‘เรืองไกร’ ยื่นหลักฐานเพิ่มสอบ ‘พิธา’ ยัน ‘ไอทีวี’ มีแผนทำธุรกิจสื่อปี 66

13 มิ.ย. 2566 - 15:26

  • ‘เรืองไกร’ หอบหลักฐานปม ‘หุ้นสื่อ’ ยื่น กกต. เพิ่ม

  • ยืนยันปี 2566 ‘ไอทีวี’ มีแผนทำธุรกิจสื่อ เตรียมทราบรายได้ไตรมาส 2 ปีนี้

  • ท้า ‘พิธา’ เปิดบัญชีทรัพย์สินทันที หลังแจ้ง ป.ป.ช.

Ruangkrai_submitted_additional_evidence_to_the_ECT_in_case_of_Phitha_SPACEBAR_Hero_71fb60915d.jpeg
 เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ยื่นเอกสารเพิ่มเติมต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีการถือครองหุ้น ‘ไอทีวี’ ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในประเด็นที่ กกต. ตั้งคณะสืบสวนสอบสวน ตามกฎหมายมาตรา 151 โดยเห็นว่า ควรเอาเอกสารส่งเพิ่ม แม้เข้าใจว่าคำร้องที่ตนได้ยื่นถูกตีตกไป โดยในประเด็นตามกฎหมายมาตรา 151 เมื่อ กกต. แถลงต่อประชาชนไปแล้ว ตนมีข้อมูล 4 ประเด็นที่จะมามอบให้คือ 
 
1. กรณีที่ พิธา โพสต์ในเฟซบุ๊กของตัวเอง  
 
2.เรื่องการโอนหุ้นของ พิธา ที่มีการโอนในวันที่ 25 พฤษภาคม 2566  
 
3. รายงานการประชุมวาระท้ายที่เกี่ยวกับการซักถามของการประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท ไอทีวีฯ ณ วันที่ 26 เมษายน 2566 ที่มีการถามคำถามเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท ไอทีวีฯ รวมถึงไม่ตรงกันกับคลิปภาพที่ออกมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับคำร้อง และไม่ทำให้ข้อกฎหมายของรัฐธรรมนูญเปลี่ยนไปและข้อเท็จจริงที่มาร้องเปลี่ยนไป เพราะกฎหมายบอกว่าผู้สมัครต้องไม่เป็นผู้ถือหุ้น 
 
4. วัตถุประสงค์ของบริษัท ไอทีวีฯ หลังจากถูกบอกเลิกสัญญาจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) วัตถุประสงค์หลักยังอยู่ คือการดำเนินธุรกิจสื่อ แต่งบฯ การเงินในไตรมาสที่ 1 ปี2566 มีการระบุไว้ว่า มีการทำธุรกิจสื่อตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2566 และจะรับรู้รายได้จากการทำสื่อดังกล่าว ในไตรมาสที่ 2 พร้อมแนบหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท ไอทีวีฯ บางส่วน ปี 2561 และ 2562 โดยมีแผนธุรกิจอย่างละเอียด  
 
พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า หลังเลือกตั้งปี 2562 เหตุใด พิธา จึงไม่แจ้งการถือหุ้น 42,000 หุ้นของบริษัท ไอทีวีฯ ต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทันที ทำไมถึงต้องมาแจ้งในภายหลัง เพราะต้องการไม่ให้มีการตรวจสอบใช่หรือไม่ และยังมีการเลื่อนการยื่นบัญชีทรัพย์สิน หลังจากพ้นตำแหน่ง ส.ส. อีก จึงขอเรียกร้องให้ พิธา เปิดบัญชีทรัพย์สินทันที หลังจากที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.​ หมดแล้ว โดยไม่ต้องรอให้ ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินเพื่อแสดงความรับผิดชอบ และตนไม่เชื่อว่าทรัพย์มรดก จะมีแค่หุ้นนี้เท่านั้น  
 
เรืองไกร ยืนยันด้วยว่า การยื่นตรวจสอบการถือครองหุ้นสื่อของ พิธา ไม่ใช่เป็นกระบวนการปลุกผี เพราะตนเองไม่ใช่พ่อมดหรือหมอผี ตนทำคนเดียว ไม่คิดอะไรเกินเลย และคิดว่าเมื่อมีหน้าที่ร้อง อะไรที่เป็นประโยชน์ก็มาร้อง แต่จะไม่ไปชี้นำสังคมก่อนที่เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะพิจารณาตัดสิน ไม่เช่นนั้น เราจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบไว้ทำไม 
 
"ที่กล่าวหาว่าตนรับไม้ต่อมาจากนักการเมือง ก็ให้ไปหาไม้ท่อนนั้นให้เจอกันแล้วค่อยมากล่าวหา วันหนึ่งตนจะชี้ให้ดูว่าทำไมเป็นเพื่อนนักการเมือง เพราะวันนี้ ยังไปขุดกันอยู่เรื่องเงินในบัญชี 25 ล้าน เรื่องรถหรู ซึ่งต้องบอกว่าตนรวย เงิน 25 ล้านบาท จิ๊บๆ ไปดู ป.ป.ช. ตั้งแต่ 2551 ก็จะรู้ ตนรู้ว่าสังคมมองคนในแง่ร้าย มีอคติ ทั้งนี้ ขอให้สู้กันตามระบบ ท่านมาจากการเลือกตั้งก็สู้กันในระบบ ไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญและกฎหมายใด หรือฉันทามติเขียนว่าถ้าท่านชนะการเลือกตั้งแล้วห้ามถูกตรวจสอบ" เรืองไกร ระบุ  
 
เรืองไกร เผยด้วยว่า ไม่กังวลที่มีทนายความไปแจ้งความว่าใช้เอกสารเท็จในการยื่นตรวจสอบ พร้อมยืนยันว่า ทันทีที่ กกต. รับรองผลการเลือกตั้งแล้ว จะมายื่นร้องเอาผิดต่อ พิธา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 อีกครั้ง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์