สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ นักเขียนชื่อดัง นามปากกา ‘นิ้วกลม’ โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กถึงกรณีการแสดงออกของ ‘หยก’ เยาวชนวัย 15 ปี ว่า ติดตามเรื่องหยกมาหลายวัน ในกรณีที่เกิดขึ้นมีหลายสิ่งทับซ้อนกันอยู่ วันนี้อยากขอแลกเปลี่ยนด้วยการจินตนาการถึงสังคมอีกรูปแบบหนึ่งว่าจะมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด
1.ผมนึกถึงผู้ให้ความรู้สองคน หนึ่งคือป้ามล-ทิชา ณ นคร ที่บอกผมผ่านการสัมภาษณ์ว่า สังคมไม่ควรผลิต ‘ผู้แพ้’ ออกมามากขึ้น เด็กทุกคนที่ลงมือกระทำบางสิ่งมักมีเหตุที่มาของโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมอยู่ด้วยเสมอ กรณีหยก หากถอยออกมามองว่าไม่ใช่เรื่องปัจเจก ก็น่าชวนคุยกันว่าการเมืองหรือวัฒนธรรมแบบไหนที่ทำให้เธอเลือกแสดงออกด้วยท่าทีเช่นนี้ แทนที่จะผลักเธอไปเป็น ‘ผู้แพ้’ เรามีทางเลือกอื่น เช่น รับฟังข้อเรียกร้อง เปิดพื้นที่ให้เธอได้พูดคุยโดยไม่ต้องปีนรั้วเข้าโรงเรียน เราอาจได้รับฟังปัญหาที่ขยายออกไปมากกว่า ‘เด็กนักเรียนหนึ่งคน’
2.เห็นด้วยกับวิธีการหรือไม่ เราลองวางเรื่องนั้นไว้ก่อน แล้วถอยออกมามองระยะเวลา 8-9 ปีช่วงที่เธอเติบโตขึ้นมา (ยังไม่ต้องนับวัฒนธรรมอำนาจนิยมที่ฝังลึกในบ้านเมืองเราแบบปฏิเสธไม่ได้) เธอเห็นการแสดงออกของผู้นำแบบไหน เห็นการจัดการกับเยาวชนผู้เรียกร้องเรื่องต่างๆ อย่างไร การใช้อำนาจกดข่มยาวนาน ไม่เปิดพื้นที่รับฟัง อาจนำมาซึ่งการสวิงกลับที่ด้วยการแสดงออกที่ชัดเจน (อาจดื้อด้านในบางสายตา) ซึ่งหยกอาจเป็นหนึ่งในหลายคนที่ยังไม่แสดงออกมาก็เป็นได้
3.เราทุกคนล้วนเป็นผลผลิตของยุคสมัยของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพอใจและชอบใจกับสิ่งที่เราเติบโตขึ้นมา ไม่เฉพาะชุดนักเรียน ทรงผม กฎระเบียบต่างๆ เพราะเราโตมาแบบนั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องใหญ่ไปกว่านั้นเช่นการใช้อำนาจเข้าควบคุมสถานการณ์ขัดแย้งที่ยืดเยื้ออย่างการรัฐประหาร บางคนอาจรู้สึกว่าเป็นทางออกที่ตนรู้สึกว่าใช้ได้ผล สิ่งนี้ก็น่าทบทวนว่าสิ่งที่เราคิดว่าดีนั้นดีสำหรับคนอื่นด้วยหรือไม่ ริดรอนสิทธิ์ใครหรือเปล่า รวมถึงยังเหมาะสมกับยุคสมัยปัจุบันไหม หยกเองก็เป็นผลผลิตของยุคสมัยของเธอด้วยเหมือนกัน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ายุคสมัยของหยกเป็นผลพวงจากยุคสมัยของคนรุ่นพี่รุ่นน้ารุ่นพ่อแม่ของเธอ จะว่าไป คนรุ่นเราๆ ล้วนมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับเยาวชนรุ่นนี้ด้วย
