พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีการอภิปรายพาดพิง ไท่หยาง ซาง สามีของ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ว่าเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์และเว็บพนันออนไลน์ โดยระบุว่า จากการติดตามเรื่องดังกล่าวมีอยู่ 2 ประเด็น
ประเด็นแรก คือเรื่องการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งมีผู้ไปยื่นให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบแล้ว โดยตนเห็นด้วย เพราะหากเป็นเพียงการพูดลอย ๆ การตรวจสอบก็จะไม่เกิดขึ้น
ส่วนประเด็นที่สอง คือข้อกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวพันกับสแกมเมอร์และเว็บพนันออนไลน์นั้น ขณะนี้ได้ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นแล้ว แต่ยังไม่มีผู้ใดเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์
พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่า หากผู้ใดมีหลักฐาน ขอให้เข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษ โดยหากการกระทำผิดอยู่ภายใต้กฎหมายไทย จะเร่งดำเนินการทันที หรือหากเกี่ยวพันกับต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรมก็พร้อมประสานงานเพื่อดำเนินการเช่นกัน
ส่วนเว็บไซต์พนันที่มีการกล่าวถึงนั้น เป็นบริษัทการพนันออนไลน์ที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายของประเทศกูราเซา (Curaçao) จึงถือว่าอยู่นอกเขตอำนาจดำเนินการของไทย แต่หากพบการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายไทย กระทรวงยุติธรรมและ DSI พร้อมดำเนินการ
เมื่อถามว่าประชาชนทั่วไปสามารถนำเรื่องดังกล่าวมาแจ้งต่อ DSI ให้ตรวจสอบได้หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า “ได้เลย จะแจ้งเบาะแสหรือมีพยานหลักฐานอะไรที่เราสามารถดำเนินการได้ก็ยินดี”
‘วิโรจน์’ ชี้รัฐต้องรุกตรวจ ไม่ใช่รอประชาชนส่งหลักฐาน
ด้าน วิโรจน์ ลักขณาอดิศร โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ รัฐบาลต้องทำงาน ไม่ใช่โยนภาระให้ประชาชน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า จากข้อมูลสาธารณะที่ตรวจสอบได้ ปรากฏชื่อ Tai Zhang จาก REN ในประกาศการระดมทุนของ Shuffle เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 ขณะที่ฐานข้อมูลการลงทุนอย่าง Crunchbase และ CypherHunter ระบุความเชื่อมโยงถึงไท่หยาง ซาง
การระดมทุนรอบดังกล่าวมีมูลค่ารวม 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ยังไม่มีข้อมูลสาธารณะว่าซางลงทุนเป็นจำนวนเท่าใด
วิโรจน์ยังระบุว่า Shuffle ไม่ใช่ธุรกิจที่ต้องคาดเดาว่าทำอะไร เนื่องจากบริษัทระบุเองว่าเป็นแพลตฟอร์มคาสิโนและพนันกีฬา และได้รับใบอนุญาตการพนันจากประเทศกูราเซา
วิโรจน์ตั้งคำถามต่อกรณีที่ รมว.ยุติธรรมระบุว่า DSI ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นแล้ว แต่ยังไม่มีผู้ร้องทุกข์ และบริษัทพนันตั้งอยู่ในกูราเซา โดยมองว่า “อยู่ต่างประเทศ” ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลไทยจะตรวจสอบอะไรไม่ได้เลย
ชี้รัฐมีช่องทางระหว่างประเทศ ทั้ง DSI–ปปง.–ตำรวจ
วิโรจน์ระบุว่า หากยึดแนวคิดว่าบริษัทตั้งอยู่ต่างประเทศแล้วรัฐไม่สามารถดำเนินการได้ การสอบสวนคดีฟอกเงิน คอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ ยาเสพติด Cryptocurrency และอาชญากรรมข้ามชาติแทบทุกคดีก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะผู้กระทำผิดไม่ได้ตั้งบริษัทหรือเปิดบัญชีรอเจ้าหน้าที่อยู่ในประเทศไทยเพียงประเทศเดียว
พร้อมยกข้อมูลจากเว็บไซต์ DSI ซึ่งประกาศเมื่อเดือนเมษายน 2569 ว่า DSI มีเครือข่ายบังคับใช้กฎหมายจาก 24 ประเทศ รวม 40 หน่วยงาน มีช่องทางแลกเปลี่ยนข่าวกรองแบบ Real Time รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้าน Cryptocurrency และการวิเคราะห์เส้นทางการเงิน ตลอดจนมีการประสานงานระหว่างตำรวจไทยกับตำรวจต่างประเทศเพื่อรวบรวมและยึดหลักฐาน ก่อนดำเนินการขอความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการ
ในส่วนของเส้นทางการเงิน วิโรจน์ระบุว่า ปปง.ของไทยและหน่วยข่าวกรองทางการเงินของกูราเซาต่างเป็นสมาชิก Egmont Group ซึ่งเป็นเครือข่ายหน่วยข่าวกรองทางการเงินระหว่างประเทศ หากมีธุรกรรมต้องสงสัยหรือเข้าข่ายการฟอกเงิน ก็มีช่องทางประสานข้อมูลระหว่างกัน
นอกจากนี้ ตำรวจไทยยังมีกลไกของ INTERPOL ที่เชื่อมต่อกับตำรวจประเทศต่าง ๆ เพื่อสอบสวนอาชญากรรมข้ามชาติ
วิโรจน์จึงมองว่า รัฐบาลไม่ควรบอกเพียงว่า “ถ้าประชาชนคนไหนมีหลักฐาน ก็ให้เอามาให้ผมสิ” เพราะประชาชนมีหน้าที่เพียงแจ้งเบาะแสและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ แต่รัฐบาลมีหน้าที่สืบสวนสอบสวน และมีเครื่องมือที่ประชาชนทั่วไปไม่มี ทั้งข้อมูลนิติบุคคลจากต่างประเทศ เครือข่ายองค์กรระหว่างประเทศ และช่องทางการทูต
จี้ DSI ตรวจเชิงรุก หวั่นกระทบความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม
วิโรจน์เสนอว่า หากรัฐบาลประเมินแล้วพบว่าข้อสงสัยดังกล่าวกระทบต่อความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และมีข้อมูลสาธารณะที่สมเหตุสมผล กระทรวงยุติธรรมและ DSI ควรเริ่มตรวจสอบเชิงรุกว่า ข้อสงสัยเป็นจริงหรือไม่ และมีประชาชนไทยได้รับผลกระทบหรือไม่
โดยไม่ควรผลักภาระให้ประชาชนเป็นผู้ดำเนินการหลัก หรือปล่อยให้การไม่มีผู้ร้องทุกข์กลายเป็นเหตุผลที่รัฐไม่ตรวจสอบเชิงรุก
วิโรจน์ยังระบุว่า ยิ่งบุคคลที่ถูกตั้งคำถามมีความสัมพันธ์กับนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล รัฐบาลยิ่งต้องทำมากกว่าปกติ เพื่อพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายเป็นมาตรฐานเดียวกัน
พร้อมเตือนว่า หากไม่ดำเนินการ สิ่งที่เสียหายอาจไม่ใช่เพียงคดีนี้ แต่รวมถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม และอาจนำไปสู่ “วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด” ที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ากฎหมายถูกใช้กับฝ่ายตรงข้าม และคุณค่าของบุคคลขึ้นอยู่กับว่าเป็น “คนของใคร”
‘สุชาดา’ ยังไม่เปิดรายละเอียด ลั่นรอไม่นานชี้แจงข้อเท็จจริง
ด้าน สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณี รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เตรียมเรียกตนและสามีเข้าชี้แจงในวันที่ 7 ตุลาคม กรณีความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์ และเว็บพนันออนไลน์
สุชาดาระบุว่า ขอยังไม่ให้สัมภาษณ์ แต่ขอบคุณสื่อที่ให้ความสนใจและเปิดโอกาสให้ชี้แจง โดยขณะนี้ได้รับทราบข้อกล่าวหาแล้ว และจะออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดในเร็ว ๆ นี้ พร้อมย้ำว่า “รอไม่นาน”
เมื่อถามว่าจะเข้าชี้แจงต่อ กมธ.กฎหมายฯ ในวันที่ 7 ตุลาคมหรือไม่ สุชาดากล่าวเพียงว่า ขอให้ได้ข้อเท็จจริงก่อน แล้วจะชี้แจงให้ทุกคนรับทราบ
ประธานสภาฯ ชี้ สส.มีสิทธิพาดพิงในสภา แต่ต้องไม่เกินข้อบังคับ
ขณะที่ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีสุชาดาแจ้งความเอาผิดรังสิมันต์ โรม ที่ บก.ปอท. ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา หลังรังสิมันต์ตั้งกระทู้ถามรัฐบาลและอภิปรายพาดพิงสามีของสุชาดาว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์
ส่วนประเด็นเอกสิทธิ์การคุ้มครอง สส.นั้น โสภณระบุว่า หากเป็นการอภิปรายพาดพิงกันในสภา สส.ก็มีสิทธิถูกพาดพิงได้ ส่วนจะเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ ต้องพิจารณาว่าสุชาดาไปแจ้งความในประเด็นใด
โสภณกล่าวว่า การอภิปรายในสภาสามารถใช้สิทธิพาดพิงกันได้ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดย “ตามข้อบังคับการประชุมฯ เรื่องใดที่ให้สามารถทำได้ ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ก็ทำได้ แต่หากเกินเลยข้อบังคับ ก็ไปดำเนินการตามที่กำหนด”
ทั้งนี้ โสภณยกกรณีที่ตัวเองมักถูก สส.กล่าวหาว่าไม่เป็นกลาง ว่า หากเห็นว่ามีความผิดก็สามารถร้องเรียนเอาผิดได้ทั้งช่องทางจริยธรรมหรือช่องทางอื่นตามที่กฎหมายกำหนด




