เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ยื่นเอกสารเพิ่มเติมต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีการถือครองหุ้น ‘ไอทีวี’ ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในประเด็นที่ กกต. ตั้งคณะสืบสวนสอบสวน ตามกฎหมายมาตรา 151 โดยเห็นว่า ควรเอาเอกสารส่งเพิ่ม แม้เข้าใจว่าคำร้องที่ตนได้ยื่นถูกตีตกไป โดยในประเด็นตามกฎหมายมาตรา 151 เมื่อ กกต. แถลงต่อประชาชนไปแล้ว ตนมีข้อมูล 4 ประเด็นที่จะมามอบให้คือ
1. กรณีที่ พิธา โพสต์ในเฟซบุ๊กของตัวเอง
2.เรื่องการโอนหุ้นของ พิธา ที่มีการโอนในวันที่ 25 พฤษภาคม 2566
3. รายงานการประชุมวาระท้ายที่เกี่ยวกับการซักถามของการประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท ไอทีวีฯ ณ วันที่ 26 เมษายน 2566 ที่มีการถามคำถามเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท ไอทีวีฯ รวมถึงไม่ตรงกันกับคลิปภาพที่ออกมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับคำร้อง และไม่ทำให้ข้อกฎหมายของรัฐธรรมนูญเปลี่ยนไปและข้อเท็จจริงที่มาร้องเปลี่ยนไป เพราะกฎหมายบอกว่าผู้สมัครต้องไม่เป็นผู้ถือหุ้น
4. วัตถุประสงค์ของบริษัท ไอทีวีฯ หลังจากถูกบอกเลิกสัญญาจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) วัตถุประสงค์หลักยังอยู่ คือการดำเนินธุรกิจสื่อ แต่งบฯ การเงินในไตรมาสที่ 1 ปี2566 มีการระบุไว้ว่า มีการทำธุรกิจสื่อตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2566 และจะรับรู้รายได้จากการทำสื่อดังกล่าว ในไตรมาสที่ 2 พร้อมแนบหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท ไอทีวีฯ บางส่วน ปี 2561 และ 2562 โดยมีแผนธุรกิจอย่างละเอียด
พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า หลังเลือกตั้งปี 2562 เหตุใด พิธา จึงไม่แจ้งการถือหุ้น 42,000 หุ้นของบริษัท ไอทีวีฯ ต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทันที ทำไมถึงต้องมาแจ้งในภายหลัง เพราะต้องการไม่ให้มีการตรวจสอบใช่หรือไม่ และยังมีการเลื่อนการยื่นบัญชีทรัพย์สิน หลังจากพ้นตำแหน่ง ส.ส. อีก จึงขอเรียกร้องให้ พิธา เปิดบัญชีทรัพย์สินทันที หลังจากที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. หมดแล้ว โดยไม่ต้องรอให้ ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินเพื่อแสดงความรับผิดชอบ และตนไม่เชื่อว่าทรัพย์มรดก จะมีแค่หุ้นนี้เท่านั้น
เรืองไกร ยืนยันด้วยว่า การยื่นตรวจสอบการถือครองหุ้นสื่อของ พิธา ไม่ใช่เป็นกระบวนการปลุกผี เพราะตนเองไม่ใช่พ่อมดหรือหมอผี ตนทำคนเดียว ไม่คิดอะไรเกินเลย และคิดว่าเมื่อมีหน้าที่ร้อง อะไรที่เป็นประโยชน์ก็มาร้อง แต่จะไม่ไปชี้นำสังคมก่อนที่เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะพิจารณาตัดสิน ไม่เช่นนั้น เราจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบไว้ทำไม
"ที่กล่าวหาว่าตนรับไม้ต่อมาจากนักการเมือง ก็ให้ไปหาไม้ท่อนนั้นให้เจอกันแล้วค่อยมากล่าวหา วันหนึ่งตนจะชี้ให้ดูว่าทำไมเป็นเพื่อนนักการเมือง เพราะวันนี้ ยังไปขุดกันอยู่เรื่องเงินในบัญชี 25 ล้าน เรื่องรถหรู ซึ่งต้องบอกว่าตนรวย เงิน 25 ล้านบาท จิ๊บๆ ไปดู ป.ป.ช. ตั้งแต่ 2551 ก็จะรู้ ตนรู้ว่าสังคมมองคนในแง่ร้าย มีอคติ ทั้งนี้ ขอให้สู้กันตามระบบ ท่านมาจากการเลือกตั้งก็สู้กันในระบบ ไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญและกฎหมายใด หรือฉันทามติเขียนว่าถ้าท่านชนะการเลือกตั้งแล้วห้ามถูกตรวจสอบ" เรืองไกร ระบุ
