‘แสวง’ ชี้การเมืองไทยวนอยู่กับ ‘คนเดิม-ความคิดเดิม’ ย้ำ ‘ประชาธิปไตย’ ดีได้ด้วย ‘ประชาชน’

29 เม.ย. 2569 - 15:31

  • ‘แสวง บุญมี’ สะท้อนปัญหาการเมืองไทย “ยังไม่ไปถึงไหน”

  • ชี้ปัญหาอยู่ที่ “คนเดิม-ความคิดเดิม” ไม่ใช่แค่กฎหมาย

  • ย้ำประชาชนคือหัวใจประชาธิปไตย ผู้กำหนดอนาคตประเทศ

‘แสวง’ ชี้การเมืองไทยวนอยู่กับ ‘คนเดิม-ความคิดเดิม’ ย้ำ ‘ประชาธิปไตย’ ดีได้ด้วย ‘ประชาชน’

แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวในระหว่างเป็นประธานพิธีเปิดการอบรมทบทวนวิทยากรหลักสูตรพรรคการเมืองคุณภาพประจำปี 2569 รุ่นที่ 2 ภาคกลางและภาคใต้ ว่า เรามาถึงทุกวันนี้ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจะครบ 100 ปี ความคาดหวังการเมืองของไทยน่าจะดีขึ้น แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่ไปไหน หากถึงไหนท่านคงไม่ต้องมานั่งอยู่ตรงนี้ โดยเฉพาะตัวแทนสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ผมเห็นว่าบุคคลเหล่านี้มีลักษณะพิเศษต่างจากคนทั่วไปที่มีความเสียสละ และอาสาเข้ามาทำงาน โดยไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ เพราะเมื่ออาสามาทำงานก็จะเห็นเป้าหมายชัดเจนว่าจะสำเร็จด้วยวิธีอะไรภายในระยะเวลาเท่าใด ซึ่งสิ่งที่ท่านกำลังทำ เป้าหมายยิ่งใหญ่มาก แต่ไม่รู้ว่าจะสำเร็จด้วยวิธีการใด

ที่ผ่านมา มีคนพยายามทำแบบนี้ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่จนถึงทุกวันนี้ ต้องยอมรับว่ามีปัญหา ที่สำคัญการเมืองกระทบกับชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะประเทศไทยใช้การเมืองนำทุกเรื่อง คนชนะกินรวบ ซึ่งมีปัญหาพอสมควร จากนี้ไปสำนักงานฯ วิทยากร และพรรคการเมืองจะทำงานร่วมกันเพิ่มเติมจากสิ่งที่ทำอยู่ ซึ่งยังไม่ประสบความสำเร็จในการที่จะปลูกฝังหรือให้ความรู้เรื่องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้เราอยู่ร่วมกันแบบภราดรภาพคือความเป็นพี่น้อง ซึ่งภราดรภาพเป็นหนึ่งใน 3 หลักของระบอบประชาธิปไตย ที่ประกอบด้วย สิทธิเสรีภาพ ภราดรภาพ และความเสมอภาค แต่บ้านเราอ้างแต่สิทธิเสรีภาพแทบจะไม่ใช้ภราดรภาพ

แสวง กล่าวอีกว่า ในอดีตเราจะใช้แต่ภราดรภาพด้วยซ้ำ คือการอยู่แบบพี่น้อง แต่ตอนหลังคนจะอ้างสิทธิ์ ซึ่งภราดรภาพคือกำหนดความรับผิดชอบต่อสังคม อยู่บนเหตุและผล แม้จริงๆ หลักภราดรภาพจะไม่หายไป แต่ประเทศไทยไม่ได้ใช้ ทั้งที่มันอยู่ร่วมกันได้กับหลักสิทธิเสรีภาพ และหากใช้ 3 หลักพร้อมกันถือเป็นความสมดุล แต่หากใช้หลักสิทธิเสรีภาพแล้วไม่รับผิดชอบ ก็จะเป็นอย่างที่เกิดขึ้นถึงขั้นมีความเห็นต่างและอยู่ร่วมกันลำบาก เราเริ่มตัดสินคนจากที่ยืนของแต่ละคน ซึ่งไม่ควรจะเป็นแบบนี้ คนเห็นต่างกันได้ สิ่งที่วิทยากรจะทำคือบางพื้นที่คนเห็นต่างกัน ก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้ นั่นคือนำหลักประชาธิปไตยมาใช้กับชีวิตประจำวัน ในอดีตการให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตยมีน้อย ไม่รู้ว่าผู้มีอำนาจคิดอย่างไร และไม่ได้อยู่ในหลักสูตรอะไรเลย แตกต่างจากต่างประเทศที่มีบรรจุไว้ในหลักสูตร เช่น เยอรมัน เกาหลี ที่มีประสบการณ์จากความเลวร้ายทางการเมือง ก็จะสร้างพลเมืองว่าหลักประชาธิปไตยแบบเขาต้องการคนแบบไหน และจนถึงทุกวันนี้ก็อยู่แบบที่เราเห็น คือจะใช้หลักสูตรนี้ในการทำให้สังคมเป็นสังคมประชาธิปไตยที่อยู่ร่วมกันได้

