เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ยื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ตรวจสอบพรรคเพื่อไทย ใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1. กรณี แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย, ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ปราศรัยบนเวทีที่ จ.อุดรธานี เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ด้วยถ้อยคำว่า "รับเงินหมา กาเพื่อไทย" เนื่องจากเห็นว่าคำพูดดังกล่าว เข้าข่ายฝ่าฝืน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 73 (5) โดยได้รวบรวมหลักฐานคลิปวีดีโอการปราศรัย, ข้อความจากเฟซบุ๊ก และเว็บไซต์ของพรรคฯ
2. กรณี ณัฐวุฒิ ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย แต่ขึ้นเวทีไปปราศรัยช่วยหาเสียง อีกทั้งยังต้องคำพิพากษาคดีบุกรุกบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี ซึ่งเจ้าตัวอ้างว่าอยู่ในตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ทั้งนี้ การกระทำของ ณัฐวุฒิ บ่งบอกถึงการเป็นดาวเด่นของพรรคเพื่อไทย จึงเกิดคำถามว่า เป็นการชี้นำ ครอบงำพรรคเพื่อไทย หรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมา เคยยื่นร้องในประเด็นดังกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่ง ขณะนั้น กกต.ได้ชี้แจงว่า ณัฐวุฒิ ได้ขึ้นเวทีแค่สวมเสื้อของพรรคฯอย่างเดียว จึงไม่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 28 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง สำหรับเรื่องนี้ ตนเทียบเคียงกรณีที่ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ขึ้นเวทีปราศรัยของพรรคพลังประชารัฐ เมื่อปี 2562 โดยสวมเสื้อของพรรคฯ แต่ไม่ได้ปราศรัย จึงอยากให้ กกต.พิจารณา เพราะถ้าเการกระทำของ ณัฐวุฒิ เข้าข่ายผิดมาตรา 28, 29 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง สามารถเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย 'ยุบพรรค' ต่อไป
3. ขอให้ กกต.ตรวจสอบนโยบายของพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 ให้กับประชาชนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ตามที่ เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ได้พูดถึงบนเวทีปราศรัย ซึ่งพบฐานข้อมูลว่า มีประชาชนที่สามารถได้รับสิทธิ 56 ล้านคน ใช้งบประมาณ 5.6 แสนล้านบาท การใช้ถ้อยคำว่า งบประมาณกับการหาเสียงในนโยบายดังกล่าว หมายถึงการใช้งบประมาณแผ่นดิน ตามมาตรา 140 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งการใช้งบประมาณดังกล่าว จะใช้ได้เฉพาะกฎหมายการเงิน การคลัง ไม่สามารถใช้หาเสียงในลักษณะดังกล่าวได้ ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ เลขาฯ กกต.ต้องรับฟัง ซึ่งการหาเสียงลักษณะนี้ ทำเกินกรอบการใช้งบประมาณแผ่นดินหรือไม่
เรืองไกร ระบุว่า จากตัวเลขที่ใช้งบประมาณมากถึง 5.6 แสนล้านบาท ที่พรรคเพื่อไทยชี้แจงว่า เป็นเงินมาจากการจัดเก็บภาษี 2.6 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขงบประมาณแผ่นดินปี 2567 ที่รัฐบาลคำนวณการจัดเก็บภาษีได้เพียง 2.67 แสนล้านบาท แต่ตัวเลขการจัดเก็บภาษีดังกล่าว ถูกรวมอยู่ในกรอบการจัดเก็บงบประมาณปี 2567 เรียบร้อยแล้ว ซึ่งไม่มีเงินเหลือไว้ใช้กับนโยบายดังกล่าวแล้ว
“ผมท้าให้ใครก็ได้ มาถกกฎหมายงบประมาณด้วยกัน กางกฎหมายวินัยการเงินการคลัง กางรัฐธรรมนูญมาถกกัน พวกท่านเป็นกรรมาธิการงบประมาณ มา 4 ปี แต่ทำไมถึงตกประเด็นนี้ ข้อมูลที่บอกว่าจะเก็บเพิ่มได้อีกนั้นไม่ใช่ ซึ่งสำนักงบประมาณ ได้อธิบายเงินที่จ่ายผ่านกระทรวงต่างๆ หน่วยงานต่างๆ เป็นร้อยโครงการ ซึ่งเงินเอาไปใช้หมดแล้ว ดังนั้น กรณีกระเป๋าเงินดิจิทัล จะต้องกลับไปรื้องบประมาณใหม่ ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่รื้องบฯ ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ได้ทำไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ถึงแม้ว่าจะรื้อได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะจัดเก็บภาษีได้ตามที่พรรคการเมืองได้หาเสียงไว้ ผมจึงมองว่า ผิดมาตรา 73 (5) เพราะนโยบายดังกล่าว ก่อนเงินจะตกไปในกระเป๋าของประชาชน จะต้องผ่านกระทรวงต่างๆของรัฐบาลก่อน แล้วหน่วยงานไหนจะใช้เงินดิจิทัล ตามที่พรรคเพื่อไทย ได้หาเสียง” เรืองไกร ระบุ
