พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีการจัดทำโพลแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหัวข้อให้ ‘ปัตตานี’ แยกออกมาปกครองตัวเองว่า เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นในพื้นที่ทั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า และตำรวจภาค 9 กำลังตรวจสอบข้อมูล ข้อเท็จจริงในเนื้อหาสาระของกิจกรรมที่จัดและผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง และดูข้อมูลผลผลิตต่างๆ ที่ปรากฏต่อสื่อฯ และโซเชียลมีเดีย ว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมายเรื่องใดบ้าง ข้อมูลที่ปรากฏจะไปเกี่ยวข้องกับที่ต้องการแยกตัวเป็นเอกราช ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญและผิกกฎหมายหรือไม่ ก็ต้องมีการสืบสวนและหาข้อมูลรายละเอียด ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการ คงต้องใช้เวลาพอสมควร ทั้งนี้ ได้มีการสรุปข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายดำเนินการตามขั้นตอนอย่างยุติธรรม ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบว่าผิดหรือไม่ผิด และดำเนินการตามกฎหมาย
“เรากังวลสิ่งที่เผยแพร่ไปสู่สาธารณชน อย่างที่พวกเราได้ยินได้ฟัง ซึ่งต้องดูว่า กลุ่มที่ทำ ทำโดยเสียงประชาชนส่วนใหญ่หรือไม่ กลไกต่างๆ ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สภาสันติสุข ระดับตำบล และที่ผ่านมาเราก็รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่มาโดยตลอด ซึ่งต้องดูว่าสิ่งเหล่านี้มีที่มาที่ไปอย่างไร” พล.อ.สุพจน์ ระบุ
นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำข้อห่วงใยของนายกรัฐมนตรี ที่ให้พยายามชี้แจงทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วน รวมทั้งประชาชน ด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นจะผิดกฎหมาย ถ้าต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมายจะต้องดำเนินการอย่างไร จึงได้ให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทำความเข้าใจ โดยใช้กลไกที่มีอยู่ พูดคุยกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
“ต้องให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงาน ซึ่งเรามีฐานข้อมูลเดินอยู่พอสมควร ในความโยงใย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตามที่อยู่ใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ สิ่งที่รัฐบาล พยายามทำมาได้พยายามทำความเข้าใจมาโดยตลอดถึงเหตุผลความจำเป็น ที่ต้องการให้ประชาชนคนไทยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ดีกินดี ปลอดภัยภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนในสิ่งที่พื้นที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสังคม ศาสนา วัฒนธรรม และการศึกษาถ้าดูแผนงานต่างๆ ในสิ่งที่รัฐบาลทำ จะเห็นว่าได้พยายามตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ แม้บางส่วนอาจจะมีความคิดอย่างที่พวกท่านทราบ แต่เราก็ต้องพยายามอธิบายทำความเข้าใจถึงผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร” พล.อ.สุพจน์ ระบุ
อย่างไรก็ตาม พล.อ.สุพจน์ ยอมรับว่า จากการจัดกิจกรรม เท่าที่ทราบ เห็นว่ามีพรรคการเมืองเกี่ยวข้องด้วย ทั้งที่อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลัง ซึ่งต้องอยู่ในผลการสอบสวนว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง ส่วนเมื่อถามว่าโยงไปถึงพรรคการเมืองที่หาเสียงในช่วงเลือกตั้งด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะที่มีการหาเสียงว่า จังหวัดภาคใต้ ต้องมีนายกฯ เป็นของตัวเอง พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า “ถ้าสังเกตการหาเสียงเลือกตั้ง ค่อนข้างจะสุดโต่ง แรง และหลายเรื่อง ที่ทาง สมช.