เลขาธิการ กกต. กล่าวด้วยว่า “ส่วนที่ทำไมต้องใช้พรรคการเมืองทำเรื่องนี้ เพราะพรรคการเมืองเป็นที่รวมของคนที่มีอุดมการณ์ที่เสียสละเข้ามา และเป็นประชาชนเหมือนกัน ประชาชนน่าจะเชื่อพรรคการเมืองมากกว่าองค์กรอื่น เนื่องจากรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกันและเข้าถึงได้ เราจึงจะใช้ชุดความรู้ที่เรามีไปผ่านพรรคการเมือง วิทยากรจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะไปถ่ายทอดความรู้ให้กับพรรคการเมืองต่อไป เพื่อให้พรรคการเมืองไปถ่ายทอดให้กับประชาชน สิ่งที่ทำมาเป็นความรู้ที่เป็นทางการ แต่ผลของประชาธิปไตยคือการใช้ชีวิตประจำวัน เหตุและผล ไม่ได้เกิดจากตัวหนังสือ และเรามีประสบการณ์จากประชาธิปไตยในหนังสือ เรามีกฎหมายที่คิดว่าดีอยู่ 3 ฉบับ คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บางคนก็บอกว่าเป็นฉบับประชาธิปไตยหรือฉบับปราบโกงอะไรก็แล้วแต่ ใช้มา 20 ปีตั้งแต่ 2540 หรือเกือบ 30 ปี เราใช้รัฐธรรมนูญมา 3 ฉบับ คนก็คาดหวังว่ากฎหมายจะเปลี่ยนพฤติกรรมคนได้ แต่กลับไม่เปลี่ยน ไม่ได้ไปไหนเลย”

การเมืองเราจะแก้ไขกฎหมายจากไก่ให้เป็นนก จะเขียนกฎหมายให้กลายเป็นนกหรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่สามารถเปลี่ยนได้ เพราะผู้เล่นหรือผู้เลือกยังคือคนกลุ่มเดียวกันเป็นคนกลุ่มเดิม ยุบพรรค มีรัฐธรรมนูญใหม่ก็จะมีคนกลุ่มเดิมไปตั้งพรรค คนกลุ่มเดิมไม่ได้ไปไหน ขณะที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะแก้ไขกฎหมายอย่างไรก็ยังคงเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมี 52 ล้านคนกลุ่มเดิม ชุดความรู้ความคิดเหมือนเดิมไปเลือกตั้งเหมือนเดิม ไม่เห็นจะเปลี่ยนประเทศไปได้ สิ่งที่จะเปลี่ยนได้คือชุดความรู้ที่พวกเรากำลังจะนำไปบอกต่อ ไม่ได้บอกว่าจะไปสั่งสอน แต่เป็นการไปแลกเปลี่ยนกับชาวบ้านว่าสังคมจะดีได้ด้วยตัวเราเอง เพราะระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ดีด้วยระบบราชการหรือด้วยใคร แต่ดีด้วยประชาชน

แสวง กล่าวอีกว่า เมื่อวานได้ไปชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา ผมได้ชี้แจงว่าจริงๆ ประชาธิปไตยเป็นฐานหนึ่งของการเลือกตั้ง และประชาธิปไตยการเลือกตั้งมาจากประชาชน 100% ไม่มีกกต. เป็นเรื่องที่ประชาชนทำร่วมกัน ผลของการเลือกตั้งหรืออะไรก็แล้วแต่เป็นสิ่งที่ประชาชนทำร่วมกัน ประชาชนกลุ่มหนึ่งอาสามาเป็น กปน. ครั้งที่แล้ว 1.6 ล้านคน ประชาชน 52 ล้านคนเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ประชาชนส่วนหนึ่งอาสาเป็นสื่อ เป็นผู้สังเกตการณ์ กกต.ไม่มี สิ่งที่ทำร่วมกันเป็นกลุ่มก็ต้องรับผิดชอบร่วมกันเป็นกลุ่ม กกต.เป็นเพียงคนรายงานผลสิ่งที่ประชาชนทำร่วมกัน เลือกตั้งอย่างไร ท่านจะไปซื้อเสียงอย่างไร กปน. จะทำผิดอย่างไร นั่นคือสิ่งที่เราออกแบบกฎหมาย กกต. ออกแบบร่วมกับประชาชน ให้ประชาชนดูแลประเทศชาติร่วมกัน กปน. ทำผิด ท่านทักท้วง เราตรวจสอบคนซื้อเสียง นักการเมืองกับประชาชนซื้อเสียง มีคนนำมาร้อง เราตรวจสอบ กกต. มีหน้าที่นำสิ่งที่ประชาชนทำร่วมกันแล้วมารายงานประชาชนว่าใครชนะเลือกตั้ง ใครทำผิด