2. กรณี ณัฐวุฒิ ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย แต่ขึ้นเวทีไปปราศรัยช่วยหาเสียง อีกทั้งยังต้องคำพิพากษาคดีบุกรุกบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี ซึ่งเจ้าตัวอ้างว่าอยู่ในตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ทั้งนี้ การกระทำของ ณัฐวุฒิ บ่งบอกถึงการเป็นดาวเด่นของพรรคเพื่อไทย จึงเกิดคำถามว่า เป็นการชี้นำ ครอบงำพรรคเพื่อไทย หรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมา เคยยื่นร้องในประเด็นดังกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่ง ขณะนั้น กกต.ได้ชี้แจงว่า ณัฐวุฒิ ได้ขึ้นเวทีแค่สวมเสื้อของพรรคฯอย่างเดียว จึงไม่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 28 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง สำหรับเรื่องนี้ ตนเทียบเคียงกรณีที่ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ขึ้นเวทีปราศรัยของพรรคพลังประชารัฐ เมื่อปี 2562 โดยสวมเสื้อของพรรคฯ แต่ไม่ได้ปราศรัย จึงอยากให้ กกต.พิจารณา เพราะถ้าเการกระทำของ ณัฐวุฒิ เข้าข่ายผิดมาตรา 28, 29 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง สามารถเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย 'ยุบพรรค' ต่อไป
3. ขอให้ กกต.ตรวจสอบนโยบายของพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 ให้กับประชาชนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ตามที่ เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ได้พูดถึงบนเวทีปราศรัย ซึ่งพบฐานข้อมูลว่า มีประชาชนที่สามารถได้รับสิทธิ 56 ล้านคน ใช้งบประมาณ 5.6 แสนล้านบาท การใช้ถ้อยคำว่า งบประมาณกับการหาเสียงในนโยบายดังกล่าว หมายถึงการใช้งบประมาณแผ่นดิน ตามมาตรา 140 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งการใช้งบประมาณดังกล่าว จะใช้ได้เฉพาะกฎหมายการเงิน การคลัง ไม่สามารถใช้หาเสียงในลักษณะดังกล่าวได้ ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ เลขาฯ กกต.ต้องรับฟัง ซึ่งการหาเสียงลักษณะนี้ ทำเกินกรอบการใช้งบประมาณแผ่นดินหรือไม่
เรืองไกร ระบุว่า จากตัวเลขที่ใช้งบประมาณมากถึง 5.6 แสนล้านบาท ที่พรรคเพื่อไทยชี้แจงว่า เป็นเงินมาจากการจัดเก็บภาษี 2.6 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขงบประมาณแผ่นดินปี 2567 ที่รัฐบาลคำนวณการจัดเก็บภาษีได้เพียง 2.67 แสนล้านบาท แต่ตัวเลขการจัดเก็บภาษีดังกล่าว ถูกรวมอยู่ในกรอบการจัดเก็บงบประมาณปี 2567 เรียบร้อยแล้ว ซึ่งไม่มีเงินเหลือไว้ใช้กับนโยบายดังกล่าวแล้ว
“ผมท้าให้ใครก็ได้ มาถกกฎหมายงบประมาณด้วยกัน กางกฎหมายวินัยการเงินการคลัง กางรัฐธรรมนูญมาถกกัน พวกท่านเป็นกรรมาธิการงบประมาณ มา 4 ปี แต่ทำไมถึงตกประเด็นนี้ ข้อมูลที่บอกว่าจะเก็บเพิ่มได้อีกนั้นไม่ใช่ ซึ่งสำนักงบประมาณ ได้อธิบายเงินที่จ่ายผ่านกระทรวงต่างๆ หน่วยงานต่างๆ เป็นร้อยโครงการ ซึ่งเงินเอาไปใช้หมดแล้ว ดังนั้น กรณีกระเป๋าเงินดิจิทัล จะต้องกลับไปรื้องบประมาณใหม่ ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่รื้องบฯ ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ได้ทำไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ถึงแม้ว่าจะรื้อได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะจัดเก็บภาษีได้ตามที่พรรคการเมืองได้หาเสียงไว้ ผมจึงมองว่า ผิดมาตรา 73 (5) เพราะนโยบายดังกล่าว ก่อนเงินจะตกไปในกระเป๋าของประชาชน จะต้องผ่านกระทรวงต่างๆของรัฐบาลก่อน แล้วหน่วยงานไหนจะใช้เงินดิจิทัล ตามที่พรรคเพื่อไทย ได้หาเสียง” เรืองไกร ระบุ



