสิทธิต่อสู้ แต่อย่าลืมว่านี่เป็นข้อหาจริยธรรม ซึ่งใช้คำตัดสินของศาลฎีกาเพียงชั้นเดียว ศาลเดียว และหากมีความผิดจริง ต้องเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมืองตลอดไป โดยจะอุทธรณ์ไม่ได้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์