4.อีกคนที่ผมนึกถึงคือพี่อวยพร เขื่อนแก้ว ที่สอนให้มองว่า เวลาเราตัดสินใจเรื่องใด ให้มองด้วยว่าเราอยู่ในระนาบไหนของแหล่งอำนาจ เช่น ถ้าเราเป็นชายรักหญิง เราอาจไม่รู้สึกว่าปัญหาของคนเพศหลากหลายเป็นปัญหา ถ้าเป็นคนรวยอาจไม่เห็นว่าสวัสดิการของคนจนเป็นเรื่องที่ควรมี เช่นกัน เรามองปัญหาของนักเรียนมัธยมด้วยการยืนอยู่บน ‘ระนาบอำนาจ’ แบบไหน เป็นผู้ใหญ่ เป็นคนมีอำนาจ เป็นพ่อแม่ เป็นครู เป็นคนอาบน้ำร้อนมาก่อน เรายืนอยู่ตรงไหนเวลามองหยก
5.ผมคิดถึงบทสนทนาที่ได้พูดคุยกับ ศ.รุทท์ วีนโฮเวน นักวิชาการชาวดัตช์ ผู้ทำวิจัยเรื่องความสุขมายาวนาน รุทท์บอกว่าการที่เดนมาร์กได้คะแนนความสุขเยอะ และบางประเทศได้ความสุขน้อยนั้น สิ่งสำคัญคือ ‘ทางเลือก’ ประเทศที่ผู้คนต้องเลือกโดยอิงคุณค่าของกลุ่มสูงจะมีทางเลือกน้อยกว่า เขาเปรียบว่าเหมือนคุณเดินเข้าไปในร้านเสื้อผ้าแล้วมีชุดไซส์เดียว ถ้าคุณตัวกลางๆ ก็ใส่ได้ ไม่มีปัญหา แต่ถ้าคุณตัวใหญ่หรือเล็กกว่ามันก็ไม่เหมาะกับคุณ ประเทศอย่างเดนมาร์กมีเสื้อให้คนหลายไซส์เลือกใส่ สังคมแบบนี้ทำให้คนมีความสุขมากกว่า
6.มันคือเรื่องเดียวกับเสรีภาพ หากเราเป็นคนที่พร้อมจะใส่เสื้อที่กำหนดไว้ เราย่อมไม่มีปัญหา แต่ก็อาจเป็นคนละเรื่องกันกับการเรียกร้องให้คนที่ร่างกายไม่เหมือนเรา ‘ต้อง’ ใส่เสื้อแบบเดียวกับเรา
7.อีกปัจจัยหนึ่งของความสุขที่อาจารย์รุทท์บอกกับผมคือ ‘การยอมรับ’ ในสังคมที่มีการยอมรับคนที่แตกต่าง มีอิสระในเรื่องส่วนตัว เช่น รสนิยมทางเพศ ถ้าคนรักเพศเดียวกันได้รับการยอมรับจากคนรักต่างเพศ เขาก็มีความสุขมากขึ้น ฉะนั้น เราอาจไม่ต้องเหมือนกัน แต่ยอมรับกันได้
8.หลายคนพูดถึงเรื่องกฎและการปฏิบัติตามกติกาของส่วนรวม ผมเห็นด้วยว่าการอยู่ร่วมกันในสังคมต้องมีกฎกติการ่วมกัน กระนั้น กฎกติกาเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตามข้อตกลงร่วมกันของคนในสังคมนั้น มิใช่กรอบแข็งทื่อที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้ เมื่อมีหนึ่งเสียงหรือหลายเสียงที่เสนอความเป็นไปได้ใหม่ เราสามารถสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในชุมชนนั้นร่วมกันได้หรือไม่ว่าสิ่งเดิมและสิ่งใหม่มีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร ซึ่งคำตอบสุดท้ายอาจออกมาเป็นสิ่งที่ไม่เหมือนเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงร้อยเปอร์เซ็นต์ หรืออาจไม่เปลี่ยนเลย หรือเปลี่ยนทั้งหมดก็เป็นไปได้ สำคัญคือ ‘กระบวนการ’ ที่มีส่วนร่วมของทุกคน ทั้งครู นักเรียน ผู้บริหารโรงเรียน ผู้กำหนดกฎระเบียบอย่างหน่วยงานที่กำกับดูแล ฯลฯ เราเปิดพื้นที่นี้ได้ไหม มิฉะนั้น โรงเรียนจะเป็นภาพสะท้อนของการเมืองใหญ่ที่ผ่านมา คือไม่มีพื้นที่ให้แลกเปลี่ยนความเห็นที่แตกต่างหรือเจรจาต่อรองอย่างที่ควรเป็น
9.บางคนอาจรู้สึกหวั่นไหวว่า ถ้าเป็นเช่นนี้อีกหน่อยใครไม่พอใจอะไรก็เรียกร้องหรือประท้วงกับทุกเรื่องเลยสิ เรื่องนี้ก็ต้องตริตรองด้วยเหตุผลสักนิดว่า ถ้าข้อเรียกร้องไม่สมเหตุสมผลก็ไม่น่าจะมีแรงสนับสนุนจากสังคม และถูกปัดตกไปหรืออาจถูกสังคมลงโทษด้วยซ้ำ แต่ถ้าข้อเรียกร้องไหนมีเสียงสนับสนุนพอๆ กับคัดค้านนั่นก็แสดงว่า ข้อเรียกร้องนั้นน่านำขึ้นมาบนโต๊ะเจรจาพูดคุย สังคมยังมีอีกหลายเรื่องที่น่าคุยและเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ สิ่งที่เป็นมาตลอดไม่ได้แปลว่าถูกต้องดีงามเสมอไป ในโลกที่หมุนไวการปรับตัวอย่างยืดหยุ่นของสังคมเป็นเรื่องสำคัญ จึงอาจไม่ใช่เรื่องน่ากังวลขนาดนั้นว่าทุกคนสามารถเรียกร้องทุกอย่างได้ตามใจ มันต้องเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลด้วย
10.ที่พูดมาทั้งหมดไม่ได้ตั้งใจหารือเฉพาะกรณีหยกเป็นการเฉพาะ แต่พูดในภาพรวม เพราะในแต่ละกรณีมีรายละเอียดเฉพาะเคสที่ยิบย่อยลงไป แต่เชื่อว่าสังคมไทยจะต้องมีความขัดแย้งอีกหลายเรื่อง ฉะนั้นการหาวิธีอยู่ร่วมกันในความคิดเห็นที่แตกต่างของคนที่มีบริบทชีวิตแตกต่างกัน โตมาไม่เหมือนกัน อ่านหนังสือคนละเล่ม เสพสื่อคนละช่อง ฯลฯ จะอยู่ร่วมกันอย่างไร ส่วนตัวแล้วผมเชื่อเรื่องการเปิดพื้นที่รับฟัง ถกเถียง แลกเปลี่ยน เพื่อหาข้อสรุป มิใช่การใช้อำนาจยืนยันความถูกต้องตลอดเวลา ยิ่งในยุคนี้ยิ่งไม่น่าใช่วิธีที่จะได้รับการยอมรับ