มีข้อกังวล แต่ภายหลังผลการเลือกตั้ง แม้จะยังไม่มีการรับรองจาก กกต. ก็ตาม ก็จะเห็นว่ามีความเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมือง ที่พยายามพูดถึงนโยบายที่จะทำต่อไป ตนคิดว่านโยบายเหล่านั้นนุ่มนวลลง และจากการเก็บรายละเอียด ดูเหมือนว่านโยบายส่วนใหญ่สอดคล้องกับที่เราพยายามทำอยู่ ทั้งนี้ ข้อมูลเดิมไม่ว่าอะไรก็ตามที่เชื่อมโยงกับการกระทำที่ผิดกฎหมายต้องถูกนำมาพิจารณาทั้งหมด”
เมื่อถามว่า สมช.สามารถเอาผิดจากนักการเมืองได้หรือไม่ พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า “ยังตอบไม่ได้” อีกทั้งยังไม่ได้มีการพูดคุยกับหัวหน้าพรรคการเมืองที่หาเสียงลักษณ์ดังกล่าว
“ความจริงแล้วท่านน่าจะทราบ สมช.กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้พูดชัดเจนเรื่องนโยบายแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ รัฐบาลได้พูดชัดเจนมาตลอด ทั้งในสภาฯ และ ครม. ถึงการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เรามีนโยบายชัดเจน” พล.อ.สุพจน์ ระบุ
นอกจากนี้ ยืนยันว่ายังไม่พบปัจจัยแรงสนับสนุนจากนอกประเทศ แต่ยังไม่ได้ตัดออกไป ซึ่งทุกวันนี้ ได้มีการพูดคุยกับต่างประเทศ โดยเฉพาะระดับนโยบายทั้งหมด อีกทั้งฝ่ายต่างประเทศและองค์กรต่างประเทศก็ลงไปรับทราบสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีการพูดคุยอย่างใกล้ชิดมาตลอด ทั้งนี้ หากองค์กรต่างประเทศจะลงพื้นที่ ต้องแจ้งกระทรวงการต่างประเทศมาก่อน จากนั้น จะพูดคุยกับ สมช.ถึงความต้องการและวัตถุประสงค์ หากดูแล้ว ไม่กระทบกับเรื่องใดที่จะเกิดปัญหาต่อประเทศเรา ก็จะมีขั้นตอนให้ ศอ.บต. เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ไปพูดคุยกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอื่นๆ เพื่อองค์กรเหล่านั้นจะได้ลงพื้นที่ตามวัตถุประสงค์
เมื่อถามว่าการจัดกิจกรรมประกาศเจตนารมณ์ในเวทีมหาวิทยาลัยต่างๆ ต่อไปนี้จะสามารถทำได้หรือไม่ พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า ต้องดูเจตนา และข้อมูลว่าทำผิดกฎหมายหรือไม่
เมื่อถามว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ตั้งมูลความผิดไว้หรือยัง พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า ยัง อยู่ระหว่างการตรวจสอบ เมื่อถามว่า การออกแบบสอบถามเพื่อทำประชามติเพื่อแบ่งแยกดินดินแดนตามที่เป็นข่าวสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายหรือไม่ พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า ถ้าพูดถึงการลงประชามติ เรื่องเอกราช มาตรา1 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่าทำไม่ได้ ส่วนจะผิดกฎหมายมาตราย่อยอย่างไรต้องดูพฤติกรรม และหลักฐาน สภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดย กอ.รมน.จะเป็นเจ้าภาพลงไปดำเนินการ ซึ่งวันนี้ได้กระทรวงยุติธรรม อัยการ มาพูดคุยแล้ว
เมื่อถามว่าพรรคการเมืองที่ส่งตัวแทนเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว จะถือว่ามีความผิดหรือไม่ พล.อ.สุพจน์ ตอบว่า “ถ้ามีหลักฐานว่ามีความผิด ก็ต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย”
ส่วนทางมหาวิทยาลัย ต้องรับผิดชอบเหตุการณ์ดังกล่าวหรือไม่นั้น พล.อ.สุพจน์ ตอบว่า กิจกรรมนี้ ดูเผินๆ เป็นกิจกรรมทางวิชาการ ซึ่งในเนื้อหาสาระ มีทั้งเชิงวิชาการและกิจกรรมที่สุ่มเสี่ยง ดังนั้น จึงเกิดประเด็นที่น่าเป็นห่วงที่ต้องตรวจสอบ และต้องทำความเข้าใจกับสังคม พร้อมยืนยัน มีแนวทางป้องกันไม่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำรอยขึ้นอีก
