มรสุมระลอกล่าสุดที่พัดกระหน่ำชายฝั่งอันดามัน จนมวลน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำในหลายอำเภอของจังหวัดสตูล ไม่เพียงทิ้งคราบโคลนไว้เบื้องหลัง แต่ได้ชะล้างให้เห็นโครงสร้างอำนาจทางการเมืองอันเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ภาพการระดมสรรพกำลังเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย สะท้อนภาพเครือข่ายอำนาจที่ไร้รอยต่อ เชื่อมโยงเป็นเส้นเลือดสายเดียวกันตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปจนถึงกระทรวงมหาดไทย
สตูลในวันนี้ไม่ได้เป็นเมืองปิดที่เงียบสงบในมิติการเมืองอีกต่อไป แต่ได้แปรสภาพเป็นฐานที่มั่นสำคัญของ "พรรคภูมิใจไทย" ที่สามารถสยายปีกทั้งเก้าอี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระดับชาติแบบยกจังหวัด และยึดกุมเก้าอี้ฝ่ายบริหารท้องถิ่นไว้อย่างมั่นคง
โดยมีแกนนำสำคัญคือ "ตระกูลเลียงประสิทธิ์" กลุ่มทุนท้องถิ่น ที่เติบโตจากการค้าขาย ก้าวขึ้นมาจัดวางขุมกำลังสมการอำนาจของจังหวัดร่วมกับพันธมิตรค่ายสีน้ำเงินอย่างลงตัว
กลไก 3 ประสาน ในสภาวะภัยพิบัติ
ในจังหวะที่เกิดอุทกภัยฉับพลัน กลไกการตอบสนองของรัฐมักถูกนำมาเป็นเครื่องชี้วัดประสิทธิภาพของฝ่ายกุมอำนาจ สำหรับเมืองสตูล ภาพที่ปรากฏ คือ การประสานงานแบบไร้รอย ต่อของโครงสร้างอำนาจ 3 ระดับ
การลงพื้นที่บัญชาการสถานการณ์น้ำของ "โกแพ" วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สตูล เขต 2 ในฐานะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำให้กลไกส่วนกลางอย่างกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ตลอดจนการสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัด ขับเคลื่อนด้วยความรวดเร็ว
เมื่อตัดภาพมาที่สนามท้องถิ่น "โกเตี๋ยน" สัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สตูล ลุงของ โกแพ สามารถระดมเครื่องจักรกลหนัก รถสูบน้ำ และงบประมาณฉุกเฉินของท้องถิ่นเแจกจ่ายความช่วยเหลือได้ทันที
ยิ่งเมื่อผนวกเข้ากับผู้แทนราษฎรในพื้นที่ที่สังกัดพรรคภูมิใจไทยทั้ง 2 เขต ทำให้การสะท้อนปัญหาและจัดสรรงบประมาณเยียวยาเกิดขึ้นในระนาบเดียวกันทั้งหมด ปรากฏการณ์นี้จึงเป็นบทพิสูจน์พลังในการบริหารวิกฤตของค่ายสีน้ำเงิน ที่คุมกลไกอำนาจตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ
จาก 'แพปลาอันดามัน' สู่สายตรง 'เนวิน' ผนึกกำลัง 'รัชกิจประการ'
ความแข็งแกร่งของ ตระกูลเลียงประสิทธิ์ ไม่ได้ก่อตัวขึ้นจากสุญญากาศทางการเมือง แต่ตั้งอยู่บนฐานทุนทางเศรษฐกิจที่หยั่งรากลึกมาหลายทศวรรษ แม่ทัพเบื้องหลังความสำเร็จที่แท้จริงคือ "โกเกียรติ" สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ บิดาของ โกแพ ผู้สร้างตัวจากผู้ประกอบการท้องถิ่นในชื่อ หจก.เกียรติเจริญชัยน้ำแข็ง ก่อนจะแผ่ขยายอาณาจักรธุรกิจเข้าสู่อุตสาหกรรมประมง ท่าเรือ แพปลา กองรถบรรทุก สถานีบริการน้ำมัน สวนปาล์ม และงานรับเหมาก่อสร้างในนาม หจก.เกียรติเจริญชัยการโยธา
