รักชนก ศรีนอก ประธานคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อชี้แจงข้อมูล “โครงการส่งเสริมการเข้าถึงบริการปัญญาประดิษฐ์ หรือ TH-AI Passport แจก AI ใช้ฟรี 5 ล้านสิทธิ วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท” ว่า “พูดตรงๆ วันนี้กรรมาธิการไม่ได้รับข้อมูลอะไรใหม่เพิ่มเติม แต่สาธารณชนได้รู้ว่า ในการพยายามตามหาความจริงรักษาผลประโยชน์ของประชาชน แต่กลับมีบางคนที่ไม่ได้เห็นเหมือนกับเรา เช่น ในภาคส่วนของ สส.พรรคภูมิใจไทย ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเพราะนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ออกมาว่าจะมีการปรับเปลี่ยนตัวประธานกรรมาธิการ หรือปรับเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรี ดูเหมือนเป็นการออกมาช่วยปกป้องรัฐมนตรี ช่วยแก้ข่าวให้”
วันนี้หลายคนจะมีการแย่งทำหน้าที่กันใหญ่เลย กว่าจะได้ประชุมก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และดำเนินการประชุมไปแบบตะกุกตะกัก
อย่างไรก็ตาม วันนี้มีหน่วยงานร่วมตรวจสอบมาร่วมประชุมด้วยทั้งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งกรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติต่างๆ เช่น TOR ที่ส่อว่าจะมีการล็อกสเปกและผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างฯ ที่ห้ามตั้งเงื่อนไขที่จะระบุว่าเป็นยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง หรือบริษัทใดบริษัทหนึ่ง
แต่ในข้อ 5 ของ TOR ก็ชัดเจนว่ามีการระบุว่าจะต้องเป็นบริษัทที่มีจอ Billboard ทั่วประเทศ และมีจอที่อยู่ในร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ ซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่เจ้า ดังนั้นข้อเท็จจริงปรากฏต่อสาธารณชนไปหมดแล้ว แต่ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ก็ยังไม่เห็น
ข้อต่อมาคือการลอก TOR ในโครงการเนชั่นแนล เครดิต แบงก์ ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ทางคณะร่างก็ยอมรับยืนยันในที่ประชุมว่าเป็นเรื่องของการ PR ทั้งๆ ที่ผมยืนยันในที่ประชุมว่า ตั้งแต่โครงการนี้เป็นคนละวัตถุประสงค์กัน
อีกประเด็นคือ ถ้าย้อนไปวันแถลงข่าว ซึ่งตัวแทนบริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด ก็เคยร่วมงานกับบริษัท Plan B มาก่อน ซึ่งอาจจะไม่ได้ผิดอะไร แต่ที่น่าตั้งข้อสังเกตคือสิ่งที่นิธิกรเคยเปิดข้อมูลไปว่า บริษัท Plan B เคยทำโครงการ Plan AI Passport มาก่อน และยังสามารถหาดูได้ในตลาดมือ 3 ของ Application แต่พอเราเปิดเผยข้อมูลไป ข้อมูลเกี่ยวกับ Application นี้ก็ถูกลบออกไป ถ้าไม่ผิดทำไมถึงพยายามลบ
ตรงนี้ก็สอดคล้องกับการจดทะเบียนของบริษัท Plan B และฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ ที่เป็นที่เดียวกัน แถมยังมี UMO หรือผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงสุดท้ายเป็นคนคนเดียวกัน แต่จะช่วยอธิบายได้อย่างไรว่ามันไม่มีความผิดปกติอะไรเลย
คิดว่าถ้าคิดด้วยสามัญสำนึกของปุถุชนคนธรรมดา ฟังแค่นี้ก็ต้องรู้สึกผิดปกติแล้ว แต่ปลัดกระทรวงดีอีก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีความผิดปกติแต่อย่างใด
รักชนก กล่าวด้วยว่า สิ่งที่พูดมานี้อาจจะเข้าข่ายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐฯ (พ.ร.บ.ฮั้วประมูล) หรือไม่ ที่ทำให้สิ่งนี้ไม่ได้เป็นการแข่งขันที่สมบูรณ์ ทั้งหมดที่เรานำเสนอมานี้ ได้นำมาทบทวนอีกครั้งในการประชุมครั้งนี้ และตั้งข้อสังเกตให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ สตง. และ ป.ป.ช. รวมทั้งส่งเป็นหนังสือถึงปลัดกระทรวงดีอี เพื่อให้ท่านตอบกลับมาเป็นลายลักษณ์อักษรอีกครั้งหนึ่ง ให้ยืนยันอีกครั้งว่าที่พูดมาทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรผิดปกติ
รักชนก ยังกล่าวต่อไปว่า ส่วนกรรมาธิการกฎหมาย รังสิมันต์ โรม ได้ยืนยันว่าบริษัทที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 49% ของบริษัทฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ คือ Outdoor Media Investment ที่จดทะเบียนจัดตั้งที่เขตปกครองพิเศษฮ่องกง ซึ่งคนที่ทำ TOR บอกว่าคนที่จดจัดตั้งคือคนฮ่องกง แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ ความจริงคือคนชื่อเดียวกับผู้ถือหุ้นบริษัท Plan B ซึ่งเขียนเอาไว้ในงบการเงินปี 58 รังสิมันต์จึงตั้งข้อสังเกตว่ามีความคาบเกี่ยว มีความซับซ้อนกันอยู่ หากสอบว่ามีการทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นจริง สุดท้ายจะต้องมีการโอนเงินออกไปต่างประเทศ ดังนั้นกรรมาธิการกฎหมายจึงอยากโฟกัสเส้นทางการเงินและความถูกต้องในส่วนนี้
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการยืนยันว่า ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน และไม่สามารถปรับเปลี่ยนรายละเอียดของโครงการได้นั้น รักชนก กล่าวว่า “ใช่ แต่เรื่องที่ปุถุชนคนธรรมดาที่มีสามัญสำนึกในการรักษาผลประโยชน์สาธารณะเพิ่งจะตระหนักได้ ท่านปลัดกระทรวงดีอีกลับไม่ได้เห็นเหมือนกับคนปกติทั่วไป โดยยังยืนยันว่าใช้หลักเกณฑ์และระเบียบราชการ ทำทุกอย่างถูกต้องตามระเบียบราชการทุกประการ”
แต่สิ่งที่กรรมาธิการรู้สึกคือเราไม่รู้จะถามอะไรแล้ว ในเมื่อท่านปลัดย้ำมากกว่า 10 ครั้งว่า ถึงอย่างไรก็คงจะเดินหน้าต่อ และไม่พบเห็นความผิดปกติในโครงการนี้
ส่วนกรณีที่ปลัดกระทรวงดีอี ให้ข้อมูลว่าหากมีการปรับเปลี่ยนอาจทำให้มีข้อกังวลว่าถูกเอกชนฟ้องร้องนั้น รักชนก กล่าวว่า “สัญญาใน TOR มีข้อที่ทางราชการสามารถบอกเลิกได้ แม้จะเกิดการฟ้องร้องก็ตาม ตนคิดว่าถึงอย่างไรก็เขียนไว้ใน TOR อยู่แล้ว ทางรัฐก็ได้เปรียบอยู่แล้ว ดังนั้นสามารถอ้างอิงอันนี้ในการยกเลิกโครงการหรือยกเลิกสัญญาได้ ขอย้ำว่าดิฉันไม่ได้ขัดขวาง ถ้าท่านยังยินดีที่จะทำโครงการนี้ ท่านยืนยันว่าเป็นโครงการที่ดี AI จำเป็นต่อประเทศนี้ ดิฉันก็เห็นด้วย เราเห็นด้วยว่าประชาชนควรได้ทดลอง AI ในแบบโปร”
แต่ท่านเห็นด้วยกับเราหรือไม่ว่าโครงการนี้ส่อว่ามีข้อผิดปกติ มีข้อพิรุธสงสัยเต็มไปหมด ถ้าท่านเห็นความสำคัญแล้ว พับโครงการนี้ไปตั้งใหม่ในปีถัดไป ถ้าท่านนายกฯ เห็นความสำคัญของ AI ก็ให้พักโครงการไปก่อน แล้วไปของบประมาณในปีถัดไป ทำ TOR ให้ตรงไปตรงมา กระบวนการที่จะสอบว่าฮั้วประมูลหรือไม่ เพื่อประโยชน์ให้กับเอกชนรายใดรายหนึ่งหรือไม่ ท่านไปเคลียร์ให้ทุกอย่างไม่มีปัญหาก่อนก็ได้ งบประมาณไม่ว่าตั้งมาในปีไหนก็ได้ใช้ แต่เมื่อปีนี้เห็นว่ามีปัญหาแล้ว ทำไมจึงยังเลือกลุยไฟแล้วทำต่อ
เมื่อถามต่อไปว่า เรื่องนี้จะมีการส่งอำนาจต่อให้กับกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องหรือไม่ รักชนก กล่าวว่า “ในนามปัจเจกเรา ก็คงยื่นหน่วยงานตรวจสอบอยู่แล้ว ส่วนกรรมาธิการ ประชุมครั้งถัดไปอาจจะเชิญผู้ตรวจการแผ่นดิน สตง. และ ป.ป.ช. มาดูเรื่องนี้อีกครั้ง ไล่เรียงเหตุการณ์กันไปว่าหลังจากที่หน่วยงานรับรู้แล้ว และมีพฤติการณ์ปรากฏแบบนี้ ได้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว ตอนนั้นอาจจะต้องเดินควบคู่ขนานกันไปทั้งงานกรรมาธิการและในฐานะส่วนบุคคล”



