‘แสวง’ ยัน การเลือกตั้งยังคงเป็น ‘ความลับ’ อยู่

20 มี.ค. 2569 - 14:58

  • ‘แสวง’ ยันกกต.ทำคดีฮั้วสว. ตั้งอนุฯ ชุด 36 ตามกฎหมาย ยังไร้ชงมติปล่อยผี 229 คน เข้ากกต. ใหญ่

  • มองเป็นเรื่องดี ศาลรธน.รับคดีบาร์โค้ด ชี้จะได้มีความชัดเจน

  • ยัน ทุกวันนี้การเลือกตั้งยังเป็นความลับอยู่ ย้ำฟ้อง 6 บุคคลเหตุต้องปกป้องการทำหน้าที่

‘แสวง’ ยัน การเลือกตั้งยังคงเป็น ‘ความลับ’ อยู่

แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึง ความคืบหน้าการตรวจสอบข้อร้องเรียนคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา(ฮั้ว สว.) ว่าขอยืนยันว่าสำนักงานกกต.ทำตามกฎหมาย ขั้นตอน ชอบด้วยกฎหมายระเบียบทุกขั้นตอน ถึงตรงนี้อนุกรรมการใช้เวลา 90 วัน น่าจะมีความเห็นไปแล้ว อยู่ระหว่างส่งมาให้สำนักงาน กกต.แล้วสำนักงานฯ จะทำเอกสารเสนอคณะกรรมการกกต.พิจารณา

ส่วนเรื่องที่เป็นข่าว ไม่ว่าจะชั้นกรรมการสอบสวน หรือชั้นอนุกรรมการไม่มีใครทราบ คือ คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้นไม่ทราบ ยืนยันว่า กกต.รวมถึงแสวงไม่มีใครทราบ เพียงแต่สอบถามว่าอยู่ในขั้นตอนใดแล้ว เพราะมีคนมาสอบถามเร่งรัด

เมื่อถามว่าหาก กกต.ชุดใหม่ มีการยกคำร้องตามมติของชั้นอนุกรรมการ จะส่งผลทางการเงินอย่างไรบ้าง รวมถึงกรณีกกต.บางส่วน ถูกมองว่ามาจากการแต่งตั้งของสว.สีน้ำเงิน แสวง กล่าวว่า ผลทางการเมืองคงตอบไม่ได้ แต่การทำงานทั้งในส่วนของสำนักงานฯ และกกต. ทำงานบนสิ่งที่มีการแข่งขัน ทุกคนอยากได้ผลที่ตัวเองต้องการ ไม่ว่าผลไปซ้ายหรือขวา ยกหรือลง มีคนได้ประโยชน์ทั้งนั้น กกต.ก็รับแรงกระแทกทุกฝ่าย จึงอยู่ที่ว่าเราตัดสินถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ถูกต้องตามข้อเท็จจริงที่ได้มาถูกต้องตามพยานหลักฐาน ซึ่งต้องรอดู และแต่ละชั้นนั้นมีความอิสระในการให้ความเห็น เราทำตามหน้าที่เป็นไปตามกฎหมายเป็นไปตามหน้าที่ ซึ่งก็ต้องเป็นไปตามนั้นไม่มีใครไปบิดเบือนได้

เมื่อถามว่าสุดท้ายแล้ว กกต.จะยังมีความเป็นอิสระในการตรวจสอบหรือไม่เพราะมีการตั้งข้อสังเกต วิพากษ์วิจารณ์ว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสีน้ำเงิน แสวง กล่าวว่า นั่นเป็นความเห็น ยิ่งสังคมมองอยู่ จริงๆ เราทำตัวตามปกติ แต่ก็ต้องระวัดระวังตัวมากขึ้น ให้คนเห็นว่าเราทำตรงไปตรงมา ส่วนความเห็นของสังคม มีความเห็นได้ทุกทาง แต่ก็เป็นเพียงความเห็นส่วนข้อเท็จจริงก็ต้องมาดูว่าเป็นอย่างที่สังคมเขาวิจารณ์หรือไม่

สำหรับคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 36 ออกมาเป็นคนละทิศทางกับที่ ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.เคยให้ทิศทางไว้ ทำให้ กกต.ถูกสังคมมองว่าเป็นเครื่องมือการฟอกขาว ร.ต.อ.ชนินทร์ กล่าวว่า คณะอนุกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 36 มีความเห็นอย่างไรนั้น ยังไม่ทราบ ส่วนผลวินิจฉัยชุดที่ 26 ก็จำไม่ได้แล้วว่า ให้ความเห็นอะไรไว้บ้าง

