ชายแดนไทยเบื้องบูรพาทิศที่ทอดยาวจรด ชายแดนไทย-กัมพูชา หากเอ่ยถึงชื่อตระกูลการเมืองที่ผูกมี บารมี และอำนาจเบ็ดเสร็จมายาวนานหลายทศวรรษ ย่อมไม่มีชื่อใดทรงอิทธิพลเกินไปกว่า "เทียนทอง" แห่งเมืองสระแก้ว
ในยุคหนึ่ง เคยมีคำกล่าวเปรียบเปรยในแวดวงการเมืองว่า หากมีตราประทับจาก "วังน้ำเย็น" ส่งใครลงชิงชัยก็แทบการันตีชัยชนะแบบนอนมา ทว่ากฎเกณฑ์แห่งอำนาจไม่เคยหยุดนิ่ง อาณาจักรที่เคยรวมศูนย์เป็นหนึ่งเดียว วันนี้กลับแตกแขนงออกเป็น 2 สายชัดเจน ระหว่าง "สายเสนาะ เทียนทอง" ผู้ยังยึดมั่นกับ พรรคเพื่อไทย กับ สาย "ขวัญเรือน เทียนทอง" ที่ขยับไปเติบโตใต้ร่มเงา "บ้านป่ารอยต่อฯ"
จนนำไปสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ทั้งในสนามเลือกตั้งระดับชาติ ระดับท้องถิ่น และล่าสุดกับศึกเลือกตั้งซ่อมเขต 3 ที่กำลังกลายเป็นเวทีล้างตาครั้งสำคัญ
จาก "กำนันแสวง" สู่ยุคทอง "นักปั้นนายกฯ"
ตำนานของตระกูลเทียนทองก่อรากมาจากแถบวัฒนานคร โดย "กำนันแสวง เทียนทอง" ผู้นำท้องถิ่นรุ่นบุกเบิก แผ่เครือข่ายความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับชาวบ้าน เกษตรกร ข้าราชการปกครอง และทหารชายแดน
มรดกทางสังคม ทุนที่ดิน และสายสัมพันธ์หลายพันครัวเรือนที่กำนันแสวงสร้างไว้ ได้กลายเป็นบันไดขั้นแรกให้แก่บุตรชายคนรองอย่าง "เสี่ยแหนม" หรือ เสนาะ เทียนทอง ก้าวขึ้นมารับช่วงต่อร่วมกับพี่น้องร่วมสายโลหิต โดยเฉพาะ วิทยา เทียนทอง และ พิเชษฐ์ เทียนทอง
เสนาะนำพาตระกูลเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติจนสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ก่อกำเนิดกลุ่ม "วังน้ำเย็น" อันเกรียงไกร ด้วยบทบาทผู้จัดการรัฐบาลและ "นักปั้นนายกฯ" ที่หนุนนำหัวหน้าพรรคการเมืองขึ้นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีถึง 3 คน ได้แก่ บรรหาร ศิลปอาชา, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และ ทักษิณ ชินวัตร
ในยุคนั้น เทียนทอง มีความเป็นเอกภาพสูงสุด จ.สระแก้ว คือ พื้นที่ที่กลุ่มการเมืองอื่นแทบไร้ทางเจาะทะลุผ่าน
ป๋าเหนาะเพื่อไทย VS นายแม่บ้านป่า
จุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองแห่งนี้เริ่มต้นขึ้น หลังการเสียชีวิตของ พิเชษฐ์ เทียนทอง น้องชายคนเล็กของ เสนาะ ในปี 2547 การบริหารจัดการเครือข่ายธุรกิจและฐานคะแนนในปีกของ พิเชษฐ์ จึงตกมาอยู่ในความดูแลของภริยาคือ "นายแม่" ขวัญเรือน เทียนทอง
ขวัญเรือน มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มาตั้งแต่สมัยที่ "บิ๊กป้อม" อยู่หน่วย ร.2 รอ. พื้นที่ จังหวัดสระแก้ว
เมื่อกระแสการเมืองระดับชาติพลิกผัน ผลักดันให้ ตระกูลเทียนทอง แตกออกเป็นสองขั้ว เสนาะ เทียนทอง ยังคงปักหลักเป็นเสาหลักให้ พรรคเพื่อไทย โดยส่งไม้ต่อให้บุตรชายคือ สรวงศ์ เทียนทอง สานต่ออุดมการณ์