“เตรียมไว้แล้ว หน่วยงานพื้นที่ซึ่งได้รับมอบแนวทางไปทำความเข้าใจและรับฟังความคิดเห็นอย่างเปิดกว้างในเรื่องต่างๆ แล้ว ส่วนกระบวนการใดที่ต้องยึดกฎหมาย ประเทศเรามีระบบชัดเจนอยู่แล้ว ที่จะต้องเสนอผ่านกระบวนการ” พล.อ.สุพจน์ ระบุ
เมื่อถามว่าฝ่ายความมั่นคงได้ติดตามปฏกิริยาประชาชนในพื้นที่หรือไม่ พล.อ.สุพจน์ ตอบว่า “คิดว่าประชาชนเข้าใจว่า เราไม่ต้องการไปต่อสู้ หรือปิดกั้นความคิดของท่านเพียง แต่ต้องดูบริบทในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เดินทางมาถึงจุดนี้แล้ว แม้จะมีบางเรื่องต้องปรับปรุงและพัฒนาแนวทางให้มีการก้าวหน้าต่อไป ทั้งนี้ เราพยายามพูดคุยกับผู้เห็นต่างทางการเมืองมาโดยตลอด และทุกวันนี้ มีการยกระดับให้มีการพูดคุยกว้างขวางยิ่งขึ้น ทุกภาคส่วน มิใช่แค่ กลุ่มบีอาร์เอ็น หรือกลุ่มอะไรก็ตามที่อ้างตัวขึ้นมา เราได้รับฟัง พร้อมพยายามเชิญนักการเมืองและผู้ที่เป็นตัวตั้งตัวตีของประชาชนมาทำความเข้าใจมาช่วยกันแก้ปัญหา” ทั้งนี้ มองว่า กิจกรรมดังกล่าวไม่เกินความคาดหมายของฝ่ายความมั่นคง
“จริงๆ ที่ผ่านมา ก็มีกิจกรรมที่น่ากังวลเกิดขึ้น แต่เนื่องด้วยเราสนับสนุนให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นถึงความต้องการภายใต้กรอบกฎหมายที่จะทำได้ เพื่อให้ประชาชน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าใจรัฐบาล ไม่มีเจตนาไปกดขี่ หรือบังคับ หรือมองว่า ไม่ใช่กลุ่มประชาชนคนไทย เรามองว่าทุกคนคือคนไทย เราให้แสดงออกในความต้องการภายใต้กฎหมาย จึงได้เกิดกิจกรรมลักษณะแบบนี้ขึ้นมา แต่อะไรที่ผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการ สิ่งไหนที่ต้องทำความเข้าใจอธิบายความ เพื่อไม่ให้ทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการควบคู่ไปด้วย” พล.อ.สุพจน์ ระบุ
นอกจากนี้ พล.อ.สุพจน์ ยืนยันว่า แม้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล แต่ฝ่ายความมั่นคง ก็ไม่มีความลำบากในการทำงาน พร้อมย้ำ หน่วยงานความมั่นคงต้องทำงานบนพื้นฐานข้อเท็จจริง ตามข้อมูลการวิเคราะห์ แผนการแก้ปัญหาและการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็จะนำเสนอข้อมูลตามบทบาทหน้าที่ อีกทั้งยืนยันว่า ได้เตรียมพร้อมรับมือม็อบชุมนุมกดดัน ส.ว. ช่วงการโหวตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ไว้แล้ว ส่วนการโพสต์ปลุกระดมผ่านโซเชียลฯ ทางเจ้าที่อยู่ระหว่างติดตาม ขณะที่การวางตัวเลขาฯ สมช. คนใหม่ เป็นเรื่องของนายกฯ ที่จะพิจารณา
“เรากังวลสิ่งที่เผยแพร่ไปสู่สาธารณชน อย่างที่พวกเราได้ยินได้ฟัง ซึ่งต้องดูว่า กลุ่มที่ทำ ทำโดยเสียงประชาชนส่วนใหญ่หรือไม่ กลไกต่างๆ ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สภาสันติสุข ระดับตำบล และที่ผ่านมาเราก็รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่มาโดยตลอด ซึ่งต้องดูว่าสิ่งเหล่านี้มีที่มาที่ไปอย่างไร” พล.อ.สุพจน์ ระบุ
นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำข้อห่วงใยของนายกรัฐมนตรี ที่ให้พยายามชี้แจงทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วน รวมทั้งประชาชน ด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นจะผิดกฎหมาย ถ้าต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมายจะต้องดำเนินการอย่างไร จึงได้ให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทำความเข้าใจ โดยใช้กลไกที่มีอยู่ พูดคุยกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
