รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายบางช่วงบางตอนในวาระญัตติด่วนเรื่อง “การปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งสแกมเมอร์” ว่า ขอตั้งข้อสังเกตประเทศไทยไม่สามารถจัดการสแกมเมอร์ฟอกเงินได้เพราะมีตัวการใหญ่อยู่ในรัฐบาลหรือไม่ ใช้ช่องทางหลอกเงินประชาชนด้วยการทำเว็บพนันและแก๊งคอลเซ็นเตอร์
หลังได้เงินมาแล้วจะนำเงินสีดำไปฟอกเป็นสีขาวในลอตเตอรี่ ไปซื้อจากคนถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 10–30 ใบ ขอซื้อด้วยราคาสูงกว่า“ทำเงินดำเป็นเงินขาว” เป็นสาเหตุทำให้ตามหาโควตาลอตเตอรี่หลายแสนใบมาเป็นของตัวเอง จากนั้นเปิดเว็บขายลอตเตอรี่จะได้เข้าถึงผู้ถูกรางวัลง่ายขึ้น นี่คือวิธีฟอกเงินผ่านโควตาลอตเตอรี่ รวมถึงการฟอกเงินผ่านการตั้งร้านขายของในแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น ร้านที่ขายของถูกมากๆ เงินที่ขาดทุนไม่เสียดาย เพราะคือเงินที่นำมาฟอกสีขาว นำเงินที่ถูกฟอกไปลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ซื้อราคาแพงไม่อั้น ทั้งย่านห้วยขวาง เยาวราช บางส่วนเอาไปปั่นหุ้น เช่น หุ้นบางจาก พยายามฮุบโครงสร้างพื้นฐานประเทศไทย
บางคนเอาเงินเหล่านี้มาทำงานการเมืองเข้าสู่อำนาจรัฐ เอาเงินสีเทาที่ฟอกมาซื้อเสียงเลือกตั้งแบบจ่ายไม่อั้น บางส่วนมาสร้างเครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์ ไปตั้งมูลนิธิ ซื้อของแจก ติดไฟ สร้างถนนให้ชาวบ้าน สุดท้ายอินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้มีคะแนนนิยม เอาคะแนนนิยมมาสนับสนุนพรรคการเมืองที่ให้ต้นทุนทางสังคมกับตัวเอง
— รักชนก ศรีนอก
รักชนก กล่าวอีกว่า ทั้งหมดตอบคำถามเหตุใดไม่สามารถจัดการแก๊งสแกมเมอร์ได้ “แก๊งสแกมเมอร์ตัวใหญ่ๆ วันนี้อาจเข้ามามีอำนาจรัฐแล้ว” มีหลายคนในรัฐบาลถูกตั้งข้อสงสัยเทาหรือไม่เทา แต่ไม่ดำเนินการให้ชัดเจน เช่น วรภัค ธันยาวงษ์ อดีต รมช.คลัง ที่ถูกกล่าวหาการฟอกเงินหรือไม่ แม้จะลาออกก็ไม่ควรจบแค่นั้น ต้องสืบว่าสิ่งที่ถูกกล่าวหาเป็นจริงหรือไม่
หรือ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่ถูกกล่าวหา “สนิทสนมตัวเอ้แก๊งสแกมเมอร์” แต่ไม่เคยมาชี้แจงต่อสภาฯ น่าสงสัยคนรอบตัว ร.อ. ธรรมนัส มีแต่คนดีๆ ไม่ใช่แค่ ‘เบน สมิธ’ แต่ยังมี ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม อาจเป็น ‘ช.’ ที่หลายคนตามหา “เชื่อว่าคนใต้ตัดสินใจได้ว่า คนที่ถูกครหาเช่นนี้สมควรได้รับสนับสนุนให้มีอำนาจต่อหรือไม่”
น่าเสียดาย สส.พรรคกล้าธรรม ไม่อยู่ในสภาฯ สักคน จึงอภิปรายได้ ไม่มีใครประท้วง การไม่สามารถจัดการปัญหาสแกมเมอร์ได้ เพราะมีโจรอยู่ในรัฐบาลหรือไม่ โจรไม่จับโจร ปกป้องกันเอง ข้อมูลที่มีทั้งหมดยินดีมอบให้รัฐบาล ถ้ารับปากจะจัดการเรื่องนี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ เอาคนเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการ ถ้าใสสะอาดจริง ไม่ได้แป้ง ควรได้รับความยุติธรรม แต่ถ้าไม่ใสจริงควรมีใครติดคุก วันใดพรรคประชาชนมีอำนาจรัฐ มีเราไม่มีเทามากัดกินเป็นเห็บหมัดกัดกินประเทศไทย
— รักชนก ศรีนอก
‘ปชน.’ จี้รัฐบาลจริงจังปราบ ‘สแกมเมอร์’ บี้ปลด ‘ธรรมนัส’
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาญัตติด่วน จำนวน 3 ญัตติ ที่ สส.พรรคฝ่ายค้านเสนอ พบว่าในการอภิปรายได้เน้นประเด็น “การเสนอแนวทางการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมไซเบอร์ การค้ามนุษย์ และการฟอกเงิน” เพื่อส่งให้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเพื่อแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนในฐานะ “วาระแห่งชาติ”
