วิกฤตอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการที่ลากยาวติดต่อกันตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน ถึง 6 ตุลาคม รวมเป็นเวลากว่า 12 วัน ไม่เพียงสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและความเดือดร้อนแสนสาหัสแก่พี่น้องประชาชนที่ต้องแช่น้ำเน่าขัง
หากยังทำหน้าที่เป็นสารเร่งปฏิกิริยาทางการเมืองที่ชำแหละโครงสร้างอำนาจอันแตกร้าวของเมืองปากน้ำให้เห็นอย่างหมดเปลือก ในยามที่น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือน สิ่งที่โผล่พ้นน้ำตามมาอย่างเด่นชัดคือปรากฏการณ์ "น้ำท่วมตอโผล่" ของกลุ่มการเมืองระดับตำนานอย่าง 'บ้านใหญ่อัศวเหม' ที่กำลังเข้าสู่ภาวะพลังแผ่วอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่ไปกับภาพความลักลั่นของภาวะ 'ต่างคนต่างเดิน' ระหว่าง สส. ดับชาติอย่างพรรคประชาชน กับกลไกผู้บริหารท้องถิ่นเดิม
อุทกภัย 12 วัน ทดสอบความเปราะบางของอำนาจ
ตลอดเกือบสองสัปดาห์ สมุทรปราการเผชิญกับสถานการณ์เลวร้ายที่สุดจากการประสานงากันของ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ฝนตกหนักสะสม น้ำทะเลหนุนสูง และมวลน้ำระบายจากกรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออกเพื่อผลักดันลงสู่อ่าวไทย
ภาวะน้ำล้นตลิ่งส่งผลให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการต้องลงนามประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยครอบคลุมทั้ง 6 อำเภอ ทุกตำบล ไม่ว่าจะเป็นอำเภอเมือง อำเภอบางพลี อำเภอบางบ่อ อำเภอบางเสาธง อำเภอพระประแดง และอำเภอพระสมุทรเจดีย์
สัญญาณความวิกฤตปรากฏชัดเมื่อระบบแจ้งเตือนภัยผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต้องส่งสัญญาณเตือนภัยระดับฉุกเฉินในพื้นที่ลุ่มต่ำ ถนนสายหลักอย่างเทพารักษ์และศรีนครินทร์จมอยู่ใต้น้ำ ขณะที่บางพลีและบางบ่อจมอยู่ใต้บาดาล
ส่งผลให้หมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่อย่างโครงการกรีนวัลเล่ย์ ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี จมอยู่ใต้น้ำ ระดับน้ำท่วมสูงถึงระดับเอวและบางจุดลึกเกือบ 2 เมตร จนยานพาหนะจมน้ำนับร้อยคัน ประชาชนนับพันครอบครัวติดค้างอยู่ในบ้านเรือนโดยขาดแคลนเสบียงอาหารยาวนานนับสัปดาห์
วิกฤตการณ์ครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงภัยพิบัติทางธรรมชาติ หากแต่เป็นข้อสอบภาคปฏิบัติที่เปลือยสมรรถนะการบริหารงานของกลุ่มอำนาจในจังหวัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ม้าทองคำในวันพลังแผ่ว
ในอดีต "สมุทรปราการ" ภายใต้การนำของตระกูลอัศวเหม หรือที่เรียกขานกันในยุทธจักรการเมืองว่า "บ้านใหญ่ม้าทองคำ" จัดเป็นเครือข่ายอิทธิพลที่ไร้เทียมทาน วางรากฐานและบัญชาการโครงสร้างการเมืองปากน้ำไว้อย่างเบ็ดเสร็จตั้งแต่ระดับชาติถึงท้องถิ่น
แต่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2569 เมื่อบ้านใหญ่ตัดสินใจจับมือสวมเสื้อพรรคเพื่อไทยลงสู้ศึกใหญ่ แต่กลับต้องพ่ายแพ้หมดรูป ถูกคลื่นสีส้มจากพรรคประชาชน กวาดที่นั่ง สส. เกือบยกจังหวัดสมุทรปราการเหลือให้พรรคภูมิใจไทย 1 เขต เป็นการตอกฝาโลงบ้านใหญ่ม้าทองคำในสนามการเมืองระดับชาติ
แม้ในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สมุทรปราการ บ้านใหญ่จะสามารถรักษาฐานที่มั่นสุดท้ายไว้ได้ ด้วยการส่ง สุนทร ปานแสงทอง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้เป็นมือขวาคนสนิทของ วัฒนา อัศวเหม คว้าเก้าอี้นายก อบจ.