“ต้องให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงาน ซึ่งเรามีฐานข้อมูลเดินอยู่พอสมควร ในความโยงใย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตามที่อยู่ใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ สิ่งที่รัฐบาล พยายามทำมาได้พยายามทำความเข้าใจมาโดยตลอดถึงเหตุผลความจำเป็น ที่ต้องการให้ประชาชนคนไทยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ดีกินดี ปลอดภัยภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนในสิ่งที่พื้นที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสังคม ศาสนา วัฒนธรรม และการศึกษาถ้าดูแผนงานต่างๆ ในสิ่งที่รัฐบาลทำ จะเห็นว่าได้พยายามตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ แม้บางส่วนอาจจะมีความคิดอย่างที่พวกท่านทราบ แต่เราก็ต้องพยายามอธิบายทำความเข้าใจถึงผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร” พล.อ.สุพจน์ ระบุ
อย่างไรก็ตาม พล.อ.สุพจน์ ยอมรับว่า จากการจัดกิจกรรม เท่าที่ทราบ เห็นว่ามีพรรคการเมืองเกี่ยวข้องด้วย ทั้งที่อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลัง ซึ่งต้องอยู่ในผลการสอบสวนว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง ส่วนเมื่อถามว่าโยงไปถึงพรรคการเมืองที่หาเสียงในช่วงเลือกตั้งด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะที่มีการหาเสียงว่า จังหวัดภาคใต้ ต้องมีนายกฯ เป็นของตัวเอง พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า “ถ้าสังเกตการหาเสียงเลือกตั้ง ค่อนข้างจะสุดโต่ง แรง และหลายเรื่อง ที่ทาง สมช.มีข้อกังวล แต่ภายหลังผลการเลือกตั้ง แม้จะยังไม่มีการรับรองจาก กกต. ก็ตาม ก็จะเห็นว่ามีความเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมือง ที่พยายามพูดถึงนโยบายที่จะทำต่อไป ตนคิดว่านโยบายเหล่านั้นนุ่มนวลลง และจากการเก็บรายละเอียด ดูเหมือนว่านโยบายส่วนใหญ่สอดคล้องกับที่เราพยายามทำอยู่ ทั้งนี้ ข้อมูลเดิมไม่ว่าอะไรก็ตามที่เชื่อมโยงกับการกระทำที่ผิดกฎหมายต้องถูกนำมาพิจารณาทั้งหมด”
เมื่อถามว่า สมช.สามารถเอาผิดจากนักการเมืองได้หรือไม่ พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า “ยังตอบไม่ได้” อีกทั้งยังไม่ได้มีการพูดคุยกับหัวหน้าพรรคการเมืองที่หาเสียงลักษณ์ดังกล่าว
“ความจริงแล้วท่านน่าจะทราบ สมช.กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้พูดชัดเจนเรื่องนโยบายแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ รัฐบาลได้พูดชัดเจนมาตลอด ทั้งในสภาฯ และ ครม. ถึงการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เรามีนโยบายชัดเจน” พล.อ.สุพจน์ ระบุ
นอกจากนี้ ยืนยันว่ายังไม่พบปัจจัยแรงสนับสนุนจากนอกประเทศ แต่ยังไม่ได้ตัดออกไป ซึ่งทุกวันนี้ ได้มีการพูดคุยกับต่างประเทศ โดยเฉพาะระดับนโยบายทั้งหมด อีกทั้งฝ่ายต่างประเทศและองค์กรต่างประเทศก็ลงไปรับทราบสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีการพูดคุยอย่างใกล้ชิดมาตลอด ทั้งนี้ หากองค์กรต่างประเทศจะลงพื้นที่ ต้องแจ้งกระทรวงการต่างประเทศมาก่อน จากนั้น จะพูดคุยกับ สมช.ถึงความต้องการและวัตถุประสงค์ หากดูแล้ว ไม่กระทบกับเรื่องใดที่จะเกิดปัญหาต่อประเทศเรา ก็จะมีขั้นตอนให้ ศอ.บต. เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ไปพูดคุยกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอื่นๆ เพื่อองค์กรเหล่านั้นจะได้ลงพื้นที่ตามวัตถุประสงค์
เมื่อถามว่าการจัดกิจกรรมประกาศเจตนารมณ์ในเวทีมหาวิทยาลัยต่างๆ ต่อไปนี้จะสามารถทำได้หรือไม่ พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า ต้องดูเจตนา และข้อมูลว่าทำผิดกฎหมายหรือไม่