นอกจากนี้ยังสร้างบารมีผ่านพื้นที่ทางสังคมและกีฬา ทั้งการทำค่ายมวยเกียรติเจริญชัย และการบริหาร สโมสรฟุตบอลสโมสรคาเดนซ่า สตูล ยูไนเต็ด จนชื่อของตระกูลเป็นที่รู้จัก
จุดเปลี่ยนสำคัญบนเส้นทางการเมือง เริ่มต้นขึ้นในยุคพรรคไทยรักไทยเรืองอำนาจ เมื่อ เนวิน ชิดชอบ ผู้มีบทบาทจัดการพื้นที่เลือกตั้งในเวลานั้น ได้เดินทางลงมาจัดทัพในภาคใต้แถบสตูลและพัทลุง
เนวิน มองเห็นอิทธิพลทางสังคมของโกเกียรติ จึงชักชวนให้เข้ามาร่วมงานการเมืองเพื่อกรุยทางเจาะพื้นที่ แม้ว่าในระยะแรกกระแสพรรคไทยรักไทยจะไม่สามารถเจาะปราการอันแข็งแกร่งของภาคใต้ได้สำเร็จ แต่สายสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่าง โกเกียรติ กับ เนวิน กลับมั่นคงและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อการเมืองเข้าสู่ยุค พรรคภูมิใจไทย มิตรภาพดังกล่าวก็กลายเป็นสะพานเชื่อมทางยุทธศาสตร์ โกเกียรติ ประสานกำลังกับเพื่อนสนิทอย่าง "โกเกี๊ยะ" พิพัฒน์ รัชกิจประการ แม่ทัพภาคใต้ของ ภูมิใจไทย
จนเกิดการจัดแบ่งอาณาเขตทางการเมืองในสตูลอย่างเป็นระบบ โดยเขต 1 ตกอยู่ในความดูแลของ สายตระกูลรัชกิจประการ ที่มี "ปีเตอร์-พีรพัฒน์ รัชกิจประการ" เป็น สส.สตูล เขต 1 ลูกชาย "โกโต-พิบูลย์ รัชกิจประการ" (น้องชายพิพัฒน์) จึงมีศักดิ์เป็นหลานชาย "พิพัฒน์รัชกิจประการ" รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม
ขณะที่เขต 2 และโครงข่ายการเมืองท้องถิ่นทั้งหมด ยกให้ ตระกูลเลียงประสิทธิ์ เป็นผู้ดูแล
การจับมือกันของสองตระกูลใหญ่ภายใต้ร่มเงาของเนวิน จึงกลายเป็นรากฐานที่นำพาภูมิใจไทยเข้ายึดครองพื้นที่สตูลได้
กลยุทธ์ 'การเมืองปลาเผา' โค่น 'ประชาธิปัตย์'
สตูล เคยเป็นพื้นที่ที่ พรรคประชาธิปัตย์ ผูกขาดมายาวนานจนแทบไม่มีใครคิดว่าจะมีกลุ่มการเมืองใดสามารถโค่นล้มลงได้
แต่สิ่งที่ทำให้ตระกูลเลียงประสิทธิ์สามารถฝ่าด่านหินนี้ไปได้ ไม่ใช่เพียงกำลังทุนหรืออิทธิพลเชิงอำนาจ แต่เป็นความเข้าใจในโครงสร้างประชากรและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ในจังหวัดสตูลนับถือศาสนาอิสลาม การจะชนะใจชาวมุสลิมได้จึงต้องอาศัยกลยุทธ์ที่เข้าถึงวิถีชีวิตอย่างแท้จริง ซึ่งนำไปสู่ตำนาน "การเมืองปลาเผา"
ความชำนาญในธุรกิจประมงและแพปลา ถูกนำมาดัดแปลงเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงมวลชนได้อย่างแยบยล ทุกครั้งที่มีงานบุญ งานมัสยิด หรืองานประเพณีของพี่น้องชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ โกเกียรติ ไม่ได้เพียงแต่ส่งปลาสดไปช่วยงานเหมือนนักการเมืองทั่วไป แต่เจ้าตัวมักเดินทางไปร่วมงานด้วยตนเอง ตั้งเตาถ่าน ก่อไฟ และลงมือยืนย่างปลาเผาแจกจ่ายให้กับชาวบ้านตลอดทั้งงาน