11.ทั้งหมดที่เขียนมาไม่ได้คิดว่าเป็นความคิดที่ถูกต้องที่สุด ที่จริงก็ตามอ่านตามฟังความคิดที่หลากหลายเท่าที่พอจะติดตามได้ และคิดว่ามีแง่มุมที่ต้องทบทวนมากมาย เสียงจากทุกฝ่ายทำให้การตัดสินใจแต่ละเรื่องรอบคอบมากขึ้น เพราะอย่างไรก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เราอยู่ร่วมกันในสังคมที่ผู้คนแตกต่างกัน เปลี่ยนใหม่ทั้งหมดก็คงไม่ถูกใจคนที่โตมาแบบหนึ่ง ไม่เปลี่ยนเลยย่อมขัดใจคนที่โตมาอีกแบบหนึ่ง อย่างไรก็ดีการยืนยันว่าสิ่งที่ฉันคิดฉันเชื่อฉันชอบถูกต้องที่สุดเพียงหนึ่งเดียวนี่เองที่ทำให้ทุกสิ่งติดล็อก ขยับยาก และปิดกั้นจินตนาการใหม่ๆ ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ทางออกใหม่ๆ การรับฟังกันและกัน ฟังทั้งความต้องการ ฟังทั้งที่มาของความต้องการ มองข้อเรียกร้องในมุมที่กว้างขึ้น ขยายไปสู่ปัญหาที่หมักหมมจากโครงสร้างที่ใหญ่ไปกว่าตัวบุคคล รวมถึงตระหนักเสมอว่าเรายืนมองปัญหานั้นจากระนาบอำนาจ ณ จุดไหน อาจช่วยทำให้พอพูดคุยกันได้
ขออนุญาตร่วมแลกเปลี่ยนความคิดในฐานะสมาชิกคนหนึ่งในสังคมไทยที่อยากเห็นเราอยู่ร่วมกันได้ในความแตกต่างและค่อยๆ ร่วมกันหาทางออกเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ที่ยังมีรออีกมากมายในอนาคตครับ
ซึ่งหากมีส่วนหนึ่งส่วนใดไม่ถูกใจใครไปบ้างก็เป็นธรรมดานะครับ คิดเห็นไม่ตรงกันได้อยู่แล้ว และไม่คิดว่าการคิดไม่ตรงกันจะต้องโกรธเกลียดกัน เราแค่คิดไม่ตรงกันก็เท่านั้นเอง ยังมีอีกหลายเรื่องให้คุย ให้เถียง ให้เรียนรู้จากกัน ซึ่งมีทั้งตรงกันและไม่ตรงกัน ผมเองก็เรียนรู้และเปลี่ยนความคิดจากการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างอยู่เสมอ ขอบคุณทุกความคิดเห็นล่วงหน้าครับ
1.ผมนึกถึงผู้ให้ความรู้สองคน หนึ่งคือป้ามล-ทิชา ณ นคร ที่บอกผมผ่านการสัมภาษณ์ว่า สังคมไม่ควรผลิต ‘ผู้แพ้’ ออกมามากขึ้น เด็กทุกคนที่ลงมือกระทำบางสิ่งมักมีเหตุที่มาของโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมอยู่ด้วยเสมอ กรณีหยก หากถอยออกมามองว่าไม่ใช่เรื่องปัจเจก ก็น่าชวนคุยกันว่าการเมืองหรือวัฒนธรรมแบบไหนที่ทำให้เธอเลือกแสดงออกด้วยท่าทีเช่นนี้ แทนที่จะผลักเธอไปเป็น ‘ผู้แพ้’ เรามีทางเลือกอื่น เช่น รับฟังข้อเรียกร้อง เปิดพื้นที่ให้เธอได้พูดคุยโดยไม่ต้องปีนรั้วเข้าโรงเรียน เราอาจได้รับฟังปัญหาที่ขยายออกไปมากกว่า ‘เด็กนักเรียนหนึ่งคน’
2.เห็นด้วยกับวิธีการหรือไม่ เราลองวางเรื่องนั้นไว้ก่อน แล้วถอยออกมามองระยะเวลา 8-9 ปีช่วงที่เธอเติบโตขึ้นมา (ยังไม่ต้องนับวัฒนธรรมอำนาจนิยมที่ฝังลึกในบ้านเมืองเราแบบปฏิเสธไม่ได้) เธอเห็นการแสดงออกของผู้นำแบบไหน เห็นการจัดการกับเยาวชนผู้เรียกร้องเรื่องต่างๆ อย่างไร การใช้อำนาจกดข่มยาวนาน ไม่เปิดพื้นที่รับฟัง อาจนำมาซึ่งการสวิงกลับที่ด้วยการแสดงออกที่ชัดเจน (อาจดื้อด้านในบางสายตา) ซึ่งหยกอาจเป็นหนึ่งในหลายคนที่ยังไม่แสดงออกมาก็เป็นได้