ขณะที่ นายแม่ขวัญเรือน เลือกนำทายาทของตน ได้แก่ ฐานิสร์ เทียนทอง และ ตรีนุช เทียนทอง ข้ามฟากไปจับมือกับขั้วอำนาจ บูรพาพยัคฆ์ สวมเสื้อ พรรคพลังประชารัฐ อย่างเต็มตัว กลายเป็นฉากทัศน์ "เลือดข้นคนละพรรค"
สิ้น "ทรงยศ" อบจ.สระแก้ว ย้ายขั้วอำนาจ
สนามการเมืองท้องถิ่น ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจในการหล่อเลี้ยงโครงข่ายอุปถัมภ์ ในอดีต ตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สระแก้ว ผูกขาดอยู่กับ ทรงยศ เทียนทอง หรือ "นายกฯ คิงส์" บุตรชายของ วิทยา และหลานชายของ เสนาะ ซึ่งครองตำแหน่งยาวนานติดต่อกันถึง 4 สมัย
แต่เมื่อทรงยศประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิตกะทันหัน ในเดือนมกราคม 2565 ดุลอำนาจท้องถิ่นก็เกิดสุญญากาศ จังหวะนั้นเอง ขวัญเรือน เทียนทอง ได้ขยับเข้ามาลงสมัครและคว้าเก้าอี้ นายก อบจ. สระแก้ว ไปครอง
ก่อนที่เวลาต่อมา ขวัญเรือน จะลาออกเพื่อไปลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. แล้วถ่ายโอนตำแหน่งนายก อบจ. สระแก้ว ให้แก่ ฐานิสร์ เทียนทอง บุตรชาย เข้ามาคุมกลไกบริหารงบประมาณและเครือข่ายท้องถิ่นแทน
ส่งผลให้อำนาจท้องถิ่นเบ็ดเสร็จแปรเปลี่ยนจากสายของ เสนาะ-วิทยา ไปอยู่ในกำมือของสาย นายแม่ขวัญเรือน อย่างสมบูรณ์
สายเสนาะพ่ายรูด "บดี-ตรีนุช" โลดแล่น
การเลือกตั้งระดับชาติครั้งล่าสุดกลายเป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านขั้วอำนาจในจังหวัดสระแก้วอย่างเด่นชัด เมื่อผลการเลือกตั้งปรากฏว่าผู้สมัครในสาย เสนาะ เทียนทอง สังกัดพรรคเพื่อไทย ประสบความพ่ายแพ้ทั้งหมดในจังหวัดสระแก้ว
ไม่เว้นแม้กระทั่ง สรวงศ์ เทียนทอง ทายาทสายตรงและแกนนำคนสำคัญของเพื่อไทย ในทางตรงกันข้าม สายขวัญเรือน ภายใต้ร่มเงาพรรคพลังประชารัฐ กลับแสดงแสนยานุภาพ กวาดเก้าอี้ สส. สระแก้ว มาครองได้ โดยมีทั้ง ตรีนุช เทียนทอง ผู้รักษาฐานเสียงในเขต 2 ได้อย่างเหนียวแน่น และ บดี เทียนทอง ลูกชายคนเล็กของขวัญเรือน ที่คว้าชัยชนะในเขต 1 สานต่อเก้าอี้เดิมของมารดา
ความพ่ายแพ้ของสายเสนาะและการขึ้นมาผงาดของสาย ขวัญเรือน ชี้ให้เห็นถึงการรวมตัวกันระหว่างกลไกอำนาจเครือข่ายท้องถิ่น อบจ. และฐานทุนธุรกิจ ที่สามารถแซงหน้ามนต์ขลังทางการเมืองแบบเดิมของ กลุ่มวังน้ำเย็น ไปได้
สิ้น "สุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์" ศึกล้างตา "สายป๋าเหนาะ"
ความเปลี่ยนแปลงของการเมือง จ.สระแก้ว ไม่ได้ยุติลงเพียงการแข่งขันภายใน ตระกูลเทียนทอง แต่ยังขยายขอบเขตไปสู่เขตเลือกตั้งที่ 3 ซึ่งครอบคลุมอำเภออรัญประเทศ อำเภอโคกสูง อำเภอตาสามัคคี และพื้นที่ใกล้เคียง