ระบบการเลือกตั้งของเราออกแบบมาแข็งแรงมาก ไม่มีใครจะแทรกแซงได้ไม่ว่าจะเป็น กกต. 7 คน หรือเลขาฯ กกต. หรือผู้ยิ่งใหญ่จากบ้านใหญ่ที่ไหน แต่ถ้าเป็นการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเป็นเรื่องที่เพิ่มขึ้นมานอกกรอบ เป็นเรื่องของผู้มีสิทธิ์กับประชาชน สิ่งต่างๆ เหล่านี้หากเรานำไปทำให้เห็นว่าผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศคือประชาชน ท่านเป็นคนทำร่วมกันเมื่อเวลาเลือกตั้ง ไม่ได้เกี่ยวกับกกต.เลย ที่มีหน้าที่รายงานผล หากทำผิดก็ไปดำเนินการตามกฎหมาย กกต.เห็นรู้เท่าประชาชนในวันเลือกตั้งไม่ได้เห็นมากกว่า

เลขาธิการ กกต. ยังขอให้มีการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป แม้หลักสูตรนี้จะเกิดช้า แต่คิดว่าคนที่จะพูดกับประชาชนได้คือพรรคการเมือง ซึ่งพรรคการเมืองก็จะได้รับความรู้จากหลักสูตรนี้ และเห็นใจพรรคการเมืองเพราะเป็นสถาบันหลักในการให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตย ซึ่งทั้งโลกจะใช้กระบวนการผ่านพรรคการเมือง มีประเทศไทยเอาไปผ่านระบบราชการจึงมีปัญหา ซึ่งพรรคการเมืองไทยเกิดขึ้นโดยเน้นมิติด้านความมั่นคงมากกว่ามิติด้านเสรีภาพ ทำให้บางทีพรรคการเมืองถูกยุบ เวลาเกือบร้อยปี เป็นเวลาพรรคการเมืองไม่ถึงครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเป็นเวลาของการรัฐประหาร เมื่อมีการรัฐประหารก็ทำให้พรรคการเมืองขยับตัวได้ยาก การตั้งพรรคก็เป็นไปด้วยความยาก และในระหว่างการดำเนินกิจการก็มีกฎเกณฑ์มากมาย ผมเป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองทราบดีว่าขาข้างหนึ่งท่านถูกถ่วงไว้ อีกข้างหนึ่งท่านจะพัฒนาก็ลำบาก แม้จะเห็นใจแต่เป็นเรื่องของกฎหมาย ซึ่งคนที่จะแก้ไขกฎหมายได้คือพรรคการเมือง หากเห็นว่าไม่ดีก็ไปแก้ไขให้ดีขึ้น

จากที่ทำงานกับพรรคการเมืองมามองว่า พรรคการเมืองไม่ได้สนใจกฎหมายพรรคเท่าไหร่ ถ้าสนใจกฎหมายพรรคน่าจะดีกว่านี้ เพราะมันคือบ้านของพรรคการเมืองเอง ซึ่งการแก้ไขพรรคการเมืองเป็นหน้าที่ของสภาหรือสส. แต่เมื่อมีอำนาจก็ไม่เห็นจะมามองแก้กฎหมายพรรค ให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างดีขึ้น หรือร่างกฎเกณฑ์ในการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยบางอย่างท่านได้รับผลจากการกระทำก็ส่วนหนึ่ง ได้รับผลจากกฎหมายในการแข่งขันก็ส่วนหนึ่ง แต่เวลาแพ้ก็ลงมาที่กรรมการทุกครั้ง ทั้งที่กรรมการมีหน้าที่ทำตามกฎหมาย ถ้ากฎหมายยังไม่แก้เราก็ต้องตัดสินแบบนั้นทุกครั้ง การตัดสินและดุลพินิจทุกครั้ง แม้ว่าสังคมจะไม่เห็นด้วยหรือตำหนิหรือวิจารณ์อย่างไร หากย้อนเวลาให้ไปแก้เราก็จะมีมติอย่างนั้น เพราะเราใช้กฎหมายกับข้อเท็จจริงในการวินิจฉัยปัญหา จึงขอฝากประเทศชาติไว้กับทุกคน และพรรคการเมืองและวิทยากรพรรคการเมืองที่จะนำความรู้ไปเผยแพร่ พัฒนาการเมืองของประเทศไทยให้มีความเจริญมั่นคงยิ่งขึ้นไป