3.เราทุกคนล้วนเป็นผลผลิตของยุคสมัยของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพอใจและชอบใจกับสิ่งที่เราเติบโตขึ้นมา ไม่เฉพาะชุดนักเรียน ทรงผม กฎระเบียบต่างๆ เพราะเราโตมาแบบนั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องใหญ่ไปกว่านั้นเช่นการใช้อำนาจเข้าควบคุมสถานการณ์ขัดแย้งที่ยืดเยื้ออย่างการรัฐประหาร บางคนอาจรู้สึกว่าเป็นทางออกที่ตนรู้สึกว่าใช้ได้ผล สิ่งนี้ก็น่าทบทวนว่าสิ่งที่เราคิดว่าดีนั้นดีสำหรับคนอื่นด้วยหรือไม่ ริดรอนสิทธิ์ใครหรือเปล่า รวมถึงยังเหมาะสมกับยุคสมัยปัจุบันไหม หยกเองก็เป็นผลผลิตของยุคสมัยของเธอด้วยเหมือนกัน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ายุคสมัยของหยกเป็นผลพวงจากยุคสมัยของคนรุ่นพี่รุ่นน้ารุ่นพ่อแม่ของเธอ จะว่าไป คนรุ่นเราๆ ล้วนมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับเยาวชนรุ่นนี้ด้วย
4.อีกคนที่ผมนึกถึงคือพี่อวยพร เขื่อนแก้ว ที่สอนให้มองว่า เวลาเราตัดสินใจเรื่องใด ให้มองด้วยว่าเราอยู่ในระนาบไหนของแหล่งอำนาจ เช่น ถ้าเราเป็นชายรักหญิง เราอาจไม่รู้สึกว่าปัญหาของคนเพศหลากหลายเป็นปัญหา ถ้าเป็นคนรวยอาจไม่เห็นว่าสวัสดิการของคนจนเป็นเรื่องที่ควรมี เช่นกัน เรามองปัญหาของนักเรียนมัธยมด้วยการยืนอยู่บน ‘ระนาบอำนาจ’ แบบไหน เป็นผู้ใหญ่ เป็นคนมีอำนาจ เป็นพ่อแม่ เป็นครู เป็นคนอาบน้ำร้อนมาก่อน เรายืนอยู่ตรงไหนเวลามองหยก
5.ผมคิดถึงบทสนทนาที่ได้พูดคุยกับ ศ.รุทท์ วีนโฮเวน นักวิชาการชาวดัตช์ ผู้ทำวิจัยเรื่องความสุขมายาวนาน รุทท์บอกว่าการที่เดนมาร์กได้คะแนนความสุขเยอะ และบางประเทศได้ความสุขน้อยนั้น สิ่งสำคัญคือ ‘ทางเลือก’ ประเทศที่ผู้คนต้องเลือกโดยอิงคุณค่าของกลุ่มสูงจะมีทางเลือกน้อยกว่า เขาเปรียบว่าเหมือนคุณเดินเข้าไปในร้านเสื้อผ้าแล้วมีชุดไซส์เดียว ถ้าคุณตัวกลางๆ ก็ใส่ได้ ไม่มีปัญหา แต่ถ้าคุณตัวใหญ่หรือเล็กกว่ามันก็ไม่เหมาะกับคุณ ประเทศอย่างเดนมาร์กมีเสื้อให้คนหลายไซส์เลือกใส่ สังคมแบบนี้ทำให้คนมีความสุขมากกว่า
6.มันคือเรื่องเดียวกับเสรีภาพ หากเราเป็นคนที่พร้อมจะใส่เสื้อที่กำหนดไว้ เราย่อมไม่มีปัญหา แต่ก็อาจเป็นคนละเรื่องกันกับการเรียกร้องให้คนที่ร่างกายไม่เหมือนเรา ‘ต้อง’ ใส่เสื้อแบบเดียวกับเรา