แสวง กล่าวเสริมว่า เรื่องการทำงานเป็นความลับ คณะกรรมการสืบสวนไต่สวน ชุดที่ 26 พูดไม่ได้เพราะเป็นความลับ ส่วนคณะอนุกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่  36 จะมีความเห็นอย่างไร ก็ไม่มีใครทราบ มีเพียงที่เป็นข่าว แต่ไม่มีใครออกมายืนยัน ไม่มีใครตอบได้เพราะอยู่ในกระบวนการสืบสวนสอบสวน ไม่มีใครเปิดเผยได้อยู่แล้ว ต้องรอว่าไปถึงชั้นสุดท้ายในการพิจารณาของ กกต.จะมีทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ความเห็น และมติ ส่วนสัปดาห์หน้าจะได้เห็นความชัดเจนหรือไม่นั้นเรามีเอกสารจำนวนมาก เชื่อว่าต้องใช้เวลาก่อนพิจารณาและเสนอเข้าวาระ

เมื่อถามว่าคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรม การสืบสวนฯ ชุดที่ 36 และคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26  แตกต่างกัน ซึ่ง สว.สำรองมีการตั้งคำถามว่าการแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 36 เกินกรอบของกฎหมายหรือไม่ แสวง กล่าวว่า ในที่นี้ไม่มีใครทราบมีเพียงคณะกรรมการสืบสวน  จึงบอกไม่ได้ว่าความเห็นคืออะไร ส่วนเรื่องการแต่งตั้งอนุฯ ชุด 36 ชอบด้วยระเบียบหรือไม่ ขอชี้แจงว่า ก่อน กกต.จะตั้ง ทางสำนักงานฯ ก็ได้ดูเรื่องระเบียบกฎหมายทุกขั้นตอนให้อยู่แล้ว และเราก็ยืนยันว่า เรื่องนี้กกต.ทำตามระเบียบทุกขั้นตอน

ส่วนกรณีศาลรัฐธรรมนูญ มีมติรับคำร้องปมบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งนั้น แสวง กล่าวว่า เป็นคดีที่อยู่ในกระบวนการ เราต้องรอดูหนังสือจากศาลรัฐธรรมนูญว่าจะให้ชี้แจงในประเด็นอะไร และเวลาใดบ้าง แต่ยืนยันว่าเราทำตามหน้าที่ ที่กำหนดให้ กกต.ต้องทำให้การเลือกตั้งมีความสุจริตและเที่ยงธรรม และทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยตรงและลับ ซึ่งเรามีหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อมีข้อสงสัยของประชาชนได้นำไปร้อง ก็เป็นกระบวนการที่เราต้องไปชี้แจงว่าเราทำเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้หรือไม่ เพราะที่ไปศาลรัฐธรรมนูญเป็นปัญหาเรื่องความชอบของรัฐธรรมนูญ และอยู่ในขั้นตอนพิจารณาของศาลซึ่งตอนนี้ เรายังไม่ได้รับเอกสารจากทางศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่า ศาลฯ อาจให้จำลองเหตุการณ์ในการเลือกตั้งโดยการใช้บาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดในการสแกน กกต.เห็นว่าจะต้องจำลองเพื่อให้พิสูจน์เป็นที่ประจักษ์หรือไม่ว่า มันไม่สามารถนำสู่ต้นขั้วได้จริงๆ  แสวง กล่าวว่า  อย่างที่บอกเราทำหน้าที่ตามกฎหมาย และในข้อเท็จจริง ณ วันนี้การเลือกตั้งก็ยังคงลับ เราได้ทำตามหน้าที่ของเราแล้ว ส่วนการพิจารณาในศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องมาดูประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญให้ชี้แจงว่าเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ ในคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้อง หาพยานหลักฐานและวิธีการได้มาซึ่งทางพยานหลักฐานด้วย ทางภาคประชาชนและอดีต กกต.บอกว่าจะเอาข้อมูลที่ทำการจำลองการเลือกตั้งที่สภาฯ ไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ มองว่าเป็นหลักฐานที่นำมาต่อสู้ได้หรือไม่ แสวง กล่าวว่า ไม่มีความเห็นในเรื่องนี้ ซึ่งก็เป็นเรื่องของการต่อสู้คดี แต่สิ่งที่มันดีคือการไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ มันจะเกิดความชัดเจน คงต้องรอวันนั้น