เรืองไกร เผยด้วยว่า ไม่กังวลที่มีทนายความไปแจ้งความว่าใช้เอกสารเท็จในการยื่นตรวจสอบ พร้อมยืนยันว่า ทันทีที่ กกต. รับรองผลการเลือกตั้งแล้ว จะมายื่นร้องเอาผิดต่อ พิธา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 อีกครั้ง
1. กรณีที่ พิธา โพสต์ในเฟซบุ๊กของตัวเอง
2.เรื่องการโอนหุ้นของ พิธา ที่มีการโอนในวันที่ 25 พฤษภาคม 2566
3. รายงานการประชุมวาระท้ายที่เกี่ยวกับการซักถามของการประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท ไอทีวีฯ ณ วันที่ 26 เมษายน 2566 ที่มีการถามคำถามเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท ไอทีวีฯ รวมถึงไม่ตรงกันกับคลิปภาพที่ออกมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับคำร้อง และไม่ทำให้ข้อกฎหมายของรัฐธรรมนูญเปลี่ยนไปและข้อเท็จจริงที่มาร้องเปลี่ยนไป เพราะกฎหมายบอกว่าผู้สมัครต้องไม่เป็นผู้ถือหุ้น
4. วัตถุประสงค์ของบริษัท ไอทีวีฯ หลังจากถูกบอกเลิกสัญญาจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) วัตถุประสงค์หลักยังอยู่ คือการดำเนินธุรกิจสื่อ แต่งบฯ การเงินในไตรมาสที่ 1 ปี2566 มีการระบุไว้ว่า มีการทำธุรกิจสื่อตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2566 และจะรับรู้รายได้จากการทำสื่อดังกล่าว ในไตรมาสที่ 2 พร้อมแนบหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท ไอทีวีฯ บางส่วน ปี 2561 และ 2562 โดยมีแผนธุรกิจอย่างละเอียด
พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า หลังเลือกตั้งปี 2562 เหตุใด พิธา จึงไม่แจ้งการถือหุ้น 42,000 หุ้นของบริษัท ไอทีวีฯ ต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทันที ทำไมถึงต้องมาแจ้งในภายหลัง เพราะต้องการไม่ให้มีการตรวจสอบใช่หรือไม่ และยังมีการเลื่อนการยื่นบัญชีทรัพย์สิน หลังจากพ้นตำแหน่ง ส.ส. อีก จึงขอเรียกร้องให้ พิธา เปิดบัญชีทรัพย์สินทันที หลังจากที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. หมดแล้ว โดยไม่ต้องรอให้ ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินเพื่อแสดงความรับผิดชอบ และตนไม่เชื่อว่าทรัพย์มรดก จะมีแค่หุ้นนี้เท่านั้น
เรืองไกร ยืนยันด้วยว่า การยื่นตรวจสอบการถือครองหุ้นสื่อของ พิธา ไม่ใช่เป็นกระบวนการปลุกผี เพราะตนเองไม่ใช่พ่อมดหรือหมอผี ตนทำคนเดียว ไม่คิดอะไรเกินเลย และคิดว่าเมื่อมีหน้าที่ร้อง อะไรที่เป็นประโยชน์ก็มาร้อง แต่จะไม่ไปชี้นำสังคมก่อนที่เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะพิจารณาตัดสิน ไม่เช่นนั้น เราจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบไว้ทำไม
"ที่กล่าวหาว่าตนรับไม้ต่อมาจากนักการเมือง ก็ให้ไปหาไม้ท่อนนั้นให้เจอกันแล้วค่อยมากล่าวหา วันหนึ่งตนจะชี้ให้ดูว่าทำไมเป็นเพื่อนนักการเมือง เพราะวันนี้ ยังไปขุดกันอยู่เรื่องเงินในบัญชี 25 ล้าน เรื่องรถหรู ซึ่งต้องบอกว่าตนรวย เงิน 25 ล้านบาท จิ๊บๆ ไปดู ป.ป.ช. ตั้งแต่ 2551 ก็จะรู้ ตนรู้ว่าสังคมมองคนในแง่ร้าย มีอคติ ทั้งนี้ ขอให้สู้กันตามระบบ ท่านมาจากการเลือกตั้งก็สู้กันในระบบ ไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญและกฎหมายใด หรือฉันทามติเขียนว่าถ้าท่านชนะการเลือกตั้งแล้วห้ามถูกตรวจสอบ" เรืองไกร ระบุ
เรืองไกร เผยด้วยว่า ไม่กังวลที่มีทนายความไปแจ้งความว่าใช้เอกสารเท็จในการยื่นตรวจสอบ พร้อมยืนยันว่า ทันทีที่ กกต. รับรองผลการเลือกตั้งแล้ว จะมายื่นร้องเอาผิดต่อ พิธา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 อีกครั้ง




