ทำผิดต้องติดคุก! ‘ไอซ์ รักชนก’ ยื่นหลักฐาน ป.ป.ช.สอบ TH-AI Passport

1 ก.ย. 2569 - 13:30

  • ‘รักชนก ศรีนอก’ ยื่น ป.ป.ช. ตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport

  • ชี้พิรุธ TOR-ความเชื่อมโยงเอกชน และรูปแบบสัญญามูลค่า 1,600 ล้านบาท

  • ตั้งคำถามส่วนต่างกว่า 1,500 ล้านบาท พร้อมเรียกร้องหาผู้รับผิดชอบ

ทำผิดต้องติดคุก!  ‘ไอซ์ รักชนก’ ยื่นหลักฐาน ป.ป.ช.สอบ TH-AI Passport

โครงการที่ถูกวางภาพให้เป็นอีกหนึ่งก้าวของเทคโนโลยีไทย กำลังถูกตั้งคำถามหนักขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อรายละเอียดบางอย่างเริ่มไม่ลงตัว ตั้งแต่เงื่อนไขในเอกสาร ไปจนถึงตัวเลขที่ปรากฏหลังเปิดใช้งานจริง และเมื่อข้อสงสัยถูกส่งต่อถึงมือหน่วยงานตรวจสอบ เรื่องนี้จึงไม่ได้จบแค่คำถามว่า “โครงการคุ้มค่าหรือไม่” แต่กำลังพาไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า เบื้องหลังการเดินหน้าของ TH-AI Passport มีอะไรที่สังคมยังไม่เคยได้เห็นครบถ้วน?

รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย ธีระชาติ ก่อตระกูล ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร นำสำนวนพร้อมพยานหลักฐานเข้ายื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบความโปร่งใสของโครงการ TH-AI Passport โดยตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการจัดทำ TOR ความเชื่อมโยงของเอกชน ตลอดจนรูปแบบการจ่ายเงินที่อาจทำให้รัฐต้องแบกรับค่าใช้จ่ายสูงกว่าการใช้งานจริงอย่างมาก

‘ไชยชนก-ขรก.-เอกชน’ ต้องถูกตรวจสอบ

รักชนกระบุว่า บุคคลที่ถูกกล่าวหาในครั้งนี้ ประกอบด้วย ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ประธานคณะร่าง TOR และบุคคลที่เกี่ยวข้องจากบริษัท Human Intelligent

สำหรับไชยชนก เป็นข้อกล่าวหาในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากเมื่อปรากฏข้อพิรุธและความผิดปกติของโครงการแล้ว กลับไม่ได้พยายามหยุดยั้งหรือหาทางยกเลิกโครงการ ขณะที่ข้าราชการรายอื่นเป็นผู้รับนโยบายมาผลักดันและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยกร่าง TOR

หนึ่งในข้อพิรุธสำคัญที่รักชนกหยิบยกขึ้นมา คือการกำหนดสเปกใน TOR ด้านการประชาสัมพันธ์ ซึ่งระบุว่าต้องประชาสัมพันธ์บนจอบิลบอร์ดไม่น้อยกว่า 400 จุดทั่วประเทศ จอในร้านสะดวกซื้อไม่น้อยกว่า 6,000 จอ ในสาขาไม่น้อยกว่า 1,500 แห่ง และจอในห้างสรรพสินค้าไม่น้อยกว่า 200 จุด

รักชนกตั้งข้อสังเกตว่า เงื่อนไขดังกล่าวทำให้มีผู้ประกอบการเพียงไม่กี่รายที่สามารถตอบโจทย์ตามข้อกำหนดได้ จึงควรมีการตรวจสอบถึงที่มาของการออกแบบ TOR และความเหมาะสมของเงื่อนไขการแข่งขัน

จับตาความเชื่อมโยง Human Intelligent กับเจ้าของสื่อ

รักชนกกล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่น่าสังเกตคือความเชื่อมโยงระหว่างบริษัท Human Intelligent กับบริษัทที่ครอบครองสื่อจอประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ โดยพบว่ามีผู้รับผลประโยชน์สุดท้าย หรือ UBO กลุ่มเดียวกัน และมีที่ตั้งจดทะเบียนอยู่ในสถานที่เดียวกัน

เธอระบุว่า พรรคประชาชนได้ทักท้วงประเด็นดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง แต่กระทรวงดิจิทัลฯ กลับไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ตามข้อทักท้วง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเงินของโครงการ โดยสัญญาในช่วงแรกกำหนดให้เป็นการเหมาจ่าย ซึ่งต่อให้มีผู้ลงทะเบียนใช้งานเพียงคนเดียว เอกชนคู่สัญญาก็จะได้รับเงินเต็มจำนวนประมาณ 1,600 ล้านบาท ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นการจ่ายตามการใช้งานจริง หรือ Pay per use ในภายหลัง