ในเขตนี้ ตัวละครสำคัญผู้เข้ามาสั่นคลอนบารมีของ ตระกูลเทียนทอง สายเสนาะ คือ สุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและอดีตผู้จัดการตลาดเดชไทย (ตลาดโรงเกลือ) ผู้ไต่เต้ามาจากสมาชิกสภาเทศบาลตำบลอรัญประเทศและสมาชิกสภา อบจ. สระแก้ว
สุรศักดิ์ เคยสร้างปรากฏการณ์ล้มยักษ์ ด้วยการเอาชนะ สรวงศ์ เทียนทอง มาแล้วตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2562 ในสีเสื้อพลังประชารัฐ และในการเลือกตั้งปี 2569 ล่าสุด สุรศักดิ์ได้ย้ายไปสังกัด "พรรคกล้าธรรม" และยังคงย้ำแค้นเอาชนะ สรวงศ์ ได้อีกคำรบ ด้วยเครือข่ายในพื้นที่
แต่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ได้เกิดขึ้น เมื่อ สุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ ได้ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบด้วยโรคมะเร็งตับในวัย 63 ปี เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2569 ส่งผลให้เก้าอี้ สส. สระแก้ว เขต 3 ว่างลง และกฎหมายกำหนดให้ต้องมีการจัดเลือกตั้งซ่อมขึ้น
การจากไปของสุรศักดิ์เปิดประตูสู่ "ศึกล้างตา" ของ สรวงศ์ เทียนทอง ค่ายเพื่อไทย และทายาทสายตรงของ เสนาะ สรวงศ์ ถูกจับตามองอย่างยิ่งว่าจะต้องลงสนามเพื่อทวงคืนศักดิ์ศรี และกอบกู้พื้นที่คืนให้แก่ สายเสนาะ
ขณะเดียวกัน พรรคกล้าธรรม ย่อมไม่ยอมสูญเสียเก้าอี้ตัวนี้ไปโดยง่าย คำถามสำคัญที่คอการเมืองเฝ้าจับตา คือ พรรคกล้าธรรมจะส่งทายาทหรือคนใกล้ชิดใน ตระกูลชิงนวรรณ์ ลงสู้ต่อเพื่อรักษาฐานเสียงเดิม หรือจะประสานมือกับกลุ่มอำนาจบ้านใหญ่สายอื่น เพื่อสกัดกั้นการกลับมาของเพื่อไทย
พัฒนาการทางการเมืองของ จ.สระแก้ว จากยุค "กำนันแสวง" มาถึงยุครุ่งโรจน์ของ "ป๋าเหนาะ-เสนาะ เทียนทอง" จนกระทั่งถึงยุคปัจจุบันที่แตกเป็น 2 สาย แสดงให้ว่า ไม่มีตระกูลใดผูกขาดพื้นที่ได้ตลอดกาล หากโครงข่ายอำนาจภายในเกิดความแตกแยก และสายสัมพันธ์ระดับชาติไม่สอดรับกับความเป็นจริงในพื้นที่
วันนี้ สายของ ขวัญเรือน เทียนทอง สามารถสถาปนาตนเองเป็นแกนหลักของสระแก้วได้อย่างมั่นคง ทั้งเก้าอี้ สส. เขต 1, เขต 2 และเก้าอี้นายก อบจ. ปล่อยให้ สายเสนาะ เทียนทอง ต้องเผชิญกับบททดสอบอันยากลำบาก
ศึกเลือกตั้งซ่อมเขต 3 ที่ว่างลงจากการจากไปของ สุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ จึงเป็นเดิมพันครั้งประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เพียงแค่การชิงชัย 1 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร
แต่คือบทพิสูจน์ชี้ชะตาว่า มนต์ขลังของสาย เสนาะ เทียนทอง ภายใต้ร่มเงา เพื่อไทย จะสามารถคัมแบ็กกลับมาปักธงบนแผ่นดินบูรพาได้อีกครั้ง หรือจะต้องยอมจำนนให้กับกระแสอำนาจใหม่ของ พรรคกล้าธรรม และเครือข่ายอำนาจอื่นๆ