7.อีกปัจจัยหนึ่งของความสุขที่อาจารย์รุทท์บอกกับผมคือ ‘การยอมรับ’ ในสังคมที่มีการยอมรับคนที่แตกต่าง มีอิสระในเรื่องส่วนตัว เช่น รสนิยมทางเพศ ถ้าคนรักเพศเดียวกันได้รับการยอมรับจากคนรักต่างเพศ เขาก็มีความสุขมากขึ้น ฉะนั้น เราอาจไม่ต้องเหมือนกัน แต่ยอมรับกันได้
8.หลายคนพูดถึงเรื่องกฎและการปฏิบัติตามกติกาของส่วนรวม ผมเห็นด้วยว่าการอยู่ร่วมกันในสังคมต้องมีกฎกติการ่วมกัน กระนั้น กฎกติกาเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตามข้อตกลงร่วมกันของคนในสังคมนั้น มิใช่กรอบแข็งทื่อที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้ เมื่อมีหนึ่งเสียงหรือหลายเสียงที่เสนอความเป็นไปได้ใหม่ เราสามารถสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในชุมชนนั้นร่วมกันได้หรือไม่ว่าสิ่งเดิมและสิ่งใหม่มีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร ซึ่งคำตอบสุดท้ายอาจออกมาเป็นสิ่งที่ไม่เหมือนเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงร้อยเปอร์เซ็นต์ หรืออาจไม่เปลี่ยนเลย หรือเปลี่ยนทั้งหมดก็เป็นไปได้ สำคัญคือ ‘กระบวนการ’ ที่มีส่วนร่วมของทุกคน ทั้งครู นักเรียน ผู้บริหารโรงเรียน ผู้กำหนดกฎระเบียบอย่างหน่วยงานที่กำกับดูแล ฯลฯ เราเปิดพื้นที่นี้ได้ไหม มิฉะนั้น โรงเรียนจะเป็นภาพสะท้อนของการเมืองใหญ่ที่ผ่านมา คือไม่มีพื้นที่ให้แลกเปลี่ยนความเห็นที่แตกต่างหรือเจรจาต่อรองอย่างที่ควรเป็น
9.บางคนอาจรู้สึกหวั่นไหวว่า ถ้าเป็นเช่นนี้อีกหน่อยใครไม่พอใจอะไรก็เรียกร้องหรือประท้วงกับทุกเรื่องเลยสิ เรื่องนี้ก็ต้องตริตรองด้วยเหตุผลสักนิดว่า ถ้าข้อเรียกร้องไม่สมเหตุสมผลก็ไม่น่าจะมีแรงสนับสนุนจากสังคม และถูกปัดตกไปหรืออาจถูกสังคมลงโทษด้วยซ้ำ แต่ถ้าข้อเรียกร้องไหนมีเสียงสนับสนุนพอๆ กับคัดค้านนั่นก็แสดงว่า ข้อเรียกร้องนั้นน่านำขึ้นมาบนโต๊ะเจรจาพูดคุย สังคมยังมีอีกหลายเรื่องที่น่าคุยและเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ สิ่งที่เป็นมาตลอดไม่ได้แปลว่าถูกต้องดีงามเสมอไป ในโลกที่หมุนไวการปรับตัวอย่างยืดหยุ่นของสังคมเป็นเรื่องสำคัญ จึงอาจไม่ใช่เรื่องน่ากังวลขนาดนั้นว่าทุกคนสามารถเรียกร้องทุกอย่างได้ตามใจ มันต้องเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลด้วย