เมื่อถามว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ตั้งมูลความผิดไว้หรือยัง พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า ยัง อยู่ระหว่างการตรวจสอบ เมื่อถามว่า การออกแบบสอบถามเพื่อทำประชามติเพื่อแบ่งแยกดินดินแดนตามที่เป็นข่าวสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายหรือไม่ พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า ถ้าพูดถึงการลงประชามติ เรื่องเอกราช มาตรา1 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่าทำไม่ได้ ส่วนจะผิดกฎหมายมาตราย่อยอย่างไรต้องดูพฤติกรรม และหลักฐาน สภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดย กอ.รมน.จะเป็นเจ้าภาพลงไปดำเนินการ ซึ่งวันนี้ได้กระทรวงยุติธรรม อัยการ มาพูดคุยแล้ว
เมื่อถามว่าพรรคการเมืองที่ส่งตัวแทนเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว จะถือว่ามีความผิดหรือไม่ พล.อ.สุพจน์ ตอบว่า “ถ้ามีหลักฐานว่ามีความผิด ก็ต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย”
ส่วนทางมหาวิทยาลัย ต้องรับผิดชอบเหตุการณ์ดังกล่าวหรือไม่นั้น พล.อ.สุพจน์ ตอบว่า กิจกรรมนี้ ดูเผินๆ เป็นกิจกรรมทางวิชาการ ซึ่งในเนื้อหาสาระ มีทั้งเชิงวิชาการและกิจกรรมที่สุ่มเสี่ยง ดังนั้น จึงเกิดประเด็นที่น่าเป็นห่วงที่ต้องตรวจสอบ และต้องทำความเข้าใจกับสังคม พร้อมยืนยัน มีแนวทางป้องกันไม่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำรอยขึ้นอีก
“เตรียมไว้แล้ว หน่วยงานพื้นที่ซึ่งได้รับมอบแนวทางไปทำความเข้าใจและรับฟังความคิดเห็นอย่างเปิดกว้างในเรื่องต่างๆ แล้ว ส่วนกระบวนการใดที่ต้องยึดกฎหมาย ประเทศเรามีระบบชัดเจนอยู่แล้ว ที่จะต้องเสนอผ่านกระบวนการ” พล.อ.สุพจน์ ระบุ
เมื่อถามว่าฝ่ายความมั่นคงได้ติดตามปฏกิริยาประชาชนในพื้นที่หรือไม่ พล.อ.สุพจน์ ตอบว่า “คิดว่าประชาชนเข้าใจว่า เราไม่ต้องการไปต่อสู้ หรือปิดกั้นความคิดของท่านเพียง แต่ต้องดูบริบทในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เดินทางมาถึงจุดนี้แล้ว แม้จะมีบางเรื่องต้องปรับปรุงและพัฒนาแนวทางให้มีการก้าวหน้าต่อไป ทั้งนี้ เราพยายามพูดคุยกับผู้เห็นต่างทางการเมืองมาโดยตลอด และทุกวันนี้ มีการยกระดับให้มีการพูดคุยกว้างขวางยิ่งขึ้น ทุกภาคส่วน มิใช่แค่ กลุ่มบีอาร์เอ็น หรือกลุ่มอะไรก็ตามที่อ้างตัวขึ้นมา เราได้รับฟัง พร้อมพยายามเชิญนักการเมืองและผู้ที่เป็นตัวตั้งตัวตีของประชาชนมาทำความเข้าใจมาช่วยกันแก้ปัญหา” ทั้งนี้ มองว่า กิจกรรมดังกล่าวไม่เกินความคาดหมายของฝ่ายความมั่นคง
“จริงๆ ที่ผ่านมา ก็มีกิจกรรมที่น่ากังวลเกิดขึ้น แต่เนื่องด้วยเราสนับสนุนให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นถึงความต้องการภายใต้กรอบกฎหมายที่จะทำได้ เพื่อให้ประชาชน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าใจรัฐบาล ไม่มีเจตนาไปกดขี่ หรือบังคับ หรือมองว่า ไม่ใช่กลุ่มประชาชนคนไทย เรามองว่าทุกคนคือคนไทย เราให้แสดงออกในความต้องการภายใต้กฎหมาย จึงได้เกิดกิจกรรมลักษณะแบบนี้ขึ้นมา แต่อะไรที่ผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการ สิ่งไหนที่ต้องทำความเข้าใจอธิบายความ เพื่อไม่ให้ทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการควบคู่ไปด้วย” พล.อ.สุพจน์ ระบุ
นอกจากนี้ พล.อ.สุพจน์ ยืนยันว่า แม้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล แต่ฝ่ายความมั่นคง ก็ไม่มีความลำบากในการทำงาน พร้อมย้ำ หน่วยงานความมั่นคงต้องทำงานบนพื้นฐานข้อเท็จจริง ตามข้อมูลการวิเคราะห์ แผนการแก้ปัญหาและการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็จะนำเสนอข้อมูลตามบทบาทหน้าที่ อีกทั้งยืนยันว่า ได้เตรียมพร้อมรับมือม็อบชุมนุมกดดัน ส.ว. ช่วงการโหวตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ไว้แล้ว ส่วนการโพสต์ปลุกระดมผ่านโซเชียลฯ ทางเจ้าที่อยู่ระหว่างติดตาม ขณะที่การวางตัวเลขาฯ สมช. คนใหม่ เป็นเรื่องของนายกฯ ที่จะพิจารณา



