สามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงความคืบหน้านโยบายการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทของรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งได้มีการออกเงื่อนไขสำหรับผู้ที่มีสิทธิ์ในโครงการต้องมีเงินในบัญชีรวมแล้วไม่เกิน 5 แสนบาท หรือมีรายได้เดือนละไม่เกิน 70,000บาท โดยใช้งบประมาณจากเงินกู้ 5 แสนล้านบาท
สามารถ ระบุว่า รัฐบาลเคยยืนยันและรับปากไว้ว่าจะแจกทุกคนโดยไม่มีการกู้ยืมเงิน แต่วันนี้เกิดกลับลำจะแจกเงินโดยมีเงื่อนไข และใช้เงินกู้มาเป็นงบประมาณสำหรับโครงการนี้ ส่วนตัวจึงคิดว่าการแจกเงินดิจิทัลเป็นหมันไม่ได้แจ้งเกิดอย่างแน่นอน
สามารถ ยังมั่นใจด้วยว่าจะมีการทุจริตเกิดขึ้น ทั้งกรณีเงินทอนในโครงการถ้ามีเงินค่าธรรมเนียมเข้าออกรวมแล้ว 6% หรือไม่ เช่นเดียวกับเงื่อนไขของร้านค้าที่ต้องมีสายป่านยาวถึง 6 เดือนถึงจะแลกเงินดิจิทัลเป็นเงินสดได้ซึ่งจะทำให้มีเพียงร้านสะดวกซื้อ และร้านโมเดิลเทรดที่ขึ้นทะเบียนภาษีเท่านั้นถึงจะสามารถเข้าร่วมโครงการได้ผลประโยชน์จะไปอยู่ที่เจ้าของธุรกิจไม่กี่ตระกูลแล้วเม็ดเงินจะไม่ตกไปสู่ชุมชนอย่างที่คาดหวังไว้
“เราได้เงินหนึ่งหมื่นบาท แต่เป็นหนี้ 5 แสนล้านเอาไหม? ผมเชื่อคนไทยไม่เห็นด้วย เงินใครก็อยากได้ แต่ถ้าได้มาแล้วเป็นหนี้ ผมมั่นใจไม่มีใครเอา!”
สามารถ ระบุด้วยว่า “เงินที่คุณเศรษฐาเอามาแจกนั้นเป็นเงินของคนทุกคนในประเทศมาแจกเรา ซึ่งก่อนหน้านี้ใน ปี 2556 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เคยออก พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านมาแล้วในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งในเวลานั้นศาลรัฐธรรมนูญ เคยมีคำสั่งบอกทำไม่ได้ ทั้งที่ตอนนั้นกู้มาเพื่อทำโครงการรถไฟรางคู่
แต่ในตอนนี้จะกู้มาเพื่อแจกประชนชนบางกลุ่ม ทั้งที่วันนี้ไม่รู้เงินทอนจะตกไปที่ใคร หากเป็นเงินดิจิทัลมีค่าธรรมเนียมในการแลกหรือไม่ สมมุติสำหรับเงินแลกเข้า 3% ออกสัก 3 % รวม 6 % จาก 5 แสนล้านบาท คือ 3 หมื่นล้าน ใครได้ประโยชน์?”
สำหรับร้านค้าต้องมีสายป่านเกิน 6 เดือนรับเงินดิจิทัล และต้องรออีก 6 เดือนถึงจะไปแลกเป็นเงินกลับมา ส่วนคนจะแลกได้ต้องขึ้นทะเบียนภาษี จะมีสักกี่ร้านในอำเภอเดียวกันของจังหวัดที่ลงทะเบียนในบัตรประชาชน หนีไม่พ้นร้านสะดวกซื้อขนาดใหญ่ หนีไม่พ้นโมเดิลเทรด ซึ่งมีไม่มีกี่ตระกูล
“ผมว่าเรื่องนี้มีการถอนเงินกันหรือไม่? ประชาชนได้ประโยชน์เหรอ? เพราะภาษีไม่ได้หมุนหลายรอบ มันหมุนแค่รอบเดียว เพราะเข้าร้านใหญ่ มันไปเข้าเจ้าสัว เม็ดเงินไม่ได้เข้าชุมชนนั้นเลย”
สามารถ กล่าวมั่นใจว่า ขนาด พ.ร.บ. เงินกู้ 2 ล้านล้านเพื่อทำประโยชน์สาธารณะ ยังไม่สามารถทำได้เพราะผิดกฎหมายหลายฉบับ โครงการเงินดิจิทัลนี้ก็เช่นเดียวกัน พร้อมกับแนะวิธีแก้ปัญหาด้วยการให้จับตาวันที่ 15 พฤศจิกายน ที่กำลังจะถึงนี้ ว่าจะมีการยุบพรรคก้าวไกลในข้อหาใช้ ม.112 ในการหาเสียงหรือไม่ เพราะหากมีการยุบพรรคก้าวไกลจริง ก็สามารถเกิดการยุบพรรคเพื่อไทยได้เช่นกัน
ดังนั้น สามารถ จึงมองว่าควรจับตาการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ (ศาล รธน.)ในวันที่ 15 พฤศจิกายน ว่าจะเป็นลมอาคเนย์ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองจริงหรือไม่??
สามารถ ระบุต่อว่า วันนี้จะเห็นได้ว่าสังคมกดดันทุกด้าน สมัยโบราณเรียกว่าจัดทัพเรียบร้อยแล้ว รอแค่ลมอาคเนย์อย่างเดียว ถ้ายุบพรรคก้าวไกลในข้อหา ม.112 นี่คือลมอาคาเนย์ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนขั้ว พรรคก้าวไกล 151 เสียง สามารถเดินไปจับมือกับพรรคการเมืองอื่นได้ ส่วนพรรคเพื่อไทยโดยคุณเศรษฐา เคยบอกจะแก้ ม.112 เช่นเดียวกัน มันก็ไม่แตกต่างกับพรรคก้าวไกล ถ้ายุบพรรคก้าวไกลได้ ก็จะมีการยื่นยุบพรรคเพื่อไทยได้ด้วยเช่นกัน
“ถ้ายุบพรรคเพื่อไทย นโยบายเงินดิจิทัลก็ไม่เกิดแล้วเป็นหมัน การเมืองก็เป็นการเปลี่ยนขั้ว เปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนนายกฯ สมใจประชาชน ดั่งคำว่า เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน น่าจะเห็นชัดขึ้นหลังเกิดลมอาคเนย์”