10.ที่พูดมาทั้งหมดไม่ได้ตั้งใจหารือเฉพาะกรณีหยกเป็นการเฉพาะ แต่พูดในภาพรวม เพราะในแต่ละกรณีมีรายละเอียดเฉพาะเคสที่ยิบย่อยลงไป แต่เชื่อว่าสังคมไทยจะต้องมีความขัดแย้งอีกหลายเรื่อง ฉะนั้นการหาวิธีอยู่ร่วมกันในความคิดเห็นที่แตกต่างของคนที่มีบริบทชีวิตแตกต่างกัน โตมาไม่เหมือนกัน อ่านหนังสือคนละเล่ม เสพสื่อคนละช่อง ฯลฯ จะอยู่ร่วมกันอย่างไร ส่วนตัวแล้วผมเชื่อเรื่องการเปิดพื้นที่รับฟัง ถกเถียง แลกเปลี่ยน เพื่อหาข้อสรุป มิใช่การใช้อำนาจยืนยันความถูกต้องตลอดเวลา ยิ่งในยุคนี้ยิ่งไม่น่าใช่วิธีที่จะได้รับการยอมรับ
11.ทั้งหมดที่เขียนมาไม่ได้คิดว่าเป็นความคิดที่ถูกต้องที่สุด ที่จริงก็ตามอ่านตามฟังความคิดที่หลากหลายเท่าที่พอจะติดตามได้ และคิดว่ามีแง่มุมที่ต้องทบทวนมากมาย เสียงจากทุกฝ่ายทำให้การตัดสินใจแต่ละเรื่องรอบคอบมากขึ้น เพราะอย่างไรก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เราอยู่ร่วมกันในสังคมที่ผู้คนแตกต่างกัน เปลี่ยนใหม่ทั้งหมดก็คงไม่ถูกใจคนที่โตมาแบบหนึ่ง ไม่เปลี่ยนเลยย่อมขัดใจคนที่โตมาอีกแบบหนึ่ง อย่างไรก็ดีการยืนยันว่าสิ่งที่ฉันคิดฉันเชื่อฉันชอบถูกต้องที่สุดเพียงหนึ่งเดียวนี่เองที่ทำให้ทุกสิ่งติดล็อก ขยับยาก และปิดกั้นจินตนาการใหม่ๆ ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ทางออกใหม่ๆ การรับฟังกันและกัน ฟังทั้งความต้องการ ฟังทั้งที่มาของความต้องการ มองข้อเรียกร้องในมุมที่กว้างขึ้น ขยายไปสู่ปัญหาที่หมักหมมจากโครงสร้างที่ใหญ่ไปกว่าตัวบุคคล รวมถึงตระหนักเสมอว่าเรายืนมองปัญหานั้นจากระนาบอำนาจ ณ จุดไหน อาจช่วยทำให้พอพูดคุยกันได้
ขออนุญาตร่วมแลกเปลี่ยนความคิดในฐานะสมาชิกคนหนึ่งในสังคมไทยที่อยากเห็นเราอยู่ร่วมกันได้ในความแตกต่างและค่อยๆ ร่วมกันหาทางออกเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ที่ยังมีรออีกมากมายในอนาคตครับ
ซึ่งหากมีส่วนหนึ่งส่วนใดไม่ถูกใจใครไปบ้างก็เป็นธรรมดานะครับ คิดเห็นไม่ตรงกันได้อยู่แล้ว และไม่คิดว่าการคิดไม่ตรงกันจะต้องโกรธเกลียดกัน เราแค่คิดไม่ตรงกันก็เท่านั้นเอง ยังมีอีกหลายเรื่องให้คุย ให้เถียง ให้เรียนรู้จากกัน ซึ่งมีทั้งตรงกันและไม่ตรงกัน ผมเองก็เรียนรู้และเปลี่ยนความคิดจากการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างอยู่เสมอ ขอบคุณทุกความคิดเห็นล่วงหน้าครับ