รักชนกย้ำว่า เป้าหมายของพรรคประชาชนคือการยกเลิกโครงการและกลับไปเริ่มต้นใหม่ โดยเห็นว่าหากโครงการมีความดีและคุ้มค่าจริง ก็ควรจัดทำใหม่ภายใต้กระบวนการที่ถูกต้องและเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถแข่งขันได้

“จุดหมายปลายทางของเรา เราย้ำอีกครั้งว่าเราอยากที่จะยกเลิกโครงการนี้ กลับไปเริ่มต้นใหม่เลย ถ้าท่านคิดว่ามันดีจริง มันคุ้มค่า ท่านกลับไปเริ่มต้นใหม่ในแบบที่มันถูกต้อง กลับไปเขียน TOR ให้ทุกคนสามารถเข้าแข่งขันได้” รักชนกกล่าว

1.3 ล้านลงทะเบียน แต่ Active user ราว 1 แสน

รักชนกเปิดเผยข้อมูลล่าสุดที่ได้รับเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ว่า มีผู้ลงทะเบียนประมาณ 1.3 ล้านคน ขณะที่ผู้ใช้งานจริง หรือ Active user อยู่ที่ประมาณ 1 แสนคน

เธอระบุว่า เมื่อคำนวณจากค่าใช้จ่ายต่อหัวตามที่กระทรวงระบุไว้ หากยังใช้สัญญาแบบเหมาจ่ายเดิม รัฐจะต้องจ่ายเงินสูงถึง 1,600 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่าการใช้งานจริงอยู่ที่เพียงไม่กี่ล้านบาท

ประเด็นดังกล่าวทำให้รักชนกตั้งข้อสังเกตว่า โครงการอาจเป็นการหากินกับเงินนอกงบประมาณ หรือเป็นการปั้นโครงการขึ้นมาเพื่อผันเงินไปยังบริษัทที่สนับสนุนระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ พร้อมระบุว่า หากพรรคประชาชนไม่นำเรื่องนี้มาตีแผ่ให้สังคมจับตา เอกชนอาจได้รับส่วนต่างประมาณ 1,500 ล้านบาทจากรูปแบบสัญญาเดิมไปแล้ว

ยอมรับหยุดโครงการไม่ได้ แต่อยากเห็น “คนติดคุก”

เมื่อถามว่าการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ครั้งนี้จะสามารถหยุดโครงการได้หรือไม่ รักชนกตอบว่า มาถึงวันนี้คงไม่สามารถหยุดโครงการได้แล้ว แต่คาดหวังว่าจะต้องมีผู้รับผิดชอบและถูกลงโทษ

“ปลายทางสุดท้ายแล้ว ถ้าคดีสิ้นสุด ดิฉันก็อยากเห็นคนติดคุก ในเมื่อกล้าที่จะผลักดันออกมา ท้าทายสายตาประชาชน ท้าทายการจับตาของสื่อ ท้าทายกฎหมายมาก ๆ ถึงปลายทางสุดท้าย ถ้าฟ้าสีทองมันผ่องอำไพขึ้นมาสักวันหนึ่ง ดิฉันก็อยากเห็นคนกระทำผิดต้องติดคุก ต้องรับโทษ”

รักชนก ศรีนอก

พร้อมกันนี้ รักชนกยังตั้งคำถามถึงการทำงานของ ป.ป.ช. ว่าอาจเข้ามาตรวจสอบโครงการนี้ช้าเกินไปหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับบางโครงการในอดีตที่ ป.ป.ช. เคยออกข้อสังเกตหรือเข้ามามีบทบาทตั้งแต่โครงการยังไม่ทันได้เดินหน้า

เธอตั้งข้อสงสัยเพิ่มเติมว่า มีเหตุแห่งผลประโยชน์ทับซ้อนหรือความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุคคลในระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ จนทำให้ ป.ป.ช. ไม่ได้ทำงานอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม รักชนกระบุว่าไม่ได้คาดหวังอะไรกับ ป.ป.ช. แต่เหตุผลที่ต้องมายื่นเรื่อง เพราะต้องการให้สังคมร่วมกันจับตาว่า เมื่อมีโครงการที่ถูกตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติและการทุจริตอย่างต่อเนื่อง ป.ป.ช. จะดำเนินการอย่างไรต่อไป พร้อมย้ำว่าหน้าที่ของตนในฐานะผู้แทนคือการตีแผ่ความผิดปกติให้ประชาชนได้รับรู้

ทวงเอกสาร กมธ. จี้ส่งก่อนประชุม 10 ก.ย.

รักชนกกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ได้โกหกผ่านสื่อสาธารณะหลายครั้ง กรณีที่ระบุว่าให้ความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ เป็นอย่างดี

เธอระบุว่า จากเอกสารหลายสิบฉบับที่กรรมาธิการร้องขอไป กลับได้รับมาเพียง 9 ฉบับ และประมาณครึ่งหนึ่งเป็นเอกสารสาธารณะที่กรรมาธิการไม่ได้ร้องขอ ขณะที่เอกสารสำคัญ เช่น ข้อเสนอเชิงเทคนิคของบริษัทที่เข้าร่วมประมูล และเอกสารแนบท้ายสัญญาฉบับล่าสุด ทางกรรมาธิการยังไม่ได้รับครบถ้วน

ด้วยเหตุนี้ กรรมาธิการจึงต้องใช้อำนาจตามกฎหมายเรียกเอกสารดังกล่าว โดยกำหนดให้จัดส่งภายในวันที่ 8 กันยายน ก่อนที่จะมีการประชุมเรื่อง TH-AI Passport อีกครั้งในวันที่ 10 กันยายนนี้

พบพิรุธเพิ่ม ยิ่งได้เอกสารยิ่งเห็นปัญหา

ด้านธีระชาติกล่าวว่า จากเอกสารที่ได้รับมาเพียงบางส่วน พบข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า แม้ TOR จะกำหนดให้มี AI อย่างน้อย 8 ราย และตัวโครงการนำเสนอว่ามี AI มากกว่า 10 ราย แต่จากเอกสารที่พบกลับมีใบอนุญาตจาก Google ประเทศไทยเพียงรายเดียว

ธีระชาติจึงตั้งคำถามถึงการออกแบบ TOR โดยระบุว่า ยิ่งได้รับเอกสารมากขึ้น ก็ยิ่งพบจุดผิดปกติเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้ หลังเปิดใช้งานจริง ประเด็นเรื่อง Token และส่วนต่างระหว่างสัญญาเหมาจ่ายเดิมกับระบบ Pay per use ยิ่งเห็นได้ชัดเจนขึ้น โดยหากมี Active user ประมาณ 1 แสนคน ค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริงจะอยู่ที่เพียงไม่กี่ล้านบาท ขณะที่วงเงินตามรูปแบบเดิมตั้งไว้กว่า 1,600 ล้านบาท

จึงเกิดคำถามว่า การจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านการประมูลมาแล้ว เหตุใดจึงมีส่วนต่างมหาศาลในระดับนี้ และมีใครต้องรับผิดชอบหรือไม่

กมธ.ย้ำไม่ชี้ผิดถูก แต่เปิดข้อมูลให้สังคมตรวจสอบ

ธีระชาติกล่าวทิ้งท้ายว่า หน้าที่ของกรรมาธิการไม่ใช่การชี้ว่าใครผิดหรือถูก แต่คือการนำข้อมูลออกมาเปิดเผยให้สาธารณะได้รับรู้มากที่สุด ส่วนการวินิจฉัยความผิดเป็นหน้าที่ของหน่วยงานตรวจสอบ

ทั้งนี้ หากหน่วยงานตรวจสอบและกระทรวงดิจิทัลฯ ขยับตัวเร็วกว่านี้ ปัญหาก็อาจไม่เดินมาถึงจุดปัจจุบัน

‘ไชยชนก’ ไม่หวั่น ‘รักชนก’ ยื่น ป.ป.ช. สอบ TH-AI Passport

ขณะที่ ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวหลังถูกรักชนก ศรีนอก ยื่นพยานหลักฐานร้อง ป.ป.ช. เพื่อเอาผิดกรณีโครงการ TH-AI Passport ว่า ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว แต่ไม่ได้รู้สึกกังวล เพราะไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย และหากมีกระบวนการใดที่ต้องชี้แจงข้อเท็จจริง ก็พร้อมเข้าร่วมทุกขั้นตอน

“ไม่ได้ทำผิด” พร้อมชี้แจง ป.ป.ช.

เมื่อถามถึงความมั่นใจในการตอบข้อซักถามกับ ป.ป.ช. ไชยชนกระบุว่า จะชี้แจงตามข้อเท็จจริงทุกอย่าง เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด และไม่มีประเด็นใดที่ต้องกังวล

ส่วนกรณีที่รักชนกท้าปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ หากต้องการฟ้องร้องก็สามารถดำเนินการได้เลย ไชยชนกกล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียดในเรื่องดังกล่าว พร้อมตั้งคำถามกลับว่า เหตุใดปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ จึงต้องฟ้อง เพราะได้ปฏิบัติตามหน้าที่ในชั้นกรรมาธิการ ขณะที่ฝ่ายกระทรวงก็ปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบกฎหมายเช่นกัน