พร้อมตั้งทายาทนามสกุลอัศวเหมนั่งเก้าอี้รองนายก อบจ. และทีมบริหารเพื่อคุมอำนาจบริหาร แต่ชัยชนะท้องถิ่นดังกล่าวกลับไม่ได้สะท้อนความแข็งแกร่งของเครือข่ายเฉกเช่นในอดีต
อบจ.สมุทรปราการ ถือครองทรัพยากรมหาศาลด้วยงบประมาณรายจ่ายประจำปีเฉียด 3,000 ล้านบาท อีกทั้งยังมีสัดส่วนงบประมาณด้านงานโยธา สาธารณูปโภค และการป้องกันน้ำท่วมสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่ตลอดช่วงวิกฤตน้ำท่วม 12 วัน เสียงวิพากษ์วิจารณ์กลับดังกึกก้องว่า การเคลื่อนไหวของ อบจ. เป็นไปอย่างเชื่องช้า
หลักฐานเชิงประจักษ์คือกรณีของหมู่บ้านกรีนวัลเล่ย์ที่จมน้ำลึกนานกว่า 8 ถึง 9 วัน กว่าที่ทีมผู้บริหาร อบจ. จะเริ่มนำเครื่องจักรกล เครื่องสูบน้ำระยะไกล และเรือท้องแบนเข้าไปตั้งศูนย์ปฏิบัติการอย่างจริงจังในวันที่ 2 และ 3 ตุลาคม ขณะที่ อบจ.ยังเรียกประชุมสภา อบจ. เพื่อพิจารณางบฯ และยังไม่มีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการน้ำอย่างเป็นระบบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ความล่าช้าในการตอบสนองสะท้อนชัดเจนว่า กลไกสั่งการแบบรวมศูนย์ของบ้านใหญ่เริ่มหมดมนต์ขลัง โซ่ข้อกลางที่เคยเชื่อมโยงการทำงานระหว่างอำเภอขาดตอน และพลังการบริหารจัดการตกอยู่ในภาวะเฉื่อยชาจนประชาชนเริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการถือครองงบประมาณระดับพันล้านในกำมือ
ปรากฏการณ์ ‘แยกกันเดิน’ ส้ม ปะทะ ท้องถิ่นเดิม
ความน่าสนใจของพลวัตการเมืองน้ำท่วมรอบนี้ คือภาพจำลองความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ตัดกันอย่างแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบอย่างชัดเจนตามแนวเขตการปกครอง
ภาพแรกคือ 'โมเดลบูรณาการไร้รอยต่อ' ในเขตเทศบาลเมืองปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่พรรคประชาชนสามารถปักธงท้องถิ่นได้สำเร็จ โดยมี 'ทนายโอ๊ต' อนุพนธ์ เดชวรสุทธิ ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองปากน้ำ
เมื่อเกิดวิกฤตน้ำหนุนและฝนถล่ม การจัดการน้ำในพื้นที่นี้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ เนื่องจากการประสานงานเกิดขึ้นในแนวราบและแนวดิ่งอย่างไร้เส้นแบ่งขั้วการเมือง โดยนายกเทศมนตรีเมืองปากน้ำสามารถจับมือทำงานร่วมกับ พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ เขต 1 พรรคประชาชน ตลอดจนสมาชิกสภา อบจ. (ส.จ.) ในสายพรรคประชาชนได้อย่างคล่องตัว การกระจายกระสอบทราย การเร่งตั้งแนวคันกั้นน้ำ และการลงพื้นที่ฟื้นฟูหลังน้ำลดกระทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมีสายการบังคับบัญชาและการสื่อสารที่ยึดโยงอยู่บนแพลตฟอร์มการทำงานเดียวกัน
ในทางตรงกันข้าม ภาพที่สองคือ 'โมเดลต่างคนต่างเดิน' ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่เทศบาลและ อบต. อีกจำนวนมากที่ฝ่ายบริหารยังคงเป็นเครือข่ายเดิมของบ้านใหญ่หรือกลุ่มการเมืองอิสระ