ทั้งนี้ หากเลือกตั้งเป็นโมฆะจะส่งผลอย่างไรต่อ กกต. หรือไม่นั้น แสวง กล่าวว่า  มันยังไม่ถึงตรงนั้น และในทุกวันนี้การเลือกตั้งยังเป็นความลับอยู่ และมันจะลับต่อไปอยู่แบบนั้น ยืนยันว่า ทุกอย่างอยู่ที่ศาล เรามีหน้าที่ในส่วนของเรา

ส่วนที่มีการเอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แสวง กล่าวว่า ในช่วงที่มีการเลือกตั้งน่าจะถูกฟ้องอยู่หลายคดี แต่ทางสำนักงานเรายืนยันว่าเราทำกฏหมายและทำตามหน้าที่ เพราะเรามีหน้าที่ปกป้องให้การเลือกตั้งสุจริตและทำให้การเลือกตั้งเป็นความลับ

เมื่อถามว่ามั่นใจว่ากระบวนการเป็นความลับแต่ทำไมบัตรเลือกตั้งครั้งใหม่ถึงไม่มีรหัสที่ขั้วบัตร ออกมา แสวง ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว แต่ระบุว่า จริงๆ บัตรเลือกตั้งเป็นอำนาจของ กกต. เพียงแต่เราต้องปกป้องการเลือกตั้ง และต้องทำให้สำเร็จคือการเลือกตั้งเป็นไปโดยตรงและลับ ซึ่งในอดีตหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับบัตรก็ต้องส่งไปกองพิสูจน์หลักฐานเพื่อพิสูจน์ลายนิ้วมือ แต่เมื่อเทคโนโลยีทันสมัยขึ้น ก็สามารถใช้วิธีการเพื่อป้องกันความสุจริตได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องพิสูจน์ลายนิ้วมือ ซึ่งอันที่จริงแล้วผู้ที่ไปพิสูจน์ว่าสามารถสแกนได้หรือไม่ก็ไม่ใช่ผู้ที่มีหน้าที่ในการพิสูจน์

ส่วนถ้ามีการจัดการเลือกตั้งครั้งต่อไป หรือการเลือก ผู้ว่า กทม. จะมีบาร์โค้ดหรือ คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งหรือไม่ แสวง กล่าวว่า จริงๆ ตอน ปี2566 ก็มีมาอยู่แล้ว แต่ตรงนี้ยังตอบไม่ได้อยู่ที่กกต.

เมื่อถามต่อว่า เมื่อกกต.บอกว่าการเลือกตั้งอย่างเป็นความลับอยู่เหตุใดจึงแจ้งดำเนินคดีกับ 6 บุคคลในข้อหาที่รุนแรง แสวง กล่าวว่า กกต.มีหน้าที่ทำให้การเลือกตั้งสำเร็จ และมีหน้าที่ในการทำการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยตรงและลับ  ถ้ามันจะไม่ลับ ไม่ต้องมีการพิสูจน์ อย่างกรณีหันคูหาออก แต่ที่ทำกันตอนนี้คือพยายามจะรู้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร กฎหมายไม่อนุญาตอยู่แล้ว และถ้าดูตามข้อเท็จจริงมันต้องใช้คน 5-6 คนที่จะต้องไปเอามาประติดประต่อกัน แต่ก็ยังไม่สามารถรู้ได้อยู่ดี ซึ่งตามกฎหมายคำว่าลับคือ ขณะที่ลงและขณะที่เอาไปเก็บ ซึ่งก็มีมาตรการในการที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยตรงและลับ

ส่วนจะยืนยันหรือไม่ว่าคนทั้ง 6 คน ที่ กกต.ฟ้องร้อง มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องโยงกันในวันที่เกิดเหตุ แสวง กล่าวว่า เป็นเรื่องของคดี ไม่ขอให้ความเห็น

สำหรับข้อกล่าวหาอั้งยี่มีความรุนแรงเกินไปหรือไม่สำหรับประชาชน แสวง กล่าวว่า มันเกิดจาก เรื่องของการขัดขวางการเลือกตั้ง กฎหมายเขียนไว้ว่าทำให้การเลือกตั้งไม่สำเร็จ ซึ่ง กกต.มีหน้าที่ทำให้การเลือกตั้งสำเร็จ จะบอกว่าแรงหรือไม่แรงไม่ได้ เพราะคือปกป้องการทำหน้าที่ตัวเอง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยตรงและลับและการเลือกตั้งต้องสำเร็จ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์