ไชยชนกระบุว่า ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบ ส่วนฝ่ายรัฐบาลก็มีหน้าที่ปฏิบัติงานภายใต้กรอบกฎหมาย จึงไม่เห็นเหตุจำเป็นที่จะต้องฟ้องร้องกัน แม้จะมีการสื่อสารที่ไม่ให้เกียรติหรือมีการข่มขู่ แต่ตนมองว่าเป็นเรื่องบุคลิกของแต่ละบุคคล

พร้อมระบุว่า เชื่อว่าทั้งปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ และข้าราชการที่อยู่ในการกำกับดูแล คงไม่ได้คิดจะฟ้องร้องเรื่องดังกล่าว แม้อาจทำให้เสียความรู้สึกหรือไม่ให้ความร่วมมือ แต่ยืนยันว่าทุกฝ่ายยังคงทำงานตามกรอบกฎหมาย

มองถูกโจมตีเป็น “วิกฤต” ที่ต้องเปลี่ยนเป็นโอกาส

เมื่อถามถึงกรณีที่โครงการ TH-AI Passport ถูกนำมาโจมตีทางการเมืองบ่อยครั้ง ไชยชนกกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวคงขึ้นอยู่กับมุมมอง โดยบางมุมอาจมองว่าโครงการถูกจับเป็นเป้าหรือถูกโจมตีอย่างรุนแรง แต่ตนมองว่า “ใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส” ดีกว่า

ไชยชนกระบุว่า การที่โครงการได้รับความสนใจจากสังคม จะทำให้ประชาชนได้รับรู้เรื่องโครงการมากขึ้น และหวังว่าจะนำไปสู่การที่ประชาชนเข้ามาทดสอบและทดลองใช้งานมากขึ้น ไม่ว่าจะด้วยเจตนาใดก็ตาม เพราะเชื่อว่าสุดท้ายแล้วประชาชนจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการ

เผยเหตุไม่ลงทะเบียน หวังเก็บสิทธิ์ให้คนจำเป็น

สำหรับการเปิดใช้งานโครงการในวันแรก ไชยชนกกล่าวว่า ตนไม่ได้ลงทะเบียนใช้งาน เพราะต้องการเก็บสิทธิ์ไว้ให้ประชาชนที่มีความจำเป็นและมีข้อจำกัดในการใช้งานรูปแบบโปรมากกว่า จึงตัดสินใจไม่ลงทะเบียน

แจงกระแสเปรียบเทียบ “ของฟรี” ย้ำ TH-AI Passport คนละระบบ

เมื่อถามถึงผลตอบรับหลังเปิดใช้งาน โดยเฉพาะกระแสสังคมที่มีการนำ TH-AI Passport ไปเปรียบเทียบกับ AI ที่ให้บริการฟรี ไชยชนกกล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นกระแสส่วนหนึ่งมาจากการเปรียบเทียบว่า “ของฟรี” ให้ผลลัพธ์ดีกว่า TH-AI Passport แต่เมื่อเข้าไปตรวจสอบแล้ว พบว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ไชยชนกอธิบายว่า ลักษณะการประมวลผลคำตอบของระบบที่ให้บริการฟรีมีความแตกต่างจาก TH-AI Passport โดยระบบฟรีมีการเปิดให้ใช้งานมาเป็นเวลานาน จึงมีการเรียนรู้และสะสมข้อมูลเกี่ยวกับบุคลิกการใช้งานของผู้ใช้ ขณะที่ TH-AI Passport ยังไม่ได้ถ่ายโอนข้อมูลจากการใช้งานเดิมมา จึงเป็นการคำนวณโดยไม่ได้เจาะจงไปยังผู้ใช้แต่ละราย

อย่างไรก็ตาม ไชยชนกย้ำว่า ประเด็นดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า TH-AI Passport ไม่มีมาตรฐาน โดยมองว่าในการใช้งานจริงยังมีข้อได้เปรียบเหนือระบบฟรี เนื่องจากระบบฟรีมีข้อจำกัดด้านโทเคน รวมถึงปริมาณการถามคำถามที่น้อยกว่า

ไชยชนกจึงยืนยันว่า หากพิจารณาข้อจำกัดด้านการใช้งานแล้ว TH-AI Passport ไม่ได้ด้อยกว่าระบบฟรี และมีความสามารถในการรองรับการใช้งานที่แตกต่างกัน

ท่ามกลางคำถามที่ยังค้างอยู่ทั้งเรื่องความคุ้มค่า ประสิทธิภาพ และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ท้ายที่สุดต้องรอคำตอบจากหน่วยงานตรวจสอบว่า ข้อสงสัยทั้งหมดมีมูลเพียงใด และใครจะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์