วันที่ 15 สิงหาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการป.ป.ช. ได้ประกาศผลรางวัลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) ประจำปี 2568 ท่ามกลางบรรยากาศที่ผสมผสานระหว่างความภาคภูมิใจและความขัดแย้ง
สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้รับการประกาศให้เป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มองค์กรอิสระด้วยคะแนน 94.64 หนึ่งในความสำเร็จที่น่าประทับใจ แต่กลับกลายเป็นประเด็นถกเถียงเมื่อประชาชนนึกถึงเหตุการณ์อาคารใหม่ของ สตง. ถล่มเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
การประเมิน ITA: ระบบวัดความโปร่งใสที่ครอบคลุมที่สุดของไทย
ระบบการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ เกิดขึ้นจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2561 โดยมีเป้าหมายหลักในการป้องกันการทุจริตแบบเชิงรุก แทนที่จะรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยมาแก้ไข
ระบบนี้ใช้หลักการวัดผลที่ครอบคลุม 10 ตัวชี้วัดสำคัญ ตั้งแต่การปฏิบัติหน้าที่ การใช้งบประมาณ ไปจนถึงการเปิดเผยข้อมูลและการมีส่วนร่วม
การประเมิน ITA ปี 2568 ถือเป็นการสำรวจที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย โดยมีหน่วยงานเข้าร่วม 8,317 แห่ง และได้รับการตอบกลับจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกว่า 1.35 ล้านคน
การเก็บข้อมูลใช้เครื่องมือสำรวจ 3 ชุดหลัก คือ
แบบสำรวจความคิดเห็นข้าราชการภายในองค์กร (IIT)
แบบสำรวจผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก (EIT)
เครื่องมือประเมินการเปิดเผยข้อมูล (OIT)
ที่ช่วยให้ได้ภาพรวมที่สมบูรณ์ของความโปร่งใสในแต่ละองค์กร
ผลการประเมินปีนี้แสดงผลที่น่าสนใจ โดยหน่วยงานที่ผ่านเกณฑ์มีจำนวน 7,832 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 94.17 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหนี้า ร้อยละ 1.73 คะแนนเฉลี่ยระดับประเทศอยู่ที่ 93.82 คะแนน เกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติถึง 0.77 คะแนน
ชัยชนะของ สตง. ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด
ในกลุ่มองค์กรอิสระที่ถือเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญสูงสุดในระบบตรวจสอบและถ่วงดุลของประเทศ

สตง. สามารถคว้าอันดับหนึ่งได้ด้วยคะแนน 94.64 โดยมีคะแนนเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 2.21 คะแนน แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่ต่อเนื่องในการปรับปรุงองค์กร
รองลงมาคือ กกต. ที่ได้ 93.47 คะแนน
ป.ป.ช. เอง ที่ได้ 93.18 คะแนน
ผู้ตรวจการแผ่นดิน 90.51 คะแนน
กสทช.ได้ 90.27 คะแนน
ความสำเร็จของ สตง. มีความหมายเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดินและประเมินประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานราชการอื่น ๆ การที่องค์กรผู้ตรวจสอบได้รับการยอมรับในด้านความโปร่งใสจึงเป็นสัญญาณที่น่าหวังใจสำหรับระบบธรรมาภิบาลไทย
คะแนนที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องของ สตง. สะท้อนให้เห็นถึงการปฏิรูปภายในที่เป็นระบบ ไม่ใช่แค่การทำคะแนนเพื่อให้ผ่านการประเมิน หน่วยงานได้มีการพัฒนาระบบการตรวจสอบใหม่ ๆ ขยายขีดความสามารถในการประเมินโครงการที่ซับซ้อน และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
เหตุการณ์อาคารถล่ม: จุดเปลี่ยนของภาพลักษณ์
แต่ความภาคภูมิใจในความสำเร็จนี้กลับถูกบดบังด้วยเหตุการณ์เศร้าที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นปี เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 อาคารสำนักงานแห่งใหม่ของ สตง. เกิดเหตุถล่มจากแผ่นดินไหว ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สาธารณชนตั้งคำถามเกี่ยวกับขีดความสามารถในการบริหารจัดการของ สตง. เอง
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อนลึกซึ้ง องค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบโครงการก่อสร้างของหน่วยงานอื่น กลับไม่สามารถดูแลความปลอดภัยในโครงการของตัวเองได้ ทำให้เกิดคำถามว่าการประเมินความโปร่งใสบนกระดาษสามารถสะท้อนความสามารถในการปฏิบัติงานจริงแค่ไหน
สื่อมวลชนและประชาชนในโซเชียลมีเดียแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะนักการเมือง รัชนา ศรีนอก จากพรรคประชาชน ได้โพสต์วิจารณ์ใน Facebook ตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของคะแนน ITA และเสนอว่าการได้รางวัลความโปร่งใสอาจไม่ได้หมายถึงการปรับปรุงองค์กรที่แท้จริง
การตอบโต้และการท้าทายความน่าเชื่อถือ
เมื่อเผชิญกับคำวิจารณ์ที่รุนแรง สตง. ได้ออกมาชี้แจงอย่างละเอียด โดยย้ำว่าการประเมิน ITA เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์เพื่อป้องกันการทุจริตที่ทำงานควบคู่กับระบบการบังคับใช้กฎหมายและการสร้างจิตสำนึก องค์กรเน้นว่าระบบการประเมินใช้หลักการทางวิชาการและสถิติที่เป็นมาตรฐาน ไม่ใช่เครื่องมือที่สามารถจัดการผลคะแนนได้ง่าย ๆ
การชี้แจงของ สตง. เน้นว่าการประเมินความโปร่งใสวัดผลในมิติที่แตกต่างจากความสามารถในการบริหารโครงการก่อสร้าง พวกเขาอ้างว่าการประเมิน ITA มุ่งเน้นที่วัฒนธรรมองค์กร
กระบวนการตัดสินใจ และกลไกความรับผิดชอบ ไม่ใช่ความเชี่ยวชาญทางเทคนิคในสาขาเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม การชี้แจงนี้กลับทำให้เกิดคำถามใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความโปร่งใสและประสิทธิภาพการทำงาน หากองค์กรมีความโปร่งใสแต่ไม่สามารถดูแลความปลอดภัยขั้นพื้นฐานได้ ความโปร่งใสนั้นมีประโยชน์อย่างไร
บทเรียนสำคัญและอนาคตของระบบ ITA
เหตุการณ์นี้เผยให้เห็นถึงข้อจำกัดที่สำคัญของระบบการประเมินความโปร่งใส ซึ่งอาจมุ่งเน้นไปที่การปฏิบัติตามขั้นตอนมากกว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ระบบ ITA แม้จะมีความครอบคลุมและใช้ข้อมูลจากหลายแหล่ง แต่ยังคงเป็นการวัดผลจากการรายงานและการรับรู้ ไม่ใช่การประเมินจากเหตุการณ์และผลงานที่เป็นรูปธรรม
ในอนาคต ระบบการประเมินความโปร่งใสอาจต้องปรับปรุงให้รวมตัวชี้วัดที่สะท้อนประสิทธิภาพการทำงานจริงมากขึ้น ไม่เพียงแค่การปฏิบัติตามกระบวนการ การมีระบบการติดตามผลลัพธ์และผลกระทบของการทำงาน รวมถึงการนำเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นมาพิจารณาในการประเมิน อาจช่วยให้ระบบมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
กรณีของ สตง. อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายต้องคิดใหม่เกี่ยวกับความหมายของความโปร่งใส การมีกระบวนการที่โปร่งใสแต่ให้ผลลัพธ์ที่เป็นอันตราย กับการมีกระบวนการที่ปิดบังแต่ให้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัย อันไหนดีกว่ากัน? และที่สำคัญไปกว่านั้น เราจะออกแบบระบบที่ส่งเสริมทั้งความโปร่งใสและประสิทธิภาพไปพร้อม ๆ กันได้อย่างไร?