ภาพลักษณ์ของมหาเศรษฐีระดับร้อยล้านที่ยืนเหงื่อท่วมหน้าเตาปลาเผาเพื่อบริการคนในชุมชน ช่วยทำลายกำแพงทางชนชั้นและความแตกต่างทางศาสนาลงอย่างสิ้นเชิง เปลี่ยนสถานะของตระกูล จากการเป็น กลุ่มทุนอิทธิพล กลายเป็น ผู้มีบารมี ที่ชาวบ้านเข้าถึงได้และให้ความไว้วางใจ
กลยุทธ์การคลุกคลีกับมวลชนระดับรากหญ้า ผลิดอกออกผลอย่างงดงามในสนามเลือกตั้งโกเตี๋ยน สัมฤทธิ์ นำเอาความนิยมนี้ไปปักธงในสนามท้องถิ่น ยึดตำแหน่ง นายก อบจ.สตูล ในนาม "กลุ่มสตูลสันติธรรม" ติดต่อกันยาวนานถึง 5 สมัย
ขณะเดียวกัน ในสนามระดับชาติ เนวิน ชิดชอบ ได้เล็งเห็นแววของคนรุ่นใหม่อย่าง โกแพ วรศิษฎ์ จึงส่งลงสมัคร สส. สตูล เขต 2 ในปี 2562 และสามารถสร้างประวัติศาสตร์ ด้วยการล้มแชมป์เก่า 3 สมัยจาก พรรคประชาธิปัตย์
ชัยชนะดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แต่โกแพยังสามารถรักษาเก้าอี้ไว้ได้อย่างต่อเนื่องถึง 3 สมัย โดยในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดสามารถกวาดคะแนนชนะทิ้งห่างคู่แข่งอย่างขาดลอย จนกลายเป็นสะพานส่งให้เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง รมช.มหาดไทย ในวัยเพียง 37 ปี
เงาแห่งอำนาจ - ข้อครหา 'ความโปร่งใส'
แม้เครือข่ายอำนาจที่ผสานกันเป็นเนื้อเดียวจะช่วยให้การบริหารจัดการวิกฤตอย่างน้ำท่วมดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว แต่ในอีกด้านหนึ่ง โครงสร้างที่ไร้รอยต่อเช่นนี้ ก็เผชิญกับคำถามเรื่อง การตรวจสอบและถ่วงดุล เมื่อผู้กุมอำนาจระดับชาติ ฝ่ายนิติบัญญัติ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ล้วนมาจากตระกูลเดียวกันและพรรคเดียวกัน กลไกการตรวจสอบภายในจังหวัดจึงสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความหย่อนยาน
บททดสอบครั้งสำคัญของบ้านใหญ่สตูล เกิดขึ้นเมื่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด โกเตี๋ยน สัมฤทธิ์ ในฐานะนายก อบจ.สตูล และ โกเกียรติ สมเกียรติ จากกรณีสัญญาจ้างก่อสร้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อ.ควนโดน วงเงินเกือบ 30 ล้านบาท
ซึ่งผู้รับจ้างดำเนินงานล่าช้า แต่ อบจ. กลับผ่อนปรนสัญญาให้ยาวนานถึง 6 ปี โดยไม่ยกเลิกสัญญา ส่งผลให้เกิดค่าปรับสะสมจำนวนมหาศาล แม้ว่า วรศิษฎ์ รมช.มหาดไทย จะออกมายืนยันว่า คดีความดังกล่าวเป็นเรื่องเฉพาะตัวของบิดาและลุง ที่ไม่เกี่ยวข้องกับบทบาทในฝ่ายบริหาร และพร้อมให้กระบวนการยุติธรรมพิสูจน์ข้อเท็จจริง
มรสุมลูกนี้ จึงเป็นเครื่องเตือนใจ ว่า อำนาจที่แผ่ขยาย ย่อมมาพร้อมการจับจ้องที่เข้มงวดเป็นทวีคูณ






