สรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาในสภาฯ วันที่19 - 21มิ.ย.นี้ ว่า เอกสารร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 68 ซึ่งมีจำนวนกว่า 10,000 หน้า ที่ส่งมาให้ สส.ได้ศึกษาทำความเข้าใจในเวลาไม่ถึงสัปดาห์
ทำให้ทุกคนมีเวลาในการพิจารณาค่อนข้างน้อย แต่ชื่อเป็นว่า สส.ทุกคนจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นลำดับต้น ๆ เพราะเกี่ยวเนื่องกับประชาชนโดยตรง อีกทั้งการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล เป็นการแสดงออกถึงความจริงใจของรัฐบาลในการทำหน้าที่ตามที่ได้แถลงนโยบายไว้ในรัฐสภา
จากการที่ได้ศึกษาดูเอกสารร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 68 แล้ว เห็นว่างบประมาณดังกล่าวไม่ค่อยแตกต่างอะไรกับงบประมาณในปีที่ผ่าน ๆ มามากนัก ทั้งที่รัฐบาลชุดนี้มีอำนาจในการจัดสรรงบประมาณแทบจะ 100%
สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับการจัดสรรงบประมาณในปี 2568 ที่มีการตั้งวงเงินกว่า 3.7 ล้านล้านบาท คือเรื่องของการกู้ขาดดุลที่มีการกำหนดวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณถึง 865,700 ล้านบาท ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์และเกือบ เต็มเพดานกรอบวงเงินที่รัฐบาลสามารถกู้ได้ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง
และเมื่อพิจารณาที่ประมาณการสถานะการคลังระยะปานกลาง รัฐบาลมีการประมาณการว่าในปี 2568 จะมีรายรับประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท และปี 2569 จะมีรายรับประมาณ 3 ล้านล้านบาท สิ่งที่น่ากังวลคือ รัฐบาลจะมีรายได้ตามเป้าจริงหรือไม่ เพราะในปีที่ผ่าน ๆ มา มักจะมีรายได้ไม่ตามเป้า แล้วจะทำให้รัฐบาลต้องกู้เพื่อชดเชยเงินคงคลังสูงขึ้นไปอีก
ยิ่งกู้มาก รัฐบาลก็เสี่ยงต่อการกู้ชนเพดาน อันจะเกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งจากการจัดสรรงบประมาณดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้มีความจริงใจและไม่กล้าที่จะทำอะไรใหม่ ๆ ยังทำงบประมาณแบบเดิม ๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งสวนทางกับนโยบายที่จะให้ “คนไทยมีกินมีใช้” ที่โฆษณาตอนหาเสียง
ในงบฯ ปี 68 นี้ สิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนคือ รัฐบาลมีการตั้งค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวนกว่า 152,700 ล้านบาท ในงบกลาง เพื่อทำนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล ซึ่งไม่ได้ติดใจอะไรหากรัฐบาลต้องการที่จะทำนโยบายนี้ เพราะเป็นสิ่งที่รัฐบาลนี้ถนัดในการทำนโยบายโปรยเงินแบบ ‘เฮลิคอปเตอร์มันนี่ (Helicopter Money)’
แทนที่รัฐบาลจะหาเงินใหม่จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อดึงดูดนักลงทุนเข้าในประเทศเพื่อทำนโยบาย แต่รัฐบาลกลับใช้วิธีการแบบทางลัดโดยการกู้เงินเพื่อทำนโยบายดังกล่าว เสมือนเป็นการสูบเลือดของประชาชน ดังที่ พิสิฐ ลี้อาธรรม อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เคยกล่าวไว้ว่า สิ่งที่รัฐบาลทำนั้นอธิบายง่าย ๆ คือ “หมอบอกว่าคนไข้ว่าต้องการเลือดใหม่ แต่แทนที่จะหาเลือดใหม่มาอัดฉีดให้กับคนไข้ แต่สิ่งที่หมอทำคือ สูบเลือดออกจากคนไข้ แล้วนำมาฉีดคืนให้กับคนไข้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง”
อีกสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลต้องให้ความกระจ่างกับประชาชนคือ เงื่อนไขการใช้จ่ายเงินโครงการดิจิทัลวอลเล็ต สามารถซื้อโทรศัพท์ได้หรือไม่ เพราะถ้าหากซื้อได้ ก็อาจเป็นการเอื้อนายทุนค่ายมือถือรายใหญ่ ที่ขายเครื่องพร้อมแพ็กเกจให้กับประชาชน โดยใช้เงินจากโครงการของรัฐบาลงบประมาณปี 2568 นี้
สิ่งที่รัฐบาลแสดงความสามารถให้เห็นได้ชัดเจนคือ ความสามารถในการกู้เงินและไปล้วงเงินจากที่อื่น ๆ มาได้ดีกว่าการหาเงินใหม่ ๆ เข้ามาในระบบ ซึ่งจนวันนี้แล้ว รัฐบาลยังตอบไม่ได้ว่า จะหาเงินจากที่ไหนมาใช้คืน หรือชดเชยคืนเงินที่เอามาทำนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตนี้เลย