สส. พรรคประชาชนที่ครองพื้นที่ระดับชาติไม่สามารถก้าวข้ามกำแพงการเมืองเข้าไปบูรณาการทรัพยากรและบุคลากรร่วมกับผู้นำท้องถิ่นได้ สส. จึงทำได้เพียงบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติ คือการรับเรื่องร้องเรียน ตรวจเยี่ยมความเดือดร้อน และส่งเรื่องไปยังส่วนกลางหรือตั้งกระทู้ถามในสภา
ขณะที่ฝ่ายบริหารท้องถิ่นก็เลือกที่จะไม่ประสานงานข้ามฟากการเมือง ส่งผลให้การแก้ไขปัญหากระจัดกระจายเป็นเบี้ยหัวแตก
ความลักลั่นดังกล่าวยิ่งเห็นได้ชัดในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต้องพึ่งพาตนเอง เช่น องค์การบริหารส่วนตำบลบางปลา (อบต.บางปลา) อำเภอบางพลี ซึ่งไม่มีนายก อบต. สังกัดพรรคประชาชน และไม่ได้พึ่งพาร่มเงาของบ้านใหญ่ อบต.บางปลา ภายใต้การนำของ วีระ สีสาม นายก อบต.บางปลา ต้องอาศัยความเข้มแข็งของกลไกท้องถิ่นตนเองในการต่อสู้กับน้ำที่ท่วมขัง
ทั้งการระดมกองช่างและกองสาธารณสุขบรรจุกระสอบทราย การเร่งเดินเครื่องสูบน้ำประจำจุดกลับรถและคลองลัด รวมถึงการเปิดจุดลงทะเบียนเยียวยาผู้ประสบภัยด้วยตนเองอย่างแข็งขัน
กรณีของ อบต.บางปลา พิสูจน์ให้เห็นว่าท้องถิ่นใดที่ผู้นำเข้มแข็งก็สามารถเอาตัวรอดได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ตอกย้ำให้เห็นว่า ในระดับภาพรวมของจังหวัด ขาดการประสานงานอย่างมีเอกภาพระหว่างผู้แทนราษฎรกับ อปท. เครือข่ายเดิม ทำให้ประชาชนกลายเป็นผู้รับเคราะห์จากความชะงักงันของระบบ
อุทกภัย 12 วันในสมุทรปราการครั้งนี้ จึงทำหน้าที่เสมือนเครื่องเอกซเรย์ที่ฉายภาพความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของเมืองปากน้ำอย่างเห็นได้ชัด
มนต์ขลังของบ้านใหญ่อัศวเหมที่เคยรวมศูนย์อำนาจได้เบ็ดเสร็จกำลังเดินทางเข้าสู่ภาวะแผ่วแรง แม้จะยังสามารถกุมกลไก อบจ. พร้อมงบประมาณมหาศาล 3,000 ล้านบาทไว้ได้ แต่ความเฉื่อยชาในการรับมือวิกฤติ และความล้มเหลวในการเชื่อมโยงเครือข่าย อปท. ได้ชี้ให้เห็นว่าระบบอุปถัมภ์แบบเดิมไม่สามารถตอบโจทย์การบริหารจัดการวิกฤตสาธารณะในยุคปัจจุบันได้อีกต่อไป ท้องถิ่นย่อยจำต้องแยกตัวและดิ้นรนจัดการปัญหาด้วยลำแข้งของตนเอง
ในเวลาเดียวกัน เหตุการณ์น้ำท่วมยังเป็นบทเรียนราคาแพงและบททดสอบสำคัญของพรรคประชาชน ว่าชัยชนะในการเลือกตั้ง สส. ยกจังหวัดนั้นไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาความเดือดร้อนในชีวิตประจำวันของประชาชน หากยังไม่สามารถเจาะทะลวงเข้าสู่อำนาจบริหารในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้
ความสำเร็จในการกู้วิกฤตน้ำท่วมที่เทศบาลเมืองปากน้ำแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า การมีอำนาจบริหารท้องถิ่นควบคู่กับฝ่ายนิติบัญญัติสามารถสร้างผลงานได้อย่างเป็นรูปธรรมเพียงใด ในขณะที่พื้นที่ซึ่งยังติดหล่มความขัดแย้งเชิงขั้วอำนาจ ประชาชนกลับต้องเป็นผู้แบกรับความล่าช้า
เมื่อน้ำแห้งลง สิ่งที่ยังคงทิ้งร่องรอยไว้ใต้โคลนตมคือแผนที่การเมืองปากน้ำที่แยกชิ้นส่วนอย่างเห็นได้ชัด อยู่ที่ว่าส้มจะพร้อมลุยหรือไม่ หรือเราอาจได้เห็นบ้านใหญ่หลังใหม่ผงาดขึ้นมาในสมุทรปราการก็เป็นได้ ในขณะที่ส้มก็ได้แต่ฝันค้างในการได้บริหารท้องถิ่น