โดยผู้ที่อภิปรายส่วนใหญ่เป็น สส.พรรคประชาชน ซึ่งเรียกร้องให้นายกฯ “เอาจริงเอาจังต่อการปราบแก๊งอาชญากรข้ามชาติ” ทั้งนี้ ช่วงหนึ่งในการอภิปรายของ ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส.ระยอง พรรคประชาชน ได้เรียกร้องให้รัฐบาล “ปลด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และรมว.เกษตรและสหกรณ์ออกจากตำแหน่ง” เนื่องจากถูกตั้งข้อสังเกตว่า “มีความเกี่ยวโยงกับแก๊งสแกมเมอร์” และหลบเลี่ยงการชี้แจงต่อกรรมาธิการของสภาฯ ที่เชิญให้เข้าร่วมเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงหลายครั้ง
ขาดรองนายกฯ ไปสักคนไม่เป็นไร เพราะยังไงก็เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จะเก็บไว้เพื่อให้เป็นสายล่อฟ้าทำไม ในพรรคไม่มาโหวตกฎหมายให้ ดังนั้นหากรัฐบาลจะเอาจริงต่อการปราบเรื่องนี้ต้องเริ่มจากการปลดคุณธรรมนัสก่อน จากนั้นต้องร่วมทำงานกับโลกต่อการปราบปรามแก๊งอาชญากรรมออนไลน์ ขึ้นแบล็กลิสต์คนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
— ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ
ขณะที่ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า “ในช่วงปิดสมัยประชุม อยากให้รัฐบาลจริงจังต่อการปราบแก๊งสแกมเมอร์ เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของคนไทย และเป็นทางที่จะยุติความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา เชื่อว่ารายได้กำลังหล่อเลี้ยงเครือข่ายผู้มีอิทธิพลที่ใกล้ชิดกับผู้นำกัมพูชา และที่สำคัญจะทำให้ไทยฟื้นบทบาทในเวทีโลกโดยเฉพาะการจับตาในเวทีเอเปก”
ชี้ ‘MOU แรร์เอิร์ธ’ เสี่ยงทำไทยเสียเปรียบ
ส่วนญัตติที่ “เสนอความเห็นต่อการลงนามเอ็มโอยูระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา ต่อการลงทุนในแร่หายาก (แรร์เอิร์ธ)” สส.ผู้อภิปรายได้เน้นสาระสำคัญให้ทบทวนรายละเอียด เพราะมีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ รวมไปถึงเสี่ยงต่อการทำลายสิ่งแวดล้อม สร้างมลพิษให้กับพื้นที่ที่ถูกชี้ว่าเป็นจุดสำรวจแร่
สมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตว่า “การลงนามเอ็มโอยู อาจทำให้ยกเว้นข้อกำหนดบางประกาศในสนธิสัญญาเพื่อให้ต่างชาติเข้ามาประกอบกิจการเหมืองแร่ได้โดยไม่ผิดหรือขัดแย้งกับกฎหมายของไทยที่บัญญัติให้เป็นข้อห้าม สนธิสัญญาไมตรีเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐอเมริกา-ไทย เป็นกฎหมายพิเศษ เมื่อปี 2509 ยกเว้นพลเมืองอเมริกาให้เข้ามาถือหุ้นบริษัทที่จดทะเบียนภายใต้กฎหมายไทย ถือครองหุ้นได้ 100% โดยไม่ต้องขอใบประกอบกิจการคนต่างด้าว”
การลงนามเอ็มโอยู เปิดประตูให้ประเทศมหาอำนาจยกเว้นข้อห้ามที่เคยห้ามไม่ให้มายุ่งกับทรัพยากรธรรมชาติ แต่วันนี้เปิดช่องให้ประเทศมหาอำนาจที่ต้องการแสวงหาและแทรกแซงทรัพยากรธรรมชาติใช่หรือไม่ เห็นได้ชัดในเอ็มโอยูระบุถ้อยคำการแลกเปลี่ยนทางเทคโนโลยี การสนับสนุน และเพื่อความมั่นคงของแร่ แต่ที่สอดไส้อยู่ คือ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน อุตสาหกรรมแร่ ซึ่งเสี่ยงที่ทำให้เกิดการล้วงลูกการประกอบกิจการแร่หายากกินรวบทรัพยากรธรรมชาติของไทย ซึ่งตนมองว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ไทยเสียเปรียบ ขอให้ยกเลิก
— สมชาติ เตชถาวรเจริญ