เลขาธิการ กกต. ยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้พรรคการเมืองดำเนินกิจการทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในการเลือกตั้ง ว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองหลักๆ มีอยู่ 2 ฉบับ คือ กฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง และกฎหมายการเลือกตั้ง ซึ่งที่ผ่านมา สำนักงาน กกต. เคยพยายามเสนอการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างพรรคการเมือง เพราะในการแข่งขันก็ถูกจับตามองจากสังคมว่าคนคุมกติกาไม่เป็นธรรม กกต. ก็ถูกตรวจสอบ ดังนั้นกติกาต้องเป็นธรรม ถ้าเห็นว่าอะไรที่ไม่เป็นธรรม ก็อยากให้สส.แก้ไขเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม แต่ที่ผ่านมาไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภา

ดังนั้น การแก้ไขกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ กรณีดังกล่าว ผมอยากให้สส. และพรรคการเมือง ในฐานะผู้ใช้กฎหมายและรู้ข้อบกพร่อง สามารถที่จะแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ควรจะเสนอแก้กฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง และการเลือกตั้ง ไม่ใช่พอมีการเลือกตั้งแต่ละครั้งก็มาโทษกกต.ในฐานะกรรมการว่าทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง

ผมพูดเฉพาะในส่วนของการเลือกตั้ง ซึ่งประชาชนเป็นคนเลือกตั้ง เป็นส่วนที่ประชาชนทำร่วมกันมา โดยมีผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 52 ล้านคน มี กปน. 1.6 ล้านคน และส่วนที่เหลือเป็นสื่อมวลชนและผู้สังเกตการณ์ทำหน้าที่ตรวจสอบกันและกัน ในส่วน กกต. เป็นเพียงแค่ผู้รายงานผลการเลือกตั้งให้สาธารณชนทราบ

อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ กกต. ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นถึงกรณีที่ สส. มุ่งเน้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากกว่าการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายพรรคการเมืองและกฎหมายการเลือกตั้ง

ส่วนกรณีที่มีการเรียกร้อง “ไอโหวต” หรือการลงคะแนนเลือกตั้งผ่านด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้น เลขาธิการ กกต. ชี้แจงว่า เป็นแนวคิดที่ กกต. พยายามจะเสนอใช้ในการเลือกตั้งทั่วประเทศ แต่ก็ยังไม่ผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภา โดยเฉพาะกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. อย่างไรก็ตาม กกต. อาจจะนำระบบ “ไอโหวต” มาทดลองใช้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นไปก่อน เพราะสามารถทำได้เลยโดยที่ไม่ต้องมีการแก้ไขกฎหมาย

กกต.ยื่นพยาน 11 คนคดี ‘บัตรเลือกตั้ง’ แยกเป็น 7 คนใน–4 คนนอก

ส่วนความคืบหน้าในการยื่นบัญชีพยานและความเห็นของพยานในคดี “บาร์โค้ด (Barcode) และคิวอาร์โค้ด (QR Code) บนบัตรเลือกตั้ง” เลขาธิการ กกต. ชี้แจงว่า ขณะนี้สำนักงาน กกต. ยื่นบัญชีรายชื่อพยานทั้งหมด 11 คน โดย 7 คน เป็นคนจากสำนักงาน กกต. และอีก 4 คนเป็นคนนอก ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี

ขณะนี้อยู่ในช่วงจัดทำความเห็นของพยานทั้งหมดเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเตรียมส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะเรียกพยานที่ กกต. ได้เสนอไป มาไต่สวนหรือไม่นั้น เป็นดุลยพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม พยานของ กกต. ทุกคนมีความพร้อมที่จะไปให้การด้วยตัวเองถ้าศาลฯ เรียก